วันนี้ (13 ก.ย. 55) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานโครงการที่ตอบสนองตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร และนโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อจะแข่งขันและเป็นฐานความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของประเทศ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรในไร่นาให้มีความยั่งยืน ซึ่งกรอบการทำงานทั้งหมดมีความสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในหมวด 5 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 82 83 84 85
สำหรับงานตามนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบใน 4 นโยบายย่อย ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ นำสันติสุขและความปลอดภัยฯ กลับสู่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเกี่ยวข้องในเรื่องส่งเสริมอาชีพการเกษตรยกระดับรายได้ของเกษตรกร 3. พัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ และ4. ยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยมีผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วน ดังนี้
1. การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการ 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.) การป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และเร่งให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพให้สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง 2.) การเร่งรัดก่อสร้างโครงการชลประทาน ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก 3.) การขยายเขตสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 4.) ขยายเขตการจัดรูปที่ดิน
2. พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ วิถีชีวิต โดยยึดตามความต้องการของเกษตรกรผ่านการทำประชาคม เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพ/สร้างรายได้ เช่น การดำเนินโครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่งเสริมอาชีพอาชีพด้านการเกษตร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงการชลประทานต่างๆ ส่งผลให้อัตราการว่างงานของเกษตรกรในหมู่บ้านลดลงและความเป็นอยู่ดีขึ้น
3. การพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมความพร้อมของภาคเกษตรเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเร่งดำเนินการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร ประเมินศักยภาพความได้เปรียบของสินค้าเกษตรในภูมิภาคอาเซียน ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบเออีซีต่อภาคเกษตร ดำเนินการตามข้อผูกพันในการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ในมิติเศรษฐกิจ การจัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2556-2559 และการทำ MOU กับต่างประเทศในด้านการเกษตร
4. การดำเนินงานตามนโยบายการยกระดับสินค้าเกษตร/เยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ โดยการจัดทำทะเบียนครัวเรือนเกษตรกร การขึ้นทะเบียนพืชเศรษฐกิจ จัดทำข้อมูลผลผลิตเฉลี่ย รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย ผลไม้ภาคตะวันออก ผลไม้ภาคใต้ ยางพารา มะพร้าว และกุ้ง การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
สำหรับผลการดำเนินงานตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร นั้น จะเป็นผลงานเกี่ยวกับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร สินค้าเกษตร รวมทั้งการดำเนินงานสนับสนุนอื่น ๆ ได้แก่
1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ทั้งในด้านงานวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ โดยเฉพาะการควบคุม ป้องกันโรคไข้หวัดนก ส่งผลให้อียูยกเลิกการระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสด
2. การสนับสนุนด้านเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ที่สำคัญคือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เสริมสร้างฐานรากของครัวเรือนเกษตรกรให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนสหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ
3. ดำเนินการเผยแพร่ และขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่สำคัญ อาทิ โครงการขยายผลโครงการหลวง สนับสนุนการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 ศูนย์ การบริหารจัดการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ การพัฒนาเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ผ่านศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน
4. สนับสนุนให้มีกลไกการทำงานร่วมกับภาคเอกชนโดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) เพื่อเตรียมมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร
ขณะที่ผลการดำเนินงานตามนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การจัดที่ดินทำกินในเขตปฏิรูปที่ดิน กำหนดเขตการใช้ที่ดิน พัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรดิน อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ส่วนด้านการผลิต ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และ ด้านการค้าที่เกิดจาก การเปิดการค้าเสรี (FTA) ทำให้มีการแข่งขันกันสูง เพราะภาษีลดลง และมีมาตรการกีดกันไม่ใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้น
……………………………………….
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
เกศกนก/รายงาน
ภาพข่าว
