
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์
ดร.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1) ส่วนแรก เป็นการพิจารณาจ่ายเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยในส่วนของจังหวัดเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
สำหรับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ประกอบด้วย ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ หลังละไม่เกิน 88,600 บาท ค่าเช่าที่พักอาศัยไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท ค่าช่วยเหลือกรณีได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป จำนวน 5,000 บาท กรณีได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ จำนวน 16,600 บาท และค่าจัดการศพ รายละไม่เกิน 35,700 บาท หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้หาเลี้ยงครอบครัว จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 35,700 บาท
ประชาชนที่ประสบภัยและประสงค์ขอรับความช่วยเหลือในส่วนนี้ สามารถยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
2) ส่วนที่สอง เป็นเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มเติมจังหวัดสมุทรสงคราม ทำให้มีพื้นที่ที่อยู่ในหลักเกณฑ์การได้รับความช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีรวม 66 จังหวัด โดยเป็นการช่วยเหลือในอัตรา 9,000 บาท และ 5,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท กรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีบ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
สำหรับอาคารหรือตึกสูง แม้ตัวอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้อมพื้นที่จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ปภ. ได้รับข้อมูลจากจังหวัดและดำเนินการตรวจสอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8,219 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สระแก้ว ตาก จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน คิดเป็นวงเงินรวม 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยภายในวันนี้
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ ปภ. ตรวจสอบข้อมูลในขั้นตอนสุดท้ายภายใน 1 วันทำการ ก่อนส่งต่อให้ธนาคารออมสินตรวจสอบตามระเบียบทางการเงินและสถานะบัญชี และดำเนินการโอนเงินให้ผู้ประสบภัยต่อไป จากเดิมที่กระบวนการตรวจสอบในแต่ละขั้นตอนอาจใช้เวลานาน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล
สำหรับกระบวนการขอรับเงินเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี ประชาชนสามารถแจ้งความเสียหายหรือผลกระทบจากภัยพิบัติได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และการยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร
เมื่อยื่นคำร้องแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกรุงเทพมหานครจะรับคำร้องเข้าสู่ระบบและตรวจสอบข้อมูล ที่อยู่ รวมถึงเอกสารหลักฐานว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนส่งให้อำเภอและจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องผ่านคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในระดับอำเภอและระดับจังหวัด เมื่อผ่านการรับรองแล้ว จังหวัดจะส่งข้อมูลมายัง ปภ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้น ปภ. จะส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินดำเนินการตรวจสอบและโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ประสบภัย
เมื่อเงินช่วยเหลือถูกโอนแล้ว ประชาชนสามารถตรวจสอบยอดเงินได้จากบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน โดย ปภ. ได้ประสานไปยังกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงขอให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูล เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลมายัง ปภ. และธนาคารออมสินได้โดยเร็ว และประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
สำหรับยอดการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 1,422,167 ครัวเรือน โดยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 582,855 ครัวเรือน จังหวัดสมุทรปราการ 205,152 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานี 177,655 ครัวเรือน จังหวัดฉะเชิงเทรา 58,052 ครัวเรือน และจังหวัดนนทบุรี 49,628 ครัวเรือน ตามลำดับ
3) ส่วนที่สาม เป็นการช่วยเหลือตามโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติภาครัฐให้แก่ประชาชน ซึ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมการคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย ชีวิต และร่างกาย
ปัจจุบันมีการอนุมัติจ่ายสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีของทายาทภายในวันนี้ เป็นเงินจำนวน 2 ล้านบาทตามหลักเกณฑ์ นับเป็นรายแรกที่ได้รับการจ่ายสินไหมทดแทน ขณะที่กรณีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ระหว่างบริษัทประกันภัยตรวจสอบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมทดแทน
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันผู้มีสิทธิ เพื่อให้สามารถส่งต่อข้อมูลเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้โดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลมุ่งให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงตามหลักเกณฑ์ และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับผู้ประสบภัยที่อยู่ในกลุ่มการจ่ายเงินเยียวยาล็อตแรก ขอให้ตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเข้าบัญชีภายในวันนี้