
วันนี้ (11 ต.ค. 69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและเยี่ยมเยียนประชาชน ที่อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่
โดยในช่วงเช้า คณะฯ ได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนาม ณ รพ.ค่ายจักรพงษ์ ที่รองรับผู้ป่วยอพยพมาจาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อรับฟังแผนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับตามระดับอาการ จากนั้นลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน ที่อบต.บางปลาร้า อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี
นายพลพีร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ร่วมกันของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อมาเห็นสภาพปัญหาและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยตนเอง พร้อมทั้งติดตามและรับฟังการบริหารจัดการน้ำของทั้งระดับอำเภอและระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสั่งการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุด รวดเร็ว และสามารถบูรณาการสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาทุกข์ ตลอดจนฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปราจีนบุรีให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
“จากการลงพื้นที่ รพ.ค่ายจักรพงษ์ ตนและ รมว.กลาโหม ต้องขอชื่นชมผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ที่ประสานงานและจัดตั้งโรงพยาบาลสนามได้อย่างรวดเร็ว ทั้งห้องแพทย์และการดูแลโภชนาการ ซึ่งจากการได้รับฟังปัญหาความต้องการของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พบว่ายังขาดน้ำประปา และน้ำสะอาดสำหรับใช้ทางการแพทย์ ตนจึงได้เร่งดำเนินการประสานการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) นำรถน้ำสะอาดเข้ามาสนับสนุนระบบการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต รวมถึงจัดรถน้ำดื่มบริการประชาชนโดยรอบ ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนสิ่งจำเป็นทุกด้านอย่างเต็มที่ ขอให้ทางโรงพยาบาลประสานมาได้ทันทีไม่ต้องเกรงใจ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้เป็นสำคัญ” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ อบต.บางปลาร้า ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองให้ลงทะเบียนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายครัวเรือนทันทีในจุดที่น้ำเริ่มลด ไม่ต้องรอทำพร้อมกันทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกเดินทาง เจ้าหน้าที่ต้องลงไปบริการถึงบันไดบ้าน พร้อมสื่อสารเรื่องเอกสารให้ชัดเจน เพื่อรวบรวมส่งข้อมูลเข้าส่วนกลางเร่งเบิกจ่ายเงินให้เร็วที่สุด ในด้านระบบสาธารณูปโภค ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนไปด้วย
“สำหรับกรณีโรงงานอุตสาหกรรมใน อ.ศรีมหาโพธิ ที่เกิดสารเคมีรั่วไหล ตนและรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด โดยได้สั่งการเร่งด่วนให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีพิจารณาบทลงโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด กับโรงงานดังกล่าว พร้อมทั้งจ่ายค่าเยียวยาให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ดังกล่าว เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นหากมีระบบควบคุมที่ได้มาตรฐาน โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”
นายพลพีร์ กล่าวว่า จากรายงานของชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม กรมการปกครอง พบความผิดปกติในการเพิ่มทุนของกลุ่มบริษัทดังกล่าวอย่างก้าวกระโดด จาก 5 ล้านบาท เป็น 105 ล้านบาท และบริษัทในเครือญาติจาก 3 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นต่างชาติร่วมด้วย นอกจากนี้ยังพบข้อมูลนิติบุคคลที่มีสัดส่วนต่างชาติถือครองเกิน 50% ถึง 35 บริษัท และเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินีอีกกว่า 10 บริษัท จึงได้สั่งการให้ฝ่ายปกครอง พาณิชย์จังหวัด และตำรวจภูธรภาค 2 บูรณาการตรวจสอบเส้นทางการเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นร่วมกันอย่างเข้มงวด พร้อมขีดเส้นให้รายงานผลกลับมาภายใน 7 วัน
นายพลพีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับความปลอดภัยของประชาชน และต้องไม่มีการละเมิดกฎหมายไทยโดยเด็ดขาด จังหวัดปราจีนบุรีถือเป็นศูนย์กลางและฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเคมีภัณฑ์ที่สำคัญของประเทศ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีจิตสำนึก ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนระบบนิเวศของชุมชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงมุ่งหวังแต่ผลกำไร รัฐบาลชุดนี้ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างถึงที่สุด ไม่มีข้อยกเว้นหรือการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย คืนความมั่นใจให้กับชุมชน และรักษามาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้งสูงสุด