
วันนี้ (25 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลวางแนวทางคุ้มครองเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดกระบวนการสำหรับกรณีผู้ได้รับสิทธิไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยรถสำเร็จรูปที่นำเข้าได้ครบถ้วน ให้หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายเป็นรายกรณี เพื่อรักษาเงินของรัฐและสร้างความชัดเจนแก่ผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างต่อเนื่อง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก หรือ EV3 มีเงื่อนไขสำคัญที่ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศเพื่อชดเชยรถสำเร็จรูปที่นำเข้า โดยรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้าภายใต้มาตรการต้องผลิตชดเชยในอัตรา 1 ต่อ 1 หากดำเนินการภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หรือหากขยายเวลาการผลิตถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ต้องผลิตชดเชยในอัตรา 1 ต่อ 1.5
สำหรับเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการ EV3 รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และมีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท ได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาทต่อคัน สำหรับรถที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง และ 150,000 บาทต่อคัน สำหรับรถที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับเงินอุดหนุน 18,000 บาทต่อคัน
“ประเด็นที่ต้องย้ำให้ประชาชนผู้ซื้อรถเข้าใจให้ชัด คือ แนวทางดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ประชาชนที่ซื้อรถ EV ต้องคืนส่วนลดหรือเงินอุดหนุน เนื่องจากเงินอุดหนุนตามมาตรการจ่ายให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าเพื่อนำไปหักออกจากราคาขายปลีก ผู้บริโภคจึงได้รับประโยชน์ผ่านราคาที่ลดลง ส่วนการตรวจสอบและเรียกคืนมุ่งไปยังผู้ได้รับเงินอุดหนุนและผู้ที่มีหน้าที่ตามเงื่อนไขของมาตรการ” นางสาวลลิดา กล่าว
ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ได้รับสิทธิไม่สามารถผลิตชดเชยได้ครบตามเงื่อนไข กรมสรรพสามิตสามารถดำเนินการเรียกคืนเงินอุดหนุนเป็นรายคันตามจำนวนรถที่ผลิตชดเชยไม่ได้ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีโดยไม่คิดทบต้น และดำเนินการตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามเงื่อนไข รวมถึงอาจมีความรับผิดในส่วนของภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือค่าปรับที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การมีหลักเกณฑ์สำหรับดำเนินการเรียกคืนเงิน ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการทุกรายถูกวินิจฉัยว่าผิดเงื่อนไขแล้ว แต่กรมสรรพสามิตต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวนรถ และการปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ได้รับสิทธิแต่ละราย ก่อนดำเนินการออกคำสั่งทางปกครอง พร้อมแจ้งสิทธิและระยะเวลาในการอุทธรณ์หรือโต้แย้งตามกฎหมาย หากผู้รับคำสั่งไม่ดำเนินการตามคำสั่ง จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับทางปกครองตามกฎหมายต่อไป
นางสาวลลิดา กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวมีที่มาจากการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนในการดำเนินการกับผู้ได้รับสิทธิที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และสามารถคุ้มครองเงินของรัฐได้อย่างเหมาะสม โดยยังคงต้องยึดข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมายเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแนวทางสำหรับการให้เงินอุดหนุนแก่ภาคเอกชนตามโครงการของรัฐในระยะต่อไป โดยให้หน่วยงานจัดทำ “คำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุน” ให้ผู้รับเงินอุดหนุนเป็นผู้ลงนามฝ่ายเดียว เพื่อให้สถานะของการให้เงินอุดหนุนและหน้าที่ของผู้ได้รับสิทธิมีความชัดเจน โดยไม่เรียกเอกสารดังกล่าวว่า “ข้อตกลง” เนื่องจากการอนุมัติเงินอุดหนุนเป็นการดำเนินการของรัฐตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
“รัฐบาลยังคงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่การให้สิทธิประโยชน์ต้องเดินควบคู่กับความรับผิดชอบต่อเงินภาษีของประชาชน ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนย่อมได้รับสิทธิตามกติกา ส่วนกรณีที่อาจปฏิบัติไม่ครบตามเงื่อนไข รัฐจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานเป็นรายกรณี โดยไม่เหมารวมทั้งอุตสาหกรรม และไม่กล่าวหาผู้ประกอบการรายใดก่อนกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้น” นางสาวลลิดา กล่าว