
วันนี้ (25 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการยกเครื่องกฎหมายเดิม พ.ศ. 2550 ให้เท่าทันรูปแบบความรุนแรงในครอบครัวที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งปิดช่องว่างของกฎหมาย เพิ่มกลไกคุ้มครองผู้ถูกกระทำให้รวดเร็วขึ้น และทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความชัดเจนและบูรณาการระหว่างหน่วยงานมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการเสนอ ครม.
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ขยายความหมายของ “ความรุนแรง” ให้มากกว่าการทำร้ายร่างกาย ครอบคลุมการกระทำที่ทำให้เกิดความกลัว การขู่เข็ญ และการบั่นทอนทางเศรษฐกิจ พร้อมขยายความหมายของ “บุคคลในครอบครัว” ให้ครอบคลุมถึงอดีตคู่สมรสและผู้ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน เพื่อให้การคุ้มครองสอดคล้องกับรูปแบบความสัมพันธ์ในสังคมปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยัง เปลี่ยนความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ พร้อมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี จะต้องรับโทษหนักขึ้น
อีกมาตรการสำคัญคือการ “หยุดความรุนแรงให้เร็ว ก่อนเหตุจะบานปลาย” โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำได้ทันที เช่น ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ผู้ถูกกระทำ หรือห้ามเสพสิ่งมึนเมา ก่อนยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทางกฎหมาย
ส่วนการจัดการหลังเกิดเหตุ ยังปรับจากการ “ไกล่เกลี่ย–ยอมความ” มาเป็นการจัดทำ “แผนแก้ไขและป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัว” ร่วมกัน ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หากปฏิบัติตามแผนสำเร็จ ศาลอาจสั่งยุติคดีได้ แต่หากฝ่าฝืน ศาลจะยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาทันที
การปรับกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุที่ได้รับรายงานแล้ว มากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมหลายด้าน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ถูกคุกคาม หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง จึงจำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจ และเคารพกันมากขึ้น
ทั้งนี้ พม. มีภารกิจดูแลเด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว และผู้สูงอายุ ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ครอบครัวที่เข้มแข็ง” เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งต้องเกิดจากความร่วมมือของสมาชิกทุกช่วงวัย ทั้งเด็กและเยาวชน พ่อแม่ และผู้สูงอายุ ที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อครอบครัวมีความสุข สมาชิกก็มีโอกาสเติบโตอย่างมีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
ร่างกฎหมายยังวางระบบป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้ง ระบบฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันและติดตามความรุนแรงในครอบครัว พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และทำให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว