
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ล่าสุดพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 84.7 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
รายงานของ ส.อ.ท. ชี้ว่า ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นนี้มาจากผลของ 2 มาตรการหลักที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เข้ามาประคองค่าครองชีพ มีส่วนเพิ่มให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด กระทรวงการคลังรายงาย ยอดการใช้จ่ายรวม ณ 9 กรกฎาคม กว่า 64,546 หมื่นล้านบาท ช่วยพยุงการขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจ SME ให้กลับมามีสภาพคล่อง
อีกมาตรการคือ Thailand Fastpass ที่สามารถเร่งรัดการลงทุนผ่านบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าดันการลงทุนจริงให้แตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ และได้กำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะให้แรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วย
“ตัวเลขดัชนีเชื่อมั่นที่พลิกกลับมาเป็นบวก คือเครื่องยืนยันว่านโยบายที่รัฐบาลทำมาตลอดไม่ใช่แค่คำพูด แต่เห็นผลจริงเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนและช่วยในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน” นางสาวรัชดา กล่าว
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ กรณีที่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนนี้เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเงินต้องเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดอย่างเคร่งครัด ผ่านโครงการที่ถึงมือประชาชน เช่นการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในรายละเอียด ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายต้องนำไปสู่การลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ
“รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลทั้งเรื่องปากท้องระยะสั้นและวางรากฐานพลังงานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว