
วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี หลังเกิดฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ โดยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการเขื่อน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเขื่อนแก่งกระจานได้ปรับลดอัตราการระบายน้ำจากเดิม 80–85 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือประมาณ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเปิดโอกาสให้พื้นที่ตอนล่างเร่งระบายน้ำฝนที่ตกสะสม ลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายนภินทรได้ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินปริมาณฝนและแนวโน้มสถานการณ์น้ำ พร้อมวางแนวทางบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมการระบายน้ำของเขื่อนเพชร อำเภอท่ายาง
สำหรับสถานการณ์น้ำในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี พบว่าปัญหาน้ำท่วมขังบางพื้นที่เกิดจากฝนตกหนักสะสม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี ณ วันที่ 11 ตุลาคม ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ และยังไม่ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจหลัก อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุดได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ สทนช. กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และจังหวัดเพชรบุรี บูรณาการข้อมูลปริมาณฝนและน้ำท่า เพื่อบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ และเขื่อนเพชรอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความสามารถในการระบายน้ำของพื้นที่ตอนล่าง พร้อมเร่งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทานยังมุ่งลดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะอำเภอท่ายางและอำเภอชะอำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรได้ตามแผน ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม พบว่าปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องถึงวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งอาจช่วยให้การระบายน้ำออกจากพื้นที่เป็นไปได้สะดวกขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่เศรษฐกิจของประชาชน โดยนายนภินทรได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมกันปฏิบัติงาน พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และประสานการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยให้ได้มากที่สุด
