
วันนี้ (วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการดูแลประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคและการสาธารณสุขในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยกรมการค้าภายในเร่งดูแลให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมด้านราคาสินค้าและบริการ
โดยข้อมูลจากนายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้เปิดเผยต่อศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) มีรายละเอียด 2 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การดูแลปริมาณและราคาผักและไข่ไก่
นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยทำให้พื้นที่เพาะปลูกผักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม และฉะเชิงเทราได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ปริมาณผักในตลาดลดลง กรมการค้าภายในจึงเร่งเชื่อมโยงการทำงานกับตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดค้าส่งค้าปลีก เพื่อเชื่อมโยงผักจากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์และนครราชสีมา เข้ามายังศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อกระจายต่อไปยังร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ซึ่งช่วยให้ราคาผักเริ่มอ่อนตัวลง และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ราคากลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจที่จะมาถึง
ส่วนไข่ไก่ ฟาร์มไก่ไข่ โดยเฉพาะในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งส่งผลต่อปริมาณไข่ไก่ในระบบ กรมการค้าภายในจึงเร่งสำรวจพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบเพื่อเชื่อมโยงไข่ไก่มายังศูนย์กระจายสินค้าของห้างต่าง ๆ ควบคู่กับการดำเนินงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ โดยขอความร่วมมือยืดอายุการปลดระวางแม่ไก่ไข่ เพื่อเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ระบบ คาดว่าจะสามารถทดแทนปริมาณที่ขาดแคลนได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้
นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ให้ชะลอการส่งออกจนถึงเดือนธันวาคม 2569 ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและฟาร์มขนาดใหญ่ตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มไว้ที่ 4 บาทต่อฟอง ซึ่งเป็นราคาที่ภาคเอกชนประกาศไว้ก่อนเกิดอุทกภัย และขอความร่วมมือผู้รวบรวมไข่ไก่ให้จัดหาไข่จากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งไม่ปรับเพิ่มราคาจนเกินความเหมาะสม เนื่องจากเส้นทางขนส่งในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
สำหรับการค้าปลีก กรมการค้าภายในจะออกตรวจสอบร้านค้าเพื่อดูแลราคาไข่ไก่ หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินความเหมาะสม สามารถแจ้งกรมการค้าภายในเพื่อตรวจสอบและพิจารณาความเหมาะสมของราคาตามต้นทุนและเส้นทางการขนส่งในแต่ละพื้นที่
2. มาตรการฟื้นฟูและเยียวยาหลังน้ำท่วม
รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพผ่านการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาถูก หรือ “ธงฟ้า” โดยปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ประสบอุทกภัย จากเดิมที่เป็นการจัดงานขนาดใหญ่ มาเป็นการใช้รถโมบายและตั้งเต็นท์จำหน่ายสินค้าในพื้นที่ที่น้ำลดและสามารถนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายได้ โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานเขตต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร
สำหรับกรุงเทพมหานคร จะเริ่มดำเนินการระหว่างวันที่ 9 - 18 ตุลาคม 2569 โดยเน้นพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง และจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนภูมิภาคจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยจัดกิจกรรมในทุกจังหวัด เดือนละ 1 ครั้ง รวม 12 ครั้งต่อจังหวัด เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะประชาสัมพันธ์สถานที่จัดจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของกรมการค้าภายใน รวมทั้งประสานข้อมูลมายังสำนักโฆษก กรมประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง โดยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลสถานที่จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ” รวมถึงแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับราคาสินค้าและการไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านการค้าได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
สำหรับด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการให้บริการทางการแพทย์ การดูแลสถานพยาบาล และการป้องกันโรคและภัยสุขภาพ โดยจากการสำรวจสถานพยาบาลใน 23 จังหวัด จำนวน 157 แห่ง พบว่า เปิดให้บริการตามปกติ 88 แห่ง ปิดให้บริการบางส่วน 14 แห่ง และปิดให้บริการชั่วคราว 55 แห่ง พร้อมจัดบริการทางการแพทย์เชิงรุกและสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แล้วกว่า 235,132 ครั้ง
สำหรับสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้จัดระบบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีน้ำท่วมสูง ได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์และโรงพยาบาลสนาม ณ ค่ายจักรพงษ์ พร้อมระดมบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คนร่วมให้บริการ นอกจากนี้ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่น้ำท่วมหนัก เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กระทรวงสาธารณสุขได้ให้การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางทั้งในศูนย์พักพิงและที่พักอาศัย โดยจัดบุคลากรสาธารณสุขหมุนเวียนดูแล พร้อมจัดบริการให้ผู้ป่วยสามารถล้างไตได้ตามกำหนด รวมทั้งบูรณาการกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานในพื้นที่ จัดทำบัญชีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงและวางระบบรับ-ส่งผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวเป็นลำดับแรกเมื่อเกิดน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน ได้เตรียมยาให้เพียงพอสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่ต้องใช้ออกซิเจนที่บ้าน และพัฒนาระบบนำส่งยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากยังคงได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ด้านการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย โดยเฉพาะกรณีคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงสาธารณสุขได้ถอดบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งการวางระบบขนส่งและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยล่วงหน้า การซักซ้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผ่านระบบแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ (Sky Doctor) และเตรียมเส้นทางสำรองกรณีเส้นทางหลักได้รับผลกระทบ รวมถึงสำรองยาและเวชภัณฑ์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ อาหารอย่างน้อย 10 วัน น้ำดื่มและออกซิเจนอย่างน้อย 7 วัน ตลอดจนเตรียมระบบไฟฟ้าและช่องทางการสื่อสารสำรอง เช่น วิทยุสื่อสารและโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม เพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพที่มากับอุทกภัย โดยเฉพาะโรคฉี่หนู โรคอุจจาระร่วงและท้องเสีย โรคน้ำกัดเท้า สัตว์มีพิษ และอันตรายจากไฟฟ้าช็อต โดยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง สวมรองเท้าบู๊ต ดูแลบาดแผล รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ล้างมือและรักษาสุขอนามัย รวมถึงระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำเข้ามาหลบซ่อนในบ้าน และตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าก่อนกลับเข้าใช้งาน ทั้งนี้ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด