
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้รับเกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาอาหารเช้าเดนิชบิสสิเนสคลับ ครั้งที่ 3 (Third Danish Business Club Breakfast Meeting) ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำประเทศไทย โดยมี นายแดนนี แอนนัน (H.E. Mr. Danny Annan) เอกอัครราชทูตเดนมาร์ก และนายไมเคิล แอนเดอร์สัน (Mr. Michael Andersen) เลขาธิการหอการค้าไทย-เดนมาร์ก พร้อมผู้แทนระดับสูงจากบริษัทเดนมาร์กชั้นนำเข้าร่วม เพื่อกระชับความร่วมมือและเตรียมความพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยมี นายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมตอบข้อซักถามเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการเจรจา FTA ไทย-EU
นายวีระพงษ์ เปิดเผยว่า ไทยและเดนมาร์กมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่เก่าแก่ยาวนานกว่า 168 ปี ตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี การค้า และการเดินเรือ ค.ศ. 1858 (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation 1858) ซึ่งสองฝ่ายกำลังอยู่ในการพัฒนาความสัมพันธ์จะอีกระดับนึงภายใต้ FTA ไทย-EU ซึ่งจะสามารถขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนได้อีกมาก โดยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐบาลไทยพร้อมที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจไทยและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของตลาดไทยในห่วงโซ่อุปทานของโลก ทั้งผ่าน FastPass การปรับปรุงกฎหมายด้วยร่าง Omnibus Law และการพัฒนาทักษะกำลังคนผ่านโครงการ Skill-Bridge เพื่อต้อนรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และการเกษตรสมัยใหม่
นอกจากนี้ นายวีระพงษ์กล่าวว่า ภาคเอกชนเดนมาร์กให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบายส่งเสริมความสะดวกในการประกอบธุรกิจของไทย โดยเฉพาะการลดอุปสรรคทางการค้า การตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการเสริมสร้างความโปร่งใส เพื่อให้การค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความน่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้มากยิ่งขึ้น โดยภาคเอกชนเดนมาร์กยินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยพร้อมผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ควบคู่ไปกับกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะช่วยเปิดการเข้าถึงตลาดสินค้าและบริการของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งเชื่อมโยงมาตรฐาน กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติทางการค้าระหว่างไทยกับเดนมาร์กให้สอดคล้องกันยิ่งขึ้น อาทิ แนวทางการพัฒนามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช กระบวนการอนุมัติคําขอขึ้นทะเบียนอาหาร ยา และเวชภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถเป็นห่วงโซ่มูลค่าที่สำคัญในการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกกับยุโรปได้
ท้ายนี้ นายวีระพงษ์เสริมว่า การเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยขอให้ภาคเอกชนเดนมาร์กช่วยสะท้อนข้อมูลและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้ภาครัฐไทยรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเดนมาร์กในไทยได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ภาคเอกชนเดนมาร์กจับมือกับภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อร่วมกันเสริมสร้างขีดความสามารถให้ SMEs และเปิดโอกาสให้เข้าเป็นส่วนร่วมการผลิตและการลงทุน ที่จะประโยชน์ต่อทั้งฝ่ายไทยและเดนมาร์ก "Building More Things Together in Thailand" โดยภาคเอกชนเดนมาร์กเห็นพ้อง และเห็นควรการจัดตั้งเวทีให้สองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าและเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเดนมาร์กอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเดนมาร์กพร้อมให้ความสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติในอุตสาหกรรมที่เดนมาร์กมีความเชี่ยวชาญ อาทิ พลังงานสะอาด การขนส่งทางทะเล การแพทย์และยารักษาโรค

สำหรับสถิติการค้าทวิภาคีในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเดนมาร์กอยู่ที่ 414.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 5.82 โดยไทยส่งออกมูลค่า 220.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 7.67) และนำเข้าจากเดนมาร์กมูลค่า 193.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 3.79) ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้า 26.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตรแปรรูป และเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและเครื่องจักรไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทเดนมาร์กชั้นนำเข้ามาลงทุนอย่างแข็งแกร่ง นำโดย Pandora, Maersk, Novo Nordisk, Coloplast และ EOSVOLT ซึ่งรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกและส่งเสริมความร่วมมือสีเขียวอย่างต่อเนื่อง