
บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้าน
เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ
“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว