ปัจจุบันไทยมีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 700 ล้านลิตร หรือ 1.8 ล้านลิตรต่อวัน และมีแนวโน้มใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการส่งเสริมอย่างจริงจังของรัฐบาลในการยกระดับการผสมเอทานอลในเบนซิน ขณะที่ไบโอดีเซลจะประกาศบังคับใช้เป็นไบโอดีเซล บี 5 ในปี 2554 ส่งผลให้คณะกรรมการเครือข่ายพลังงานทดแทนเพื่อศตวรรษที่ 21 หน่วยงานเครือข่ายการพัฒนาพลังงานทดแทนขององค์กรคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้จัดอันดับประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 8 ของประเทศที่มีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพสูงที่สุดของโลก ร่วมกับ ประเทศสเปน จากทั้งหมด 63 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังติดอันดับที่ 2 ของประเทศในทวีปเอเชีย หรือ เป็นรองแค่ประเทศจีน ที่มีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมากกว่าไทยประมาณ 2.2 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากจีนมีการนำเข้ามันเส้นจากไทย แล้วแปลงเป็นเอทานอลในการใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพในพื้นที่กวางสี และกวางตุ้ง จนทำให้จีนมีการผลิตเอทานอลสูงถึง 6 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนไบโอดีเซลมีการผลิตถึง 300,000 ลิตรต่อวัน
จากการส่งเสริมและพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดการใช้และปริมาณการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลสูงขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา นายทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ยอดการผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนไบโอดีเซลการผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.8 ล้านลิตรต่อวัน และภายในปี 2565 ไทยมีแผนผลิตเอทานอลให้ได้ 9 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ไบโอดีเซลจะผลิตให้ได้ 4.5 ล้านลิตรต่อวัน หากสามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าวได้ตามแผน จะทำให้ไทยขยับการจัดอันดับประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพไปอยู่ที่อันดับที่ 5 ของโลกได้ รวมทั้ง จะขยับเป็นอันดับที่ 1 ในอาเซียนด้วย ซึ่งจะนำหน้าผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหน้าใหม่อย่างมาเลเซียได้ในอนาคต
การแข่งขันผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการแข่งขันสูงแถบทวีปยุโรป แต่ในอนาคตมีการคาดการณ์ว่าจุดศูนย์กลางการแข่งขันด้านเชื้อเพลิงชีวภาพจะย้ายฐานการแข่งขันมายังทวีปเอเชีย ปัจจัยมาจากความต้องการใช้น้ำมันของทวีปเอเชียสูงขึ้นต่อเนื่องในอัตราที่มากกว่าทวีปอื่นๆ ในโลก และสิ่งที่ทวีปเอเชียมีเหนือทวีปยุโรป คือ มีพื้นฐานประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จึงมีวัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจำนวนมาก ทั้ง อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง โดยจะไม่มีการนำพืชอาหารไปใช้ผลิตเป็นพืชพลังงานแน่นอน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดปัญหาการแย่งวัตถุดิบขึ้นในอนาคตจนอาจนำไปสู่สงครามอาหารได้ ขณะที่ไทยก็เร่งวิจัยหาพืชพลังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารของมนุษย์มาผลิตเป็นพลังงาน เช่น ข้าวฟ่างหวาน สาหร่าย สบู่ดำ รวมทั้ง จะมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันและเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อไร่ให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานที่มีศักยภาพเพียงพอในการดำเนินงาน
ขณะที่แผนการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลและผลักดันการใช้ไบโอดีเซล บี 3 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า อยู่ระหว่างกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซล บี 2 เป็น ไบโอดีเซล บี 3 คาดใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้การบังคับใช้ไบโอดีเซล บี 3 ได้ตามกำหนดในเดือนพฤษาภาคมนี้ แต่ทั้งนี้ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ก่อน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ได้สำรวจปริมาณวัตถุดิบและผลผลิตปาล์มน้ำมันภายในประเทศ พบว่า มีปริมาณเพียงพอที่จะขยับการบังคับใช้ไบโอดีเซล บี 3 ได้ และเชื่อว่าหลังไทยประกาศใช้ไบโอดีเซล บี 3 อย่างเป็นทางการแล้ว จะส่งผลให้การใช้ ไบโอดีเซล บี 100 ขยับขึ้นอีก 400,000 ลิตรต่อวัน จากปัจจุบัน 1.8 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 2.1 ล้านลิตรต่อวัน ที่สำคัญหากแผนการประกาศบังคับใช้ไบโอดีเซล บี 5 ในวันที่ 1 มกราคม 2554 เพื่อทดแทนไบโอดีเซล บี 3 จะยิ่งทำให้สิ่งที่ไทยต้องการเป็นศูนย์กลางฐานผลิตพลังงานทดแทนหรือผู้นำพลังงานทดแทนอันดับ 1 ของอาเซียนจะเป็นจริงมากขึ้น
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก