
วันนี้ (9 ตุลาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท ครบรอบ 24 ปี วันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยมีนายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายกฤชเทพ สิมลี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมงาน ซึ่งมีนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ ณ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) บางเขน กรุงเทพฯ
นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสและการนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา ทช. ได้มุ่งมั่นเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเพื่อยกระดับและวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของประเทศ บรรเทาความเดือดร้อนและรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิดครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ รวมถึงได้เร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการบรรจุไว้ชายฝั่งทะเลอันดามัน โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอ เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ อีกด้วย
นายพิชิต ให้รายละเอียดว่า ปัจจุบัน ทช. มีโครงข่ายในความรับผิดชอบทั่วประเทศ 3,662 สายทาง ระยะทางรวม 51,295.934 กิโลเมตร สำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ทช. ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 52,963.2368 ล้านบาท สิ้นปีงบประมาณเบิกจ่ายไปแล้ว 48,749.1416 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 92.04 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569) ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 ทช. มีโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ เช่น ถนนสายแยก ทล.4103 - ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช งบประมาณ 528.969 ล้านบาท ถนนสาย พท.4004 แยก ทล.4081 - บ้านฝาละมี อำเภอเขาชัยสน บางแก้ว ปากพะยูน จังหวัดพัทลุง งบประมาณ 429.500 ล้านบาท และมีโครงการที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 อาทิ โครงการก่อสร้างถนนสายเชื่อมศูนย์ซ่อมอากาศยาน - ศูนย์กลางการค้าส่งชายแดนบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 - ถนนเชื่อม ทล.212 อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม งบประมาณ 949 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนสาย ฉช.2004 แยก ทล.34 - ทล.314 อำเภอบางปะกง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา (ตอนที่ 1) งบประมาณ 549.50 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช งบประมาณ 158 ล้านบาท และปัจจุบันยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับสันป่าตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ งบประมาณ 1,246.285 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนสาย จ ผังเมืองรวมเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร งบประมาณ 1,594 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนสาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช งบประมาณ 909.548 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำลำปาว อำเภอสหัสขันธ์ สามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ งบประมาณ 836 ล้านบาท โครงการถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย - ลาว (แห่งที่ 2) - พระธาตุพนม จังหวัดมุกดาหารและนครพนม งบประมาณ 615 ล้านบาท อีกด้วย รวมไปถึงอีก 2 โครงการสำคัญ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังใช้แหล่งเงินกู้ต่างประเทศจากธนาคารโลก (World Bank) โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 70:30 แบ่งออกเป็นเงินกู้จากธนาคารโลก ร้อยละ 70 และเงินงบประมาณแผ่นดิน ร้อยละ 30 เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง งบประมาณ 4,604 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ งบประมาณ 1,781 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทั้งสองโครงการได้ลงนามเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการแจ้งเริ่มปฏิบัติงานต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีภารกิจที่ ทช. ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมอย่างเข้มข้น คือ โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) โดยระยะที่ 1 (สมุทรสงคราม – ประจวบคีรีขันธ์ - ระนอง - ชุมพร) ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ สำหรับ ระยะที่ 2 (ชุมพร - สุราษฎร์ธานี - นครศรีธรรมราช - สงขลา) ทช. ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 สำหรับการจ้างที่ปรึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว และระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 สมุทรปราการ - สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กิโลเมตร ได้ทำการสำรวจออกแบบ จัดทำรายงาน EIA แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง และช่วงที่ 2 เพชรบุรี - ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กิโลเมตร ได้ทำการสำรวจออกแบบและผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว ขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว 2 โครงการ รวมระยะทาง 81 กิโลเมตร สำหรับระยะที่ 4 (สงขลา - ปัตตานี - นราธิวาส) ระยะทางรวม 155.680 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน (ระนอง - พังงา - ภูเก็ต - กระบี่ - ตรัง - สตูล) ระยะทางรวม 600.268 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณปี 2570 ทช. ได้รับงบประมาณรวม 45,840.3570 ล้านบาท โดยการดำเนินงานแบ่งออกเป็นงานก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐานชั้นทาง ถนนเพื่อสนับสนุนเส้นทางรถไฟทางคู่ และถนนสนับสนุนการท่องเที่ยว 231 โครงการ ระยะทางรวม 587.442 กิโลเมตร ถนนเพื่อการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค ถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งและพัฒนาถนนผังเมือง ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างถนนและสะพาน 12 โครงการ รวมถึงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วประเทศ 20 โครงการ ความยาวรวม 1,927 เมตร อีกทั้งยังมีงานบำรุงรักษาทาง 913 แห่ง และงานอำนวยความปลอดภัย 1,050 แห่ง โดย ทช. ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนภารกิจทั้งหมดนี้ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ผลงานเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงสุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในภาคการคมนาคมขนส่งของประเทศ และให้ผู้ใช้ทางได้เดินทางอย่างเต็มศักยภาพ อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนสืบไป
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอุทกภัย ทช. ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิดและเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนในทั่วทุกภูมิภาค โดยในช่วงที่เกิดเหตุได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ เครื่องจักร ป้ายเตือน เสาขาวแดง เข้าติดตั้งในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ รวมถึง การบริหารจัดการเส้นทาง การจัดรถบรรทุกรับ-ส่ง ให้บริการผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีปริมาณน้ำท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งการนำถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น ส่งมอบให้ประชาชนอย่างเต็มกำลัง ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในส่วนของโครงข่ายทางหลวงชนบท ขณะนี้ประสบอุทกภัยใน 13 จังหวัด (บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี นครปฐม กำแพงเพชร สุพรรณบุรี สมุทรปราการ ราชบุรี นครนายก ปทุมธานี ) ได้รับผลกระทบ 71 สายทาง สัญจรผ่านได้ 47 สายทาง สัญจรผ่านไม่ได้ 24 สายทาง (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 17.00 น.) ซึ่ง ทช. ยังได้มีการเฝ้าระวังถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบในเส้นทางอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยในการสัญจรให้กับพี่น้องประชาชน และในบางสายทางที่ระดับน้ำได้ลดลงแล้ว ได้จัดทีมเข้าสำรวจโครงสร้างสะพานและถนนทุกสาย ที่ได้รับผลกระทบทันที พร้อมนำเครื่องมือ เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์เข้าซ่อมแซมฟื้นฟูถนน สะพาน ในเบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนสัญจรผ่านได้ก่อน โดยจะประเมินสถานการณ์ วางแผนฟื้นฟูซ่อมแซมในระยะยาวอีกครั้งต่อไป ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางโปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ หากประชาชนต้องการแจ้งเหตุอุทกภัยหรือขอความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน ทช. โทร. 1146