
ปลัดมหาดไทยและนายกแม่บ้านมหาดไทย “อรรษิษฐ์ - จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์” ได้รับเมตตาเจ้าคุณอารยวังโส เผยแผ่ธรรมพร้อมอบรม "จิตตภาวนา" เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ย้ำธรรมะสำคัญ “ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุ - ทุกอย่างดำรงอยู่อย่างมีเงื่อนไข และเป็นธรรมะพึงเสพคบกับธรรมะ เพื่อสั่งสมเหตุแห่งความพ้นทุกข์”
วันนี้ (23 ก.ค. 69) เวลา 07.00 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมการบรรยายธรรมอบรม "จิตตภาวนา" เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับเมตตาจาก พระราชวัชรสุทธิวงศ์ (ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์อารยวังโส) เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นองค์แสดงธรรม โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายชาญวิชญ์ สิริสุนทรานนท์ สถาปนิกใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง นางจิรวรรณ เพ็ญพาส อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย (กรมที่ดิน) นางชุติมา จันทร์อี่ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย (การไฟฟ้านครหลวง) นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายวิทยา ทรัพย์เย็น รองผู้อำนวยการองค์การตลาด พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ นำข้าราชการ และภาคีเครือข่าย ร่วมรับฟังผ่านระบบ Video Conference และผ่านช่องทางออนไลน์
โอกาสนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายมาลัยกรสักการะองค์แสดงธรรม แล้วจุดเทียนส่องธรรมให้กับแผ่นดิน พร้อมร่วมรับฟังธรรมบรรยาย เจริญจิตตภาวนามหากุศล และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ถวายผ้าไตรจีวรและไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร กราบลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี
พระราชวัชรสุทธิวงศ์ กล่าวธรรมบรรยายใจความสำคัญโดยสรุปว่า การไม่ใส่ใจในการฟังธรรมเป็นบาป การประกอบพิธีที่เป็นพิธีการไม่ใช่การเข้าถึงธรรม เพราะธรรมะอยู่ที่ “กาย” เมื่อปฏิบัติธรรมก็ต้องอาศัยกายเป็นที่ตั้ง เมื่อมีกายก็มีความรู้สึก คือ “เวทนา” อันมีสิ่งที่นึกปรุงแต่ง คือ “จิต” สิ่งที่เกิดจากจิตทั้งหลาย เรียกว่า “สภาวธรรม” ที่เกิดจากความระลึกนึกคิด คิดดี คือ “กุศลธรรม” คิดชั่วก็คือ “บาปธรรม” ในการดำรงชีวิตในธรรม ด้วยการพึงนึกคิดว่า ยืนอย่างไรให้มีสติปัญญา นั่งอย่างไรให้มีสติปัญญา เดินอย่างไรให้มีสติปัญญา การเคลื่อนไหวอิริยาบถเหล่านี้ส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามา อันเป็น “สภาพธรรม” หรือ อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้น เฉกเช่นเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเราถามว่า “ทำไมจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น” จะเป็นคำถามของคนทางโลกที่ขาดปัญญา เพราะเป็นคำถามเชิงอัตตสัญญาที่เป็นมิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด) เราจึงต้องเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น “เพราะเหตุใดจึงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น” อันประกอบด้วยคำ 2 คำ ซึ่งคำถามที่ว่า “เพราะเหตุใด” คือ “ธรรมะ” ที่เริ่มมี “สติปัญญา” ทำให้เราเริ่มมองเห็นว่า ถามเพื่อต้องการศึกษาปัญหานั้น ๆ ไม่ใช่ถามความรู้สึกว่าทำไม อย่างไร เพราะการฟังธรรมในพระศาสนา คือ การศึกษาเพื่อค้นหาเหตุปัจจัย และปฏิบัติธรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้น อันมีแรงบันดาลใจให้กระทำสิ่งนั้น ๆ อันเกิดจากความพึงใจ ความพึงใจเกิดจากความเข้าใจ ความศรัทธา อันจะเกิดวิริยะ (ความเพียร) และสติปัญญา อันเป็นกำลังธรรมในการดำเนินชีวิต
“ใจที่เป็นมนุษย์ คือ ศีล 5 เรียกว่า มนุษยธรรม อันเป็นธรรมของมนุษย์ แต่ที่จริงแล้วต้องเรียกว่า “คุรุธรรม” อันเป็นธรรมของชาวโลก ที่เกิดก่อนทุกศาสนา ได้แก่ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ฉ้อโกง ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัย ซึ่งข้อที่วิบัติ คือ มุสาวาท (การพูดเท็จ) เป็นจุดเริ่มต้นความฉิบหาย เพราะปัญหาเกิดขึ้นจากการฉ้อโกง คอร์รัปชั่น ลักทรัพย์ จึงทำให้เกิดมุสาวาทที่ว่า “ตนไม่ได้ทำ เพราะกลัวภัยที่จะเกิดขึ้น จนเกิด “สังคมฉ้อฉล” ความฉ้อฉลทำให้จิตใจไม่ตรง เมื่อจิตไม่ตรง สิ่งที่สื่อจากจิตที่สุด คือ “การพูด” ปากกับใจใกล้กัน เมื่อใจไม่ตรง ปากก็พูดเท็จ เพราะทำไม่ถูกต้อง การพูดเท็จจึงทำให้เกิด “ความเสื่อมของศีลธรรมในกระแสหลง” อันเป็นค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจนผู้คนถูกชักจูงให้เข้าใจผิด เห็นผิดเป็นชอบหรือเพิกเฉยต่อความถูกต้อง ซึ่งแก้ไขได้ด้วย “หลักการศึกษา” คือ ต้องฟัง เรียนรู้ อบรม กาย วาจา ใจ ทิฐิ ให้เป็นไปตามหลักธรรม โดยเริ่มจาก “ศีล” คือ การยับยั้งช่างใจว่า “ไม่ทำชั่วด้วยกิเลสอย่างหยาบ” เพื่อประกันความเป็นมนุษย์ อันจะก่อให้เกิด “สมาธิ” คือ อารมณ์หนึ่งที่ปราศจากกิเลส เมื่อปลอดกิเลสก็จะเห็นอะไรที่เป็นจริงตามครรลองคลองธรรม กลายเป็น “ปัญญา” อันเป็นไตรสิกขา ที่ประกาศอารยสัจธรรม คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ดังนั้น การกล่าวรับศีลโดยไม่เข้าใจ ทำให้เกิดโมหะจิตหรือจิตที่มืดจนมองไม่เห็นปัญญา ความมืดแห่งจิตที่ยึดติดสิ่งต่าง ๆ ภายนอกหรืออารมณ์ทั้งหลาย เราจึงต้องปฏิบัติธรรมด้วยการเริ่มต้นจาก เราต้องทำได้ เราต้องชนะตนเอง ชนะข้าศึกภายนอกและภายใน หรือกิเลสในจิตใจตนเอง หักห้ามใจได้ หักจากวัฏสงสารได้ ซึ่งเมื่อไกลจากกิเลสแล้ว การปฏิบัติธรรมต้องเกิดศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า เฉกเช่นการท่องบทสวดมนต์ประโยคเดียวกันเป็นร้อย ๆ ครั้ง พัน ๆ ครั้ง จนวันหนึ่งมันชื่นใจ ปีติ เบิกบานขึ้นมา เมื่อมีอารมณ์ที่ดีอาหารของจิตที่ดีจึงเกิดขึ้น ซึ่ง “ใจต้องมีหลัก” และ “หลักของใจที่ดี” คือ การกำหนดรู้ “สติ” รู้ในอารมณ์หนึ่งที่เกิดความสงบ คือ “ปัญญา” หลักของจิต คือ ปัญญา ปัญญาทำให้เกิดความสงบได้จริงอันเกิดจาก “สติ” สติปัฏฐานธรรม คือ มีสติจดจ่อต่อเนื่องจนรู้เท่าทันกับความเป็นจริง มองทุกอย่างให้ธรรมดาว่า เพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้น คำตอบอยู่ในจิตของเราด้วยปัญญา เหตุเกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้ แต่ขณะเดียวกัน การแก้ที่ยาก คือ การแก้กรรม เมื่อมีกรรมต้องรับผล กติกากฎเกณฑ์ธรรมชาติ ถ้าเราทำกรรมที่ดีในขณะนี้ได้ ผลดีอยู่ที่จิตของเรา ทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย เหตุปัจจัยสิ้นไปสิ่งนั้นย่อมสิ้นไปเช่นกันอันเป็นหลักเกณฑ์ธรรมชาติ”
พระราชวัชรสุทธิวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธรรมะที่ท่านอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ฝากไว้ให้กับข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยทุกคน ได้แก่ 1. ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุ 2. ทุกอย่างดำรงอยู่อย่างมีเงื่อนไข และ 3. เป็นธรรมะพึงเสพคบกับธรรมะ เพราะถ้าเสพคบกับอธรรมย่อมมีความหายนะ ทุกสิ่งในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นด้วยปัจจัย เมื่อเหตุพร้อมผลย่อมเกิด เมื่อเหตุสิ้นผลย่อมดับ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างอิสระจากปัจจัย ชีวิตและจิตใจดำรงอยู่ด้วยการอาศัยกันของปัจจัยนานัปการ ทั้งกรรม ทั้งจิต ทั้งกาย อารมณ์ทั้งหลาย ล้วนเกิดขึ้นชั่วขณะและดับไป เป็นไปตามกฎปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ ไม่ใช่ตามอำนาจของตัวตน ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงพึงเสพคบธรรมะ คือ พระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสิ่งที่เป็นเหตุให้กุศลและจิตเจริญ ความเจริญเกิดขึ้นเพราะได้กัลยาณมิตร คือ คบบัณฑิต ผู้รู้ คนดี มีศีลธรรม รู้จักพิจารณาการคิดโดยแยบคายให้เกิดปัญญา (โยนิโสมนสิการ) มีศีล สมาธิ ปัญญา นี่คือสิ่งที่ควรเสพครบ เพราะเมื่อเหตุเป็นกุศล ผลคือความเจริญย่อมเกิดขึ้นตามธรรมดากับทุกชีวิต ส่วนผู้เสพคบอธรรม คือ เหตุที่ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดมิจฉาทิฐิ เกิดอกุศลธรรมทั้งหลาย แม้ในเบื้องต้น จะดูเหมือนเป็นคุณ มีความสุข แต่แท้จริงย่อมสั่งสมบาปกรรมอกุศลไว้ในสันดาน เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดความเสื่อม ความพินาศ เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต อันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกรรมอำนาจ
“ดังนั้น เหตุเป็นเช่นไร ผลเป็นเช่นนั้น จิตเป็นเช่นไร กรรมย่อมเป็นเช่นนั้น กรรมเป็นเช่นไร วิบากย่อมเป็นเช่นนั้น ถ้าจิตดีก็กรรมดี จิตชั่วก็กรรมชั่ว กรรมเป็นเช่นไร วิบากย่อมเป็นเช่นนั้น อันเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ผู้เสพคบธรรมะย่อมสั่งสมเหตุแห่งความพ้นทุกข์ ส่วนผู้เสพคบอธรรมย่อมสั่งสมเหตุแห่งความเป็นทุกข์อยู่ในวัฏฏะทุกข์ ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่ใช่เป็นไปตามความบังเอิญหรืออำนาจของตัวตน เมื่อเข้าใจเช่นนี้ทุกขณะจิตของท่านทั้งหลาย รู้แล้วปล่อยวาง รู้แล้วละวาง การรู้แล้วปล่อยวาง ทำให้จิตเข้าสู่สุญญตะ คือ มีความว่าง ว่างจากความคิดที่ปรุงแต่ง มีแต่รู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ รู้ตรงนี้เป็นคุณค่าของธรรมะที่เป็น “มหากุศลจิตตัง” อันควรแก่การถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้พร้อมเพรียงกันในการฟังธรรมปฏิบัติธรรมในบัดนี้”
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความโดยสังเขปว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย และพระปัญญาบารมี สอดส่องดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรอยู่เสมอมิได้ขาด มีแต่พระราชทานความสุขสมบูรณ์ให้เพิ่มพูนขึ้น พร้อมกับทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ให้ลดน้อยหรือคลี่คลายหายสูญไปในที่สุด ทรงเป็นประดุจดวงประทีปแก้วส่องทางแก่ประชาชาติให้อยู่ในคลองธรรมที่ควรดำเนิน เป็นความสุกใสและสว่างไพโรจน์อยู่ในดวงจิตของประชาชนชาวไทยผู้อยู่ภายในร่มพระบรมโพธิสมภารเสมอมา ในนามของข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายพระพรชัยมงคล ขอพลานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณเกริกไกรแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงใดจงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์