
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกัน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติและกันงบประมาณไว้ประมาณ 4,700 ล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้ การเพิ่มเติมพื้นที่ดังกล่าวเป็นผลจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาสามารถดำเนินการได้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับจดหมายจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงความคาดหวังที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงด้านภาษีกับรัฐบาลไทยในเร็ววันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขณะนี้การเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว พร้อมเร่งผลักดันให้การดำเนินการมีความพร้อมสำหรับการลงนาม หากสามารถดำเนินการได้ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนเอเชีย
อีกประเด็นสำคัญ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมีการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณให้เปิดกว้างและมีส่วนร่วมมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการจัดทำงบประมาณ เพิ่มกระบวนการ “Pre - Budget Consultation” หรือการหารือก่อนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งกำหนดดำเนินการในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ทั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน นักวิชาการ และภาคประชาชน ถือเป็นการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศให้เริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากนี้ ปฏิทินงบประมาณปี 2571 ยังเพิ่มระยะเวลาให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณมากขึ้นประมาณ 2–3 เดือน เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดทำรายละเอียดและข้อมูลประกอบคำของบประมาณได้รอบคอบยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการและการใช้งบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ
นายเอกภพกล่าวว่า การปรับกระบวนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาระบบงบประมาณของประเทศ โดยมุ่งหวังให้การจัดทำงบประมาณปี 2571 ก้าวไปสู่แนวคิด “Zero-Based Budgeting” หรือการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ โดยไม่ยึดวงเงินหรือโครงการในปีที่ผ่านมาเป็นตัวตั้ง แต่พิจารณาจากภารกิจ เป้าหมาย และสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคตเป็นหลัก