
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กล่าวสุนทรพจน์ร่วมเปิดงาน Thai–Slovak Business Forum ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ โดยมี H.E. Mr. Juraj Blanár รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปสาธารณรัฐสโลวาเกีย และ H.E. Mr. Alexander Micovčin เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวาเกียประจำประเทศไทย พร้อมคณะผู้แทนภาคธุรกิจสโลวาเกียจำนวน 21 องค์กร และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
ผู้แทนการค้าไทยกล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก ไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมเป็นพันธมิตรการค้าและการลงทุนที่น่าเชื่อถือและมั่นคง โดยมุ่งปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งการเร่งรัดการอนุมัติการลงทุนผ่าน FastPass การปรับปรุงกฎระเบียบผ่าน Omnibus Law และการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill-Bridge เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ การค้าดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การแพทย์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด และอาหารแห่งอนาคต
นายวีระพงษ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสโลวาเกีย ผ่านงาน Thai–Slovak Business Forum และขอขอบคุณ H.E. Mr. Juraj Blanár รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปแห่งสาธารณรัฐสโลวักที่เดินทางมาเยือนไทย โดยไทยเห็นถึงความสำคัญของสโลวาเกีย ซึ่งเป็นประธานกลุ่มยุโรปกลาง หรือ Visegrád Group (V4) อันประกอบด้วย สโลวาเกีย โปแลนด์ เช็กเกีย และฮังการี และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมไทยสู่ตลาดยุโรป ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างไทย-สโลวาเกียอยู่ที่ประมาณ 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวประมาณร้อยละ 20 ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าลงทุนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัท Delta Electronics (ประเทศไทย) ได้ตั้งโรงงานในสโลวาเกีย เพื่อผลิตอุปกรณ์ชาร์ตรถ EV ระบบจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์ IT และอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือแพทย์ บริษัท Indorama ขยายการลงทุนผลิตผ้าใบยางรถยนต์และสิ่งทอเทคนิคเพื่อป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์สโลวาเกีย ขณะเดียวกัน SMEs สัญชาติสโลวาเกียอย่าง WinFair Asia ก็ใช้ไทยเป็นฐานกระจายเทคโนโลยียุโรปด้านการประหยัดพลังงาน การป้องกันความร้อน และระบบจัดการน้ำสู่ภูมิภาคเอเชีย
นายวีระพงษ์กล่าวเสริมว่า ไทยและสโลวาเกียยังมีศักยภาพที่จะขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะภายหลังการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 ณ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างมาก และสามารถสรุปเนื้อหาของความตกลงได้หลายบท คงเหลือเพียงประเด็นการเข้าถึงตลาดและประเด็นระดับนโยบายที่ต้องหารือต่อ โดยตั้งเป้าหมายการเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569 ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนให้ธุรกิจใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งมิได้จำกัดเพียงการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้า แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมการปรับปรุงกฎระเบียบและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย สโลวาเกีย และสหภาพยุโรปสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างกันได้
ท้ายนี้ นายวีระพงษ์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ FTA ไทย-EU จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นร้อยละ 99 ของธุรกิจไทย และสร้างการจ้างงานกว่าร้อยละ 70 จึงได้เชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปร่วมลงทุนและร่วมผลิตกับ SMEs ไทย ภายใต้แนวคิด "Building More Things Together in Thailand" พร้อมขอให้ผู้เข้าร่วมงานช่วยสื่อสารประโยชน์ของ FTA ไทย-EU ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ และร่วมเตรียมความพร้อมกับหน่วยงานไทยเพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงอย่างเต็มศักยภาพ
ปัจจุบัน ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับสโลวักมีมูลค่ารวม 343.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.98 โดยไทยส่งออกมูลค่า 267.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.65 และนำเข้ามูลค่า 76.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 190.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เลนส์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรกล
