
วันนี้ (27 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามข้อสั่งการจากการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชน ความต่อเนื่องของบริการทางการแพทย์ และการดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงประเมินความพร้อมและจัดทำแผนรองรับน้ำท่วม ตรวจสอบระบบไฟฟ้าสำรอง น้ำประปา ออกซิเจน ระบบสื่อสาร ยา เวชภัณฑ์ และเชื้อเพลิง รวมทั้งเตรียมความพร้อมของห้องฉุกเฉิน (ER) ห้องไอซียู (ICU) ห้องคลอด ห้องผ่าตัด และบริการฟอกไต ตลอดจนจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินและเส้นทางส่งต่อผู้ป่วยสำรอง หากถนนหรือเส้นทางหลักได้รับผลกระทบ พร้อมจัดทำแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีสถานพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูล ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น. พบสถานพยาบาลได้รับผลกระทบ 32 แห่ง ในพื้นที่นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ระยอง ปราจีนบุรี นครสวรรค์ สระแก้ว นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา โดยยังสามารถให้บริการได้ 16 แห่ง และหยุดให้บริการ 16 แห่ง
ด้านการดูแลกลุ่มเปราะบาง กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำและทบทวนบัญชีผู้ป่วยติดบ้าน–ติดเตียง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้พิการ รวมถึงเฝ้าระวังผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมระบบนำส่งยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงการเยี่ยมดูแลประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก และพิจารณาเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางล่วงหน้าหากพื้นที่มีแนวโน้มถูกตัดขาด
ปัจจุบันมีผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางได้รับความช่วยเหลือแล้ว 5,512 ราย ประกอบด้วย ผู้ป่วยติดเตียง 262 ราย หญิงตั้งครรภ์ 8 ราย ผู้พิการ 251 ราย เด็ก 413 ราย ผู้สูงอายุ 2,819 ราย ผู้ป่วยฟอกไต 16 ราย ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง 9 ราย และกลุ่มอื่น ๆ 1,734 ราย
สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ได้เตรียมทีม EMS, MERT, Mini-MERT และทีมสาธารณสุขฉุกเฉิน พร้อมรถพยาบาล รถขับเคลื่อนสูง เรือ และยานพาหนะที่เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะหรือทรัพยากรเพิ่มเติม พร้อมจัดเส้นทางสำรองสำหรับส่งต่อผู้ป่วยและระบบประสานเตียงระหว่างโรงพยาบาล
ขณะเดียวกัน สถานบริการในพื้นที่เสี่ยงได้รับการกำชับให้สำรองยา เวชภัณฑ์ เลือด ออกซิเจน น้ำสะอาด เชื้อเพลิง และสิ่งจำเป็น พร้อมเตรียมคลังสำรองและระบบกระจายทรัพยากรกรณีเส้นทางหลักถูกตัด โดยขณะนี้มีการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แล้ว 23,739 รายการ พร้อมเฝ้าระวังโรคที่สัมพันธ์กับน้ำท่วม อาทิ โรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง โรคฉี่หนู และโรคจากยุง รวมถึงตรวจสอบคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคและสุขาภิบาลในพื้นที่ประสบภัยและศูนย์พักพิง
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดและหน่วยบริการต้องรายงานทันทีหากพบกรณีน้ำเข้าสถานพยาบาล บริการหยุดชะงัก ระบบการแพทย์ฉุกเฉินหรือเส้นทางส่งต่อถูกตัด หรือมีความจำเป็นต้องอพยพผู้ป่วย เพื่อให้สามารถจัดสรรกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับการบริหารบุคลากร ให้แต่ละหน่วยงานพิจารณารูปแบบการปฏิบัติงานตามระดับผลกระทบในพื้นที่ โดยบุคลากรที่ไม่มีภารกิจให้บริการผู้ป่วยหรือปฏิบัติการฉุกเฉินสามารถพิจารณาปฏิบัติงานจากที่พัก (WFH) ตามความเหมาะสม แต่ต้องรักษากำลังที่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาล ระบบ EMS ศูนย์ PHEOC และภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง