
“รมว.กลาโหม” ตรวจเยี่ยมทหารชายแดนก่อน ครม.สัญจร ย้ำความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย เชื่อมั่นกองทัพดูแลสถานการณ์ได้ พร้อมเร่งสนับสนุนสวัสดิการและคุณภาพชีวิตกำลังพลแนวหน้า
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารีและกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน รับฟังผลการปฏิบัติงานและข้อเสนอจากหน่วยในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชน
ในการตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการสามแยกและพื้นที่กลุ่มปราสาทตาเมืองธม รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และความพร้อมของหน่วย โดยกองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารีได้เตรียมกำลังและวางมาตรการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญ การปฏิบัติตามกฎการปะทะ และการประสานงานในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแสดงความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยและกำลังพลทุกระดับ พร้อมเน้นย้ำว่ากระทรวงกลาโหมมีหน้าที่สนับสนุนให้เหล่าทัพมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณูปโภคและความเป็นอยู่ของกำลังพล ผ่านนโยบาย “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบน้ำ ไฟฟ้า เส้นทางยุทธวิธี และระบบสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตทหารชายแดน
จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งรับผิดชอบภารกิจความมั่นคงชายแดนและการสกัดกั้นยาเสพติด โดยรับฟังผลการปฏิบัติงานและปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกองทัพบก ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ และสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติดก่อนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้พบปะและมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลทั้งสองกองกำลัง พร้อมรับฟังปัญหาด้านสวัสดิการ ความเป็นอยู่ และสิ่งสนับสนุนที่จำเป็น โดยย้ำว่าการดูแลกำลังพลแนวหน้าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ เพื่อให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงมีขวัญกำลังใจและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ
ภายหลังการตรวจเยี่ยม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่ากองทัพบกและหน่วยในพื้นที่มีความพร้อมในการรักษาอธิปไตย และยังคงควบคุมพื้นที่สำคัญที่ฝ่ายไทยครอบครองอยู่ได้ทั้งหมด สำหรับความเคลื่อนไหวบริเวณเนิน 642 แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับกองกำลังสุรนารีได้สั่งการตามกฎการปะทะไว้อย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ส่วนการหารือระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะนี้ยังชะลอการพูดคุยในระดับรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม แต่เปิดให้มีการหารือในระดับกองเลขานุการของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติตาม Joint Statement โดยยืนยันว่า หากยังไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลง ก็จะไม่มีการพูดคุยในระดับอื่นเพิ่มเติม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “ความกังวลมีอยู่แล้ว” แต่ผู้บังคับหน่วยทุกระดับมีความไม่ประมาทและเตรียมความพร้อมอยู่ตลอด พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการเตรียมการของฝ่ายไทย และติดตามข้อมูลจากจังหวัดและหน่วยทหารในพื้นที่
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมา ที่การสู้รบส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยได้ประสานผ่าน Hotline กับผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาโดยตรง และเชิญผู้ช่วยทูตทหารเมียนมามาแสดงความกังวลและความห่วงใยของฝ่ายไทย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี สะท้อนถึงการดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทยผ่านกลไกประสานงานทางทหาร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประเทศไทย
ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยงานในพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชน โดยการพิจารณาอพยพจะขึ้นอยู่กับการประเมินความปลอดภัยตามสถานการณ์จริง แม้สถานการณ์อาจเบาบางลงบ้าง แต่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
กระทรวงกลาโหมยืนยันความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเหล่าทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกระดับ ที่ปฏิบัติภารกิจด้วยความรับผิดชอบและความเสียสละ โดยกระทรวงกลาโหมจะสนับสนุนด้านนโยบาย ทรัพยากร และการประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อม มีขวัญกำลังใจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
2 พฤศจิกายน 2569









