
วันนี้ (วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าต่อยอดผลการเยือนสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสกัดยาเสพติดตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย ลดโอกาสแพร่กระจายไปถึงชุมชน และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กรมศุลกากรได้ยกระดับความร่วมมือกับกองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (Australian Border Force: ABF) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสองประเทศให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น โดยมุ่งดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ “รู้เร็ว–สกัดไว–ใช้เทคโนโลยีแม่นยำ”
ด้านแรก “รู้เร็ว” ไทยและออสเตรเลียจะเพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเครือข่ายและรูปแบบการลักลอบขนยาเสพติด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและติดตามขบวนการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยให้การสกัดกั้นทำได้ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และก่อนยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ
ด้านที่สอง “สกัดไว” หน่วยปฏิบัติการของทั้งสองประเทศจะประสานการสืบสวนและสกัดกั้นยาเสพติดที่ลักลอบผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งสินค้า ไปรษณีย์ เรือ และเครื่องบิน ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามเครือข่ายข้ามประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านที่สาม “ใช้เทคโนโลยีแม่นยำ” ทั้งสองฝ่ายจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงของผู้โดยสารและสินค้า ช่วยให้เจ้าหน้าที่คัดกรองเป้าหมายที่น่าสงสัยได้แม่นยำขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระการตรวจสอบโดยไม่จำเป็น และเพิ่มโอกาสตรวจพบยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายที่ซุกซ่อนมากับการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศ
อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญคือ การเสริมเขี้ยวเล็บให้ชุดสุนัขดมกลิ่น K-9 ของไทย โดยออสเตรเลียจะสนับสนุนสุนัขที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจค้นยาเสพติดและสารตั้งต้น พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมพัฒนาทักษะผู้ควบคุมสุนัขของกรมศุลกากรไทย ตลอดจนยกระดับระบบการฝึก การดูแล และมาตรฐานการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นางสาวรัชดากล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ไทยมีทั้ง ข้อมูลที่เร็วขึ้น เครื่องมือที่แม่นยำขึ้น และเจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพสูงขึ้น สามารถตรวจจับและสกัดกั้นยาเสพติดได้ตั้งแต่ด่านและช่องทางขนส่งระหว่างประเทศ ก่อนที่ยาเสพติดจะกระจายเข้าสู่พื้นที่ชั้นในและชุมชน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงจากการต่อยอดความร่วมมือกับออสเตรเลีย
“ยาเสพติดไม่มีพรมแดน การแก้ปัญหาจึงต้องทำตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้ยาเข้ามาถึงชุมชนแล้วจึงตามจับ ความร่วมมือไทย–ออสเตรเลียครั้งนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ข้อมูลเร็วขึ้น ตรวจจับแม่นขึ้น และสกัดยาเสพติดได้เร็วขึ้น เป้าหมายสำคัญคือ ลดปริมาณยาเสพติดที่เข้าสู่ประเทศ ตัดวงจรเครือข่ายข้ามชาติ และทำให้ชุมชนและครอบครัวของคนไทยปลอดภัยขึ้น นี่คือผลจากความร่วมมือระหว่างประเทศที่รัฐบาลต้องการเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว