
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและผลกระทบต่อเกษตรกรด้านประมงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมรับทราบสถานการณ์ความเสียหายและแนวทางการให้ความช่วยเหลือ โดยมีนายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ตำบลบางพลวง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี
โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังวัดพิทักษ์โสภณ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในบ่อดินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน จากนั้นได้เดินทางไปพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง เพื่อรับทราบสถานการณ์ความเสียหายและผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ
นายวัชระพล กล่าวว่า หลังจากเกิดอุทกภัยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สัตว์น้ำในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงปทุมธานีและฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำจนเกิดภาวะน็อกน้ำ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลาได้รับความเสียหาย วันนี้จึงได้ลงพื้นที่มาติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และรับทราบปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้ จังหวัดอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่อไป ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดและอำเภอเร่งสำรวจและขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาของการเปิดรับคำขอรับความช่วยเหลือ (แบบ กษ 01) ภายใน 31 ตุลาคมนี้ พร้อมกำชับการเบิกจ่ายให้การช่วยเหลือเยียวยาส่งถึงมือเกษตรกรโดยเร็วเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
“สำหรับเกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดหาและสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบกลางเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งลูกพันธุ์ปลา อาหารสัตว์น้ำ กระชัง และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว” นายวัชระพล กล่าวย้ำ
ในส่วนสาเหตุที่เกษตรกรตั้งข้อสงสัย เรื่องปัญหาสัตว์น้ำเกิดภาวะช็อกค่าน้ำอาจเกิดจากมลพิษสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ปลาตายจำนวนมากนั้น นายวัชระพล ระบุว่า ตนได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบ ซึ่งหากพบว่า น้ำปนเปื้อนสารเคมี ตนจะสั่งการให้กรมประมงเป็นเจ้าทุกข์ไปแจ้งความเอาผิดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำปนเปื้อนสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งรัดผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งจากซากปลา สารพิษและสารโลหะหนัก หากพบว่าสาเหตุเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องประโยชน์ของเกษตรกร ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ประมงจังหวัดร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีความเสียหายรุนแรงเกินวงเงินช่วยเหลือปกติให้เร่งทำเรื่องเสนอตรงต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษโดยเร็ว ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกจุด เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าบ่อไหนที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยสารเคมี เพื่อตีกรอบความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปในเขตอื่น ๆ ของจังหวัด
นายวัชระพล ยังระบุอีกว่า ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งฟื้นฟูแม่น้ำปราจีนบุรี โดยจะปล่อยพันธุ์ปลาประจำถิ่นที่เหมาะสม เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงและรักษาสมดุลระบบนิเวศ ควบคู่กับการบูรณาการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและจัดระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ปลายน้ำ เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจขึ้นในอนาคต
อนึ่ง สถานการณ์ด้านประมง (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2569) จังหวัดปราจีนบุรีประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติและพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านการประมงครอบคลุม 7 อำเภอ 62 ตำบล 441 หมู่บ้าน โดยมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดินได้รับความเสียหาย 4,396 ราย เนื้อที่ 58,732.75 ไร่ และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังได้รับความเสียหาย 75 ราย เนื้อที่ 29,724.50 ไร่ ทั้งนี้ สำนักงานประมงจังหวัดปราจีนบุรีเปิดรับคำขอรับความช่วยเหลือ (แบบ กษ 01) ระหว่างวันที่ 2 – 31 ตุลาคม 2569 โดยมีเกษตรกรยื่นความจำนงแล้ว 279 ราย แบ่งเป็นผู้เพาะเลี้ยงในบ่อดิน 244 ราย และผู้เพาะเลี้ยงในกระชัง 35 ราย
สำหรับแผนฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย กรมประมงเตรียมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 1,100 ล้านตัวในแหล่งน้ำธรรมชาติ 4,700 แห่ง และแหล่งน้ำชุมชน 100 แห่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งกว่า 397 ล้านตัว นอกจากนี้ ยังมีแผนปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนทอง ปลาสร้อยขาว และปลากระแห ในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถกลับมาเริ่มต้นประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อีกครั้งหลังสถานการณ์น้ำคลี่คลาย