
รองโฆษกรัฐบาลเผย ญี่ปุ่นยังปักหมุดลงทุนไทย เดินหน้าขยายฐานจากอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน สู่อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ และ AI รัฐบาลมุ่งต่อยอดเม็ดเงินลงทุนให้เกิดประโยชน์ถึงคนไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
วันนี้ (14 ต.ค. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเปลี่ยนบทบาทของไทยจากฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก ไปสู่การเป็นฐานวิจัย พัฒนา และทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นจากการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างวันที่ 4–5 ตุลาคม 2569 ซึ่งได้หารือกับมหาวิทยาลัยเกียวโตและมหาวิทยาลัยโอซากา สองสถาบันวิจัยชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีการแพทย์ และควอนตัมคอมพิวติ้ง พร้อมวางแนวทางผลักดันประเทศไทยให้เป็นพื้นที่ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยี ก่อนต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หนึ่งในผลสำเร็จสำคัญของภารกิจครั้งนี้ คือการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับมหาวิทยาลัยเกียวโต เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านการวิจัยขั้นสูง การสนับสนุนทุนวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการเชื่อมโยงองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ โดยมุ่งให้เกิดการร่วมคิด ร่วมวิจัย และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการรับถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศเท่านั้น
จุดเด่นของความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกียวโต คือการนำ AI มาเร่งการค้นคว้าและออกแบบวัสดุขั้นสูง หรือ AI for Materials Science ซึ่งมีศักยภาพช่วยให้นักวิจัยวิเคราะห์คุณสมบัติและคัดเลือกวัสดุใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนการทดลองที่ใช้เวลาและต้นทุนสูง โดยเฉพาะการพัฒนาวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญของชิปประมวลผล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์อัจฉริยะ ระบบสื่อสาร และอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวง อว. มีแนวทางเชื่อมโยงฐานข้อมูลและองค์ความรู้จากศูนย์วิจัย AI4M-hub ของมหาวิทยาลัยเกียวโต เข้ากับยุทธศาสตร์ “Siam Silica” ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยฝ่ายไทยได้เสนอการใช้เทคนิค Federated Learning เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบ AI จากข้อมูลวิจัยของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการใช้ศักยภาพด้านการคำนวณสมรรถนะสูงของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อยกระดับความสามารถในการวิจัยและออกแบบวัสดุรองรับอุตสาหกรรมชิปของไทย
นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ผลักดันแนวคิดการใช้ประเทศไทยเป็น Regulatory Sandbox หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นนำเทคโนโลยีใหม่มาทดลอง ทดสอบ และปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ก่อนพัฒนาสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และขยายตลาดไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการเป็นฐานรับจ้างผลิตสินค้าเท่านั้น
สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโอซากา ไทยมีแนวทางต่อยอดจากความร่วมมือด้านโรคเขตร้อนและวัคซีนที่ดำเนินร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลมาอย่างต่อเนื่อง ไปสู่เครือข่ายการวิจัยในสาขาเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ AI ทางการแพทย์ (Medical AI) เทคโนโลยี Physical AI การออกแบบวงจรรวม (IC Design) ไบโอเซนเซอร์ เทคโนโลยีควอนตัม และเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม โดยมีเป้าหมายขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยอื่นของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักวิจัยและบุคลากรไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีระดับโลก
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางจัดตั้งกองทุนสนับสนุนงานวิจัยร่วม (Matching Fund) และพัฒนากลไกจับคู่นักวิจัยไทย–ญี่ปุ่น (Research Matchmaking) เพื่อสร้างโจทย์วิจัยที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง รวมถึงส่งเสริมให้นักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนใช้เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนด้านวิจัยและลดข้อจำกัดด้านต้นทุนเครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านนวัตกรรมครั้งนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวมกว่า 1,380 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนกว่า 396,500 ล้านบาท หรือเกือบ 4 แสนล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูง ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงเคมีและปิโตรเคมี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และศักยภาพในการต่อยอดการลงทุนสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองว่า ความสำเร็จของการดึงดูดการลงทุนในยุคใหม่ไม่ควรวัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าประเทศไทยสามารถสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นได้มากเพียงใด โดยเฉพาะการเชื่อมโยงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยไปสู่ภาคการผลิตจริง เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอนาคต และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
การพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ผ่านโครงการ Siam Silica จึงมีความสำคัญมากกว่าการสร้างฐานการผลิตชิป เพราะยังเป็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ตั้งแต่การผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และ AI การส่งเสริมงานวิจัยและออกแบบเทคโนโลยี การพัฒนาสตาร์ตอัป Deep Tech ไปจนถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยต่อยอดศักยภาพแรงงานไทยและเปิดโอกาสทางอาชีพใหม่ให้กับคนรุ่นต่อไป
นอกจากอุตสาหกรรมชิปและ AI แล้ว ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และชีวภาพยังมีศักยภาพต่อยอดสู่การพัฒนาเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะ ระบบตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น และนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์และการคำนวณขั้นสูงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ และการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นโอกาสในการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน
“เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ต้องสร้างศักยภาพให้คนไทยสามารถร่วมคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าขององค์ความรู้และนวัตกรรมได้มากขึ้น เพราะมูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนในระยะยาว ไม่ได้อยู่แค่จำนวนเงินที่ไหลเข้าประเทศ แต่อยู่ที่ความสามารถใหม่ที่เกิดขึ้นกับคนไทยและอุตสาหกรรมไทย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า จากความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่สร้างความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวไปอีกขั้น ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ โดยรัฐบาลมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของญี่ปุ่นเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนานักวิจัยไทย การสร้างงานทักษะสูง การเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทย และการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
“จากฐานการผลิต สู่ฐานแห่งการคิดค้นและสร้างนวัตกรรม คือก้าวสำคัญของประเทศไทยในการแข่งขันบนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ เพราะอนาคตของเศรษฐกิจไทยต้องไม่หยุดอยู่เพียงการผลิตเทคโนโลยีให้โลกใช้ แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการร่วมสร้างเทคโนโลยีให้โลกใช้ด้วย”