
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ในหัวข้อ "การขับเคลื่อนนวัตกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย: แนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศจาก UnternehmerTUM และมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งมิวนิก (TUM)" (Powering Thailand's Next Generation of innovation best Practices from UnternehmerTUM and the Technical University of Munich (TUM)) โดยมี ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) นายภรศิษฐ์ พิบูลนครินทร์ รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นางสาวนิโคลา เบาม์ชลาเกอร์ และนางสาววิโอเลตา สตอยคอฟ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิวนิก (TUM) และ UnternehmerTUM ผู้แทนจากบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย ตลอดจนบุคลากรหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วม ณ ห้องจามจุรี บอลรูมเอ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการประชุมเชิงปฏิบัติการ (wordshop) ในครั้งนี้คือการสร้างความเข้าใจในการผลักดันให้ประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยต้องเป็นประตูสำคัญในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่ตลาดโลก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เข้มแข็ง อาทิ หน่วยงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (TLO) บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย รวมทั้งโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจ ทั้งนี้ ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรืออัตลักษณ์ในระดับชุมชน ผนวกกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และใช้ประโยชน์จากความพร้อมด้านอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ เพื่อยกระดับและขยายผลให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่มเครือข่ายเชิงพื้นที่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มวิจัย ผ่านกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งมิวนิก (TUM) ทั้งในด้านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่นักลงทุน จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสตาร์ทอัพไทย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ดร.กริชผกา กล่าวว่า กล่าวว่า NIA ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในการพลิกโฉมงานวิจัยและเทคโนโลยีให้เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยผ่านการดำเนินงานของเครือข่ายบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย (University Holding Consortium: UHC) ทั้ง 15 แห่ง ที่มุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและเร่งผลักดันงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปสู่เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ NIA กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา "NIA Venture" เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุน ช่วยให้สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากเครือข่าย UHC มีความพร้อม สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเชื่อมโยงกับนักลงทุนภาคเอกชนได้



