จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นตาม แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาตรการมาช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน ด้วยการตรึงราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)ไปจนถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลงประชาชนคงต้องยอมรับอัตราค่าไฟฟ้าที่แท้จริงให้ได้ เนื่องจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คงไม่สามารถแบกรับภาระค่าเอฟทีต่อไปในระยะยาวได้ เพราะนั่นหมายถึงผลกระทบที่จะตามมาในปีต่อไปที่อาจทำให้ค่าเอฟทีไม่มีโอกาสปรับลดลง
มีหลายสถาบันออกมาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะฟื้นตัวดีขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตขึ้นร้อยละ 4 ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการใช้ไฟฟ้าก็จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน กระทรวงพลังงาน จึงเร่งประเมินแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) ให้สอดคล้องกับราคาพลังงานในปัจจุบัน นายนพดล มัณฑจิตร กรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ เรกกูเรเตอร์ มองว่า หากราคาน้ำมันโลกปีนี้ไม่ผันผวนมากจนขยับมาแตะที่ระดับเกินกว่า 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็มีโอกาสที่ค่าเอฟทีจะไม่ปรับขึ้น ประกอบกับ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำลง ซึ่งจะทำให้สามารถตรึงค่าเอฟทีไปจนถึงสิ้นปีนี้ได้
ขณะที่ประเทศต่างๆทั่วโลกกำลังเดินหน้าพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเช่นเดียวกับไทย ที่มีความพร้อมในด้านของสินค้าเกษตรที่สามารถนำมาใช้เป็นพืชพลังงานทดแทนได้ต่อเนื่อง หากไทยต้องการเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบด้านพลังงานทดแทน จำเป็นต้องพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางของการส่งออก และเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านทั่วโลกให้เข้ามาศึกษาและดูงานในไทย
จากตัวเลขการใช้พลังงานต่างๆของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงถึง 675 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน อาจทำให้ประเทศเกิดปัญหาวิกฤติทางด้านพลังงานในอนาคตได้ แต่หวังว่าคงไม่ถึงกับต้องประกาศให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อย่างเวเนซุเอลา ต้องให้ประเทศช่วยกันประหยัดพลังงาน เนื่องจากภาวะแห้งแล้งทำให้ระดับน้ำในเขื่อนลดลงอยู่ในระดับอันตราย จนเขื่อนไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้ เพราะนั่นหมายถึงความเสียหายมหาศาลของประเทศเลยทีเดียว
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

