
วันนี้ (19 ต.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายและเปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายที่ดินและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ” โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา ศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสมชาย ลีหล้าน้อย อธิบดีกรมที่ดิน พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี และผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เข้าร่วมรับฟังผ่าน Video Conference
นายอนุทิน กล่าวว่า การเปิดปฏิบัติการปราบนอมินีการถือครองที่ดินในวันนี้ เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า เราจะดำเนินการอย่างจริงจังกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย ที่ดินเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ การถือครองและการใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปโดยถูกต้อง เป็นธรรม และไม่เปิดช่องให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพราะกระทบต่อความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี ซึ่งต้องขอชื่นชมทุกหน่วยงานที่บูรณาการร่วมกัน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง ปปง. DSI และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ช่วยกันปกป้องไม่ให้พี่น้องประชาชนคนไทยถูกเอารัดเอาเปรียบ
“การตรวจสอบในครั้งนี้จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงชื่อผู้ถือครองหลังโฉนดหรือผู้ถือหุ้นในใบหุ้นเท่านั้น แต่ต้องสาวลึกไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ผู้ควบคุม และผู้รับประโยชน์ตัวจริง พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน เพื่อขยายผลถึงเครือข่ายได้อย่างถูกต้องและตรงจุด รัฐบาลขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงยินดีต้อนรับและสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาด้วยความสุจริต โปร่งใส เคารพกฎหมายไทย และปฏิบัติตามสิทธิที่กฎหมายส่งเสริมการลงทุนกำหนดไว้ ดังนั้น การดำเนินงานของทุกท่านจึงต้องตั้งอยู่บนหลักสำคัญคือ “จริงจังกับผู้กระทำผิด และเป็นธรรมกับผู้ที่ปฏิบัติถูกต้อง” โดยผลการปฏิบัติการ Land Action ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินที่พบกรณีความผิดต่าง ๆ นั้น ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนที่ตรวจพบ แต่วัดจากการที่คดีได้ข้อยุติและการบังคับใช้กฎหมายเกิดผลอย่างแท้จริง” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนวันนี้ รัฐบาลขอให้มีการดำเนินงานร่วมกัน 3 ประการหลัก ประการแรก ให้เร่งรัดตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี โดยกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดต้องจัดลำดับความสำคัญ กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอน และกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 หากพบเครือข่ายความผิดให้ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ การเนรเทศบุคคลไม่พึงประสงค์ตามประกาศสำนักนายกฯ หรือการเพิกถอนสัญชาติต่อไป ประการที่สอง ดำเนินการบังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลจริงในกรณีที่พบการถือครองโดยมิชอบ พร้อมทั้งตรวจสอบการรับโอนเพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนมือนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง และประการที่สาม ปิดช่องไม่ให้เกิดนอมินีรายใหม่และสร้างระบบป้องกันระยะยาว โดยนำข้อค้นพบมาปรับปรุงระบบเฝ้าระวังทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคล พร้อมเปิดรับเบาะแสและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
“ในการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าพนักงานที่ดินนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่บนหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความเด็ดขาด ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่อาจเป็นผู้มีอิทธิพลหรือ “Somebodies” แต่ขอยืนยันว่าไม่มีอิทธิพลใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าอิทธิพลของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่ภายใต้กฎหมาย จึงไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม การเปิดเผยชื่อและพฤติการณ์อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยรักษา “โรคความจำเสื่อม” ของคนที่ชอบถามว่า “รู้ไหมผมเป็นใคร” ได้เป็นอย่างดี ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมเป็นคนหนุนหลังและปกป้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยความสุจริตอย่างเต็มที่ หากใครมาสร้างความเดือดร้อนให้ท่าน คนนั้นจะต้องเดือดร้อนแทน เพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกันสามารถเดินหน้าได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้ผมจำเป็นต้องลงมา “ขี่ม้าเลียบศึก” ร่วมกับทุกท่านในพื้นที่ เพื่อคลายความกังวลให้พี่น้องประชาชนและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งเรื่องนอมินี ยาเสพติด การพนัน ค้ามนุษย์ และการทุจริต เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างผลประโยชน์มหาศาลให้ผู้กระทำผิด เราจึงต้องขัดขวางและบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด หากการดำเนินการบังคับขายที่ดินครั้งนี้สำเร็จ ก็จะสามารถดึงเม็ดเงินหมุนเวียนกลับคืนมาได้นับหมื่นล้านบาท และคืนความเป็นธรรมให้แก่พี่น้องประชาชน