วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายจิรวัฒน์ ศิริพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ โดยครอบคลุมการพัฒนาเชิงโครงสร้าง สวัสดิการ และการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวต้อนรับและขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ให้ความสำคัญกับภารกิจของกระทรวง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงเปิดรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาและร่วมกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ
1. ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เตรียมเสนอเข้าสภาฯ เดือนธันวาคม
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ยกร่างครบ 84 มาตรา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายน จากนั้นจะส่งเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นภายในเดือนตุลาคม ก่อนส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 2569 ตามกรอบเวลาที่กำหนด
2. ปรับการขับเคลื่อนมาตรา 12 รองรับการเรียนรู้ที่หลากหลาย
ที่ประชุมแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการขับเคลื่อนมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ตอบโจทย์ความเสมอภาคและโอกาสเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย รวมถึงแนวทางรองรับในร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยมุ่งปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่น ทันสมัย และเป็นเอกภาพ
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การปรับให้ “ศูนย์การเรียน” อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทบทวนเงินอุดหนุนรายหัวให้เพียงพอและเป็นธรรม พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และสร้างความเข้าใจเรื่องการศึกษาทางเลือกแก่บุคลากรภาครัฐ
ด้านอาชีวศึกษา จะเชื่อมการทำงานกับภาคสังคม สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ และชุมชน เพื่อจัดการเรียนระบบทวิภาคีและฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิต และกระจายอำนาจให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่
3. ปรับระบบบริหารโรงเรียนขนาดเล็กและจัดสรรทรัพยากรให้ตรงความจำเป็น
กระทรวงศึกษาธิการเตรียมแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเตรียมยกร่างจัดตั้ง “เครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาระดับตำบล” เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมบูรณาการทรัพยากรและขับเคลื่อน “โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล”
ที่ประชุมหารือแนวทางให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือ อปท. จัดหารถรับส่งนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเดินทางไปโรงเรียนคุณภาพได้สะดวกและปลอดภัย รวมถึงปรับการบริหารอัตรากำลังครูและผู้บริหารในโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน เช่น ให้ผู้บริหารจากโรงเรียนใกล้เคียงช่วยกำกับดูแล หรือมอบหมายครูอาวุโสปฏิบัติหน้าที่แทน
กรณีการควบรวมหรือยุบเลิกโรงเรียน ให้ยึดความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นหลัก พร้อมหารือการลดขั้นตอนประชาพิจารณ์ และผ่อนปรนกฎระเบียบด้านพัสดุ การเงิน และงบประมาณอาหารกลางวัน เพื่อรองรับการบริหารแบบรวมศูนย์ ส่วนอาคารหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อาจถ่ายโอนให้ท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นนำไปใช้ให้คุ้มค่า นอกจากนี้ กระทรวงรับข้อเสนอเรื่องระบบ “Mobile Teacher” ให้ครูหมุนเวียนไปสอนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู
4. เพิ่มการสนับสนุนเด็กพิการและพัฒนาห้องเรียนร่วม
กระทรวงศึกษาธิการประสานความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อผลักดันสวัสดิการและการเรียนร่วมของเด็กพิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยืนยันว่า เด็กพิการที่ลงทะเบียนในระบบศูนย์การศึกษาพิเศษจะได้รับเงินอุดหนุน 4 รายการ ได้แก่ หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พร้อมสนับสนุนค่าอาหารกลางวันตลอด 365 วัน
ที่ประชุมยังหารือการปรับระเบียบให้ครูสามารถคัดกรองเด็กพิเศษเบื้องต้น เพื่อให้เด็กเข้าสู่ระบบและได้รับเงินช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนเอกสารการจดทะเบียนคนพิการแบบเดิม
นอกจากนี้ ยังหารือการจัดตั้ง “ศูนย์บริการตามอำเภอ” ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้ได้รับงบประมาณโดยตรง รวมถึงบูรณาการงบประมาณพัฒนาห้องเรียนร่วมระหว่างเด็กทั่วไปและเด็กพิการ ทั้งด้านห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็น
5. ดูแลลูกจ้างธุรการและนักการภารโรงกว่า 60,000 ราย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีแผนบริหารกรอบอัตรากำลังลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนและนักการภารโรง ประจำปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุมลูกจ้าง 60,786 ราย โดยมุ่งดูแลกลุ่มที่เคยเปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นแบบเหมาบริการ และคืนสิทธิประกันสังคมมาตรา 33
ขณะนี้ได้ทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางและขออนุมัติกรอบอัตรากำลังจากสำนักงาน ก.พ. โดยจำแนกเป็น 3 บัญชี เพื่อให้การคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ครอบคลุมลูกจ้างชั่วคราวทุกกลุ่ม ทุกประเภท และทุกอัตราอย่างเป็นธรรม
6. เร่งซ่อมอาคารเรียนที่เสี่ยง โดยยึดความปลอดภัยเป็นสำคัญ
ปีงบประมาณ 2570 มีคำขออาคารเรียนทดแทนและอาคารเรียนแบบงบผูกพันรวม 389 รายการ วงเงิน 1,772.16 ล้านบาท แบ่งเป็นรายการทดแทน 170 รายการ และรายการก่อสร้างผูกพันใหม่ 219 รายการ
เนื่องจากงบลงทุนของกระทรวงมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 5 ของงบประมาณทั้งหมด จึงเตรียมเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยงบประมาณเหลือจ่าย เพื่อซ่อมอาคารที่เสียหายจากภัยพิบัติหรือทรุดโทรมขั้นวิกฤต โดยให้ความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรเป็นอันดับแรก
ส่วนอาคารเรียนที่มีพื้นที่เหลือใช้จากจำนวนนักเรียนที่ลดลง อาจปรับเป็นที่พักหรือบ้านพักครู หรือถ่ายโอนอาคารและพื้นที่ให้ชุมชนหรือ อปท. นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและป้องกันการปล่อยทิ้งร้าง
7. เร่งเบิกจ่ายทุน ODOS รุ่นที่ 1 และเตรียมปรับระบบรุ่นถัดไป
กระทรวงศึกษาธิการประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เร่งทำสัญญาและจัดสรรเงินทุน ODOS รุ่นที่ 1 สำหรับผู้รับทุนระดับปริญญาตรีในประเทศ เพื่อให้เงินถึงมือนักศึกษาโดยเร็ว บรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันไม่ให้นักศึกษาต้องสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการศึกษาเอง
กระทรวงจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการโครงการ ODOS ระดับชาติในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อปรับปรุงระบบและเตรียมความพร้อมสำหรับรุ่นต่อไป พร้อมวางแผนขยายความร่วมมือจัดสรรทุนไปยังประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ เช่น จีนและญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงาน และวิศวกรรมศาสตร์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
8. ดูแลสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กไร้สัญชาติ
กระทรวงศึกษาธิการบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อออกหนังสือรับรองอนุญาตให้เด็กผู้ลี้ภัยชายแดนและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยออกจากพื้นที่ค่ายอพยพและเข้าเรียนในสถานศึกษาไทยได้อย่างถูกต้อง พร้อมได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรฐานสากล อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548
เงินอุดหนุนครอบคลุม 5 รายการ ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมถึงเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
สำหรับปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าสนับสนุนผู้เรียนในสถานศึกษาภาครัฐ 375,123 คน ส่วนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 22 แห่ง ในปีงบประมาณ 2568 เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชน 14,823 คนเข้าถึงการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในพื้นที่
9. ขยายโอกาสกู้ยืม กยศ. และลดงานเอกสารของครูแนะแนว
กระทรวงศึกษาธิการรับข้อเสนอให้ประสานกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พิจารณาขยายวงเงินกู้ เพื่อช่วยนักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้ทั่วถึงและเท่าเทียม คณะกรรมาธิการเสนอให้ผู้เรียนที่ได้รับอนุมัติเงินกู้แล้วสามารถได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่องจนจบระดับการศึกษา ไม่ถูกตัดสิทธิกลางคันจากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขภายหลัง พร้อมเสนอให้ปรับปรุงและลดขั้นตอนเอกสารการกู้ยืมที่ครูแนะแนวต้องดำเนินการ เพื่อลดงานซ้ำซ้อนและคืนเวลาให้ครูดูแล ให้คำปรึกษา และพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยืนยันความพร้อมประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคณะกรรมาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงเดินหน้านโยบายหลักภายใต้แนวคิด “All for Education” ครอบคลุมการลดภาระงานครู ลดความเหลื่อมล้ำ เชื่อมการเรียนรู้กับการใช้จริง ดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา และผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ขณะเดียวกัน ยังขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านระบบข้อมูลกลาง Big Data และ Super App “EduPass” สำหรับนักเรียนและครู พร้อมระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย เพื่อคุ้มครองนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างครอบคลุม