
วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) เวลา 17.15 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายหลังการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับและความชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโลจิสติกส์ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ตลอดจนธรรมาภิบาลและการดำเนินงานตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้แก่ประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 190 ประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประชาคมโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างถึงความพร้อมของประเทศด้วยตนเอง เพราะความสำเร็จในการจัดงานเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การจัดประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีข้อร้องเรียนหรือข้อบกพร่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการจัดงาน ผู้เข้าร่วมประชุมจึงเดินทางกลับพร้อมความประทับใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการนำความเข้มแข็งและความพร้อมที่ประเทศไทยได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็น มาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจการจัดประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (MICE) ซึ่งการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้ช่วยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับกิจกรรมสำคัญระดับนานาชาติ และสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องจากการจัดงานได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความสัมพันธ์กับภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ โดยการหารือและการพบปะเหล่านี้อาจนำไปสู่การจับคู่ทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเทศไทยควรนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการประจำ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ แม้ก่อนหน้านี้จะมีความท้าทายเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน แต่ทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนงานให้สำเร็จได้
“สิ่งสำคัญคือเราต้องนำความพร้อมและความเชื่อมั่นที่ได้รับในครั้งนี้ไปเปลี่ยนเป็นโอกาส เป็นรายได้ และเป็นอาชีพของพี่น้องประชาชนชาวไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าว