
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้เข้าร่วมการเสวนา Policy Dialogue ในหัวข้อ “Advancing ASEAN's FTA Agenda – Deepening Trade Ties in a Shifting Global Order” เวลา 18.30 – 19.25 น. ณ โรงแรม Conrad Manila กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับผู้นำสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC Summit) ร่วมกับผู้แทนด้านเศรษฐกิจและการค้าของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ นายซิม ซี ซิน (H.E. YB Tuan Sim Tze Tzin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม มาเลเซีย นางสาวมารี เชอรีลิน ดี. อาเกีย (Ms. Marie Sherylyn D. Aquia) ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ฟิลิปปินส์ และนายจอนนี่ มาร์ธา (Mr. Johni Martha) อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อินโดนีเซีย โดยมี นางสาวปรียา คินิ (Ms. Priya Kini) ผู้บริหารจากธนาคาร HSBC เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายวีระพงษ์ เปิดเผยในงานเสวนาว่า ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและไว้ใจของ EU ผ่าน 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ (1) การปรับตัวและยืดหยุ่นเพื่อสอดรับกับแนวทางปฏิบัติ EU เช่น การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม แรงงาน และนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (2) การผลักดันการเจรจา FTA ไทย- EU เพื่อลดกำแพงการค้าและเชื่อมโยงกฎระเบียบและมาตรฐานการค้าสินค้าและบริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะในการบรรลุผลการตกลงในประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ พลังงาน ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน และมาตรการสินค้าเกษตร เพื่อเป็นแต้มต่อในการเข้าสู่ตลาดของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสำคัญของไทย (3) การปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ อาทิ การลดกฎระเบียบ การพัฒนาแรงงาน เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายมูลค่าสูง อาทิ พลังงานทดแทน เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล AI การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต
นอกจากนี้ นายวีระพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเจรจา FTA ไทย-EU มีความคืบหน้าอย่างยิ่งและคาดว่าจะสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลการเจรจาได้ในเร็วๆ นี้ จึงขอเสนอให้ภาคเอกชนฝ่าย EU ไทย หรือแม้กระทั้งอาเซียนเตรียมความพร้อมและแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในประเทศไทยก่อนที่ FTA จะมีผลใช้บังคับ โดยได้เน้นย้ำถึงแนวคิด “Co-creation” และ “Shared prosperity” นำไปสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและมั่งคั่งให้แก่ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากไทยมีศักยภาพศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนของภูมิภาคเอเซีย แปซิฟิก ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเกษตรและอาหาร โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และระบบนิเวศธุรกิจระดับโลก โดยฝ่ายไทยพร้อมที่จะมุ่งเน้นการยกระดับและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกรไทย และสร้างกลไกให้ผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าของ EU และโลกได้
