
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ นำโดยนางกาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูตฯ เพื่อบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู) ร่วมกับเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป และผู้แทนสำนักงานต่างประเทศประจำกลุ่มประเทศยุโรป อาทิ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรฯ โดยมีนางสาวสมฤดี พู่พรอเนก อธิบดีกรมยุโรป และนายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมบรรยายด้วย ซึ่งการประชุมในวันนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจร่วมกันในสถานะการเจรจา ทิศทางการดำเนินงาน และบทบาทหน้าที่ของทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันให้การเจรจาบรรลุผลสำเร็จอย่างมีเอกภาพและทันต่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศตั้งไว้
นายวีระพงษ์ ได้ชี้แจงต่อนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมว่า ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความตึงเครียดและผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิการค้าที่ไร้กระสุนจากการใช้นโยบายอุตสาหกรรมและการบิดเบือนกลไกตลาดของมหาอำนาจคู่ค้าจนบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่าไทยกลับมามีบทบาทบนเวทีโลกอีกครั้งและไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยมุ่งปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานประเทศ ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีมูลค่าสูงได้อย่างเป็นระบบ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ การค้าดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การแพทย์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด และเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
รัฐบาลมองว่า การเร่งสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-อียู จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าถึงตลาดอียูที่มีผู้บริโภคกำลังซื้อสูงกว่า 400 ล้านคน โดยเฉพาะการเป็นแต้มต่อให้สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ข้าว ไก่ อาหารทะเล ยานยนต์ สิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.28–1.61 ต่อปี และมูลค่าการส่งออกไปยังอียูขยายตัวร้อยละ 2.83–3.43 ต่อปี อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสของไทย ปัจจุบันผลการเจรจามีความคืบหน้าแล้วกว่า 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด และพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันการเจรจาในประเด็นคงค้างส่วนที่เหลืออีก 1 ใน 3 ซึ่งล้วนมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พลังงานและวัตถุดิบ การค้าดิจิทัล ภาคบริการและการลงทุน ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจารอบที่ 10 ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 นี้
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และผู้แทนการค้าไทยเป็นรองประธาน บูรณาการร่วมกับรัฐมนตรีจากอีก 7 กระทรวงหลักเพื่อขับเคลื่อนกลุ่มประเด็นเจรจา 6 คลัสเตอร์หลัก และจัดทำข้อเสนอเชิงรับและเชิงรุก (Package deal) ที่เป็นจุดลงตัวการเจรจา (Landing Zone) ร่วมกับสหภาพยุโรป อีกทั้ง นายวีระพงษ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลมี "3 เครื่องมือปกป้อง" ที่พร้อมรองรับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) อย่างรัดกุม ได้แก่ การเจรจาขอผ่อนปรนระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อให้ภาคส่วนที่เปราะบางมีเวลาปรับตัว การเตรียมใช้มาตรการปกป้องทางการค้า (Safeguards) เพื่อควบคุมการนำเข้าหากเกิดปัญหาสินค้าทะลัก รวมถึงการเร่งเตรียมจัดตั้ง "กองทุน FTA" ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อเยียวยา พร้อมผสานกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรและกองทุนส่งเสริม SMEs ที่มีอยู่เดิมเพื่อยกระดับเทคโนโลยีและโครงสร้างการผลิตให้แข่งกับต่างประเทศได้จริง

สำหรับแนวทางการสื่อสาร ผู้แทนการค้าไทยเน้นย้ำถึง 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การให้ความรู้ (Awareness Raising) แก่สาธารณชนเกี่ยวกับประโยชน์เชิงโครงสร้างและการคุ้มครอง และ 2) การรายงานความคืบหน้า (Progress Reporting) ควบคู่กับการเปิดรับฟังความเห็นอย่างโปร่งใสจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน (Stakeholder Consultation) พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือจากเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ในยุโรปในการดำเนิน "การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก" โดยเร่งสื่อสารเชิงรุกกับภาคเอกชนและรัฐบาลประเทศสมาชิกอียูเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดให้แก่สินค้าเกษตรไทย
"ความตกลง FTA ไทย-อียู ยุคใหม่นี้จะไม่ใช่แค่เรื่องการลดภาษี แต่จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งด้วยความร่วมมืออย่างมีเอกภาพและบูรณาการของทีมไทยแลนด์ทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้เราสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีคุณภาพสูง และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นประเทศคู่ค้าและแหล่งลงทุนที่น่าไว้วางใจและพึ่งพาได้ โดยพร้อมที่จะเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริงครับ" นายวีระพงษ์ กล่าวย้ำทิ้งท้าย