
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา (H.E. Mrs. Helene Budliger Artieda) เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้แทนภาคธุรกิจสวิส ณ ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสที่นายกี ปาร์เมอแล็ง (H.E. Mr. Guy Parmelin) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางการค้า การลงทุน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ
นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน พร้อมทั้งได้หารือถึงความคืบหน้าของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–EFTA ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อมุ่งให้มีผลใช้บังคับในต้นปี 2570 โดยมองว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจทั้งสองประเทศขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีได้มากขึ้น
ในการหารือครั้งนี้ มีผู้แทนจากบริษัทชั้นนำและองค์กรเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมรวม 11 แห่ง ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ Nestlé บริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก Roche DKSH และ Novartis บริษัทชั้นนำด้านยาและนวัตกรรมทางการแพทย์ Oerlikon Swissmem บริษัทเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวัสดุขั้นสูง รวมทั้ง บริษัทโลจิสติกส์ระดับโลก ตลอดจนองค์กรด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ได้แก่ Swiss Export Risk Insurance (SERV), Swiss Investment Fund for Emerging Markets (SIFEM), Switzerland Global Enterprise (S-GE), economiesuisse และ Swissrail โดยภาคธุรกิจสวิสได้สะท้อนข้อเสนอเกี่ยวกับการลดระยะเวลาของกระบวนการอนุมัติ ความชัดเจนและความแน่นอนของกฎระเบียบ และการเชื่อมโยงกับพันธมิตรธุรกิจไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยผู้แทน Switzerland Global Enterprise (S-GE) ยังระบุว่า ภายหลังการประกาศ FTA ไทย–EFTA จำนวนบริษัทสวิสที่หน่วยงานให้การสนับสนุนในการสำรวจโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า สะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจสวิสต่อตลาดไทยที่เพิ่มขึ้น
นายวีระพงษ์ กล่าวสรุปว่า ข้อเสนอของภาคธุรกิจสวิสสะท้อนความสำคัญของ 3 ประเด็น ได้แก่ Efficiency, Predictability และ Connectivity หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ การสร้างกฎกติกาที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ และการเชื่อมโยงความร่วมมือทางธุรกิจ โดยยืนยันว่ารัฐบาลรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ และพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ FTA ไทย–EFTA สามารถสร้างประโยชน์ได้จริง ทั้งการลงทุนใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ไทยอยู่ระหว่างเตรียมการสำหรับการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ของนายกรัฐมนตรี ในเดือนมกราคม 2570 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ไทยมุ่งให้ FTA ไทย–EFTA เริ่มมีผลใช้บังคับ โดยจะใช้โอกาสดังกล่าวต่อยอดการหารือกับภาครัฐและภาคธุรกิจสวิส ผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และเร่งยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สวิสให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยและสวิตเซอร์แลนด์มีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 14,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากปีก่อนหน้า โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่ม EFTA ขณะที่มีบริษัทสวิสเข้ามาดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 150 บริษัท และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ในไทยจำนวน 140 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในอนาคต
