
นายกฯ เชิญชวนภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกมองประเทศไทยเป็น “Trusted Partner” หรือหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิตหรือผู้ส่งมอบสินค้า แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมวางแผน พัฒนา และสร้างโอกาสทางธุรกิจไปด้วยกัน พร้อมย้ำแนวคิด “Grow Together” มุ่งสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยชี้ว่าไทยกำลังปรับทิศทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาความได้เปรียบด้านต้นทุน สู่การพัฒนาทักษะบุคลากร เทคโนโลยี และศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569) เวลา 20.50 น. ณ ห้องสุขุมวิท โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเทล กรุงเทพฯ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพร่วมกับ World Economic Forum (WEF) ในช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และบุคคลสำคัญจากภาคการเงินระหว่างประเทศเข้าร่วม อาทิ นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป นางนาเดีย กัลวีโญ ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป นางโอดิล ฟรองซัวส์ เรอโน-บาสโซ ประธานธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและการพัฒนา และนายมาซาโตะ คันดะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและโอกาสการลงทุนของไทย พร้อมขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงสัปดาห์การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยระบุว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถอยู่โดยลำพังได้ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น แสดงศักยภาพของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและภาคธุรกิจจากทั่วโลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยว่า ในอดีตประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนส่วนหนึ่งจากความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน ค่าครองชีพ และสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความได้เปรียบได้อย่างยั่งยืน ไทยจึงจำเป็นต้องปรับทิศทางการพัฒนา โดยยกระดับทักษะแรงงาน พัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถรองรับอุตสาหกรรมขั้นสูง และเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจในอนาคต
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งลงทุนที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยมีโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และทรัพยากรที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนทำเลที่ตั้งซึ่งสามารถเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรรวมประมาณ 700 ล้านคน ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจและเชื่อมโยงการลงทุนในภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคธุรกิจและนักลงทุนให้มองประเทศไทยในฐานะ “Trusted Partner” หรือหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต (Subcontractor) หรือผู้ส่งมอบสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทาน แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมวางแผน พัฒนา และสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยย้ำว่า การร่วมมือกันในฐานะหุ้นส่วนที่แท้จริงจะช่วยให้ทุกฝ่าย “Grow Together” หรือเติบโตไปด้วยกัน พร้อมสร้างความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากนานาประเทศและเชื่อมโยงศักยภาพของภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการลงทุนและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจให้เกิดมูลค่าเพิ่ม พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
อนึ่ง งานเลี้ยงรับรองภายใต้หัวข้อ “Connecting Global Capital: Partnerships for a Fragmented World” เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจจากนานาประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางเชื่อมโยงเงินทุน ส่งเสริมการลงทุน และสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงประเด็นเทคโนโลยี การเงินเพื่อความยั่งยืน และความมั่นคงทางการเงิน