www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กรมราชทัณฑ์เร่งแก้วิกฤติคุกไม่พอขังนักโทษอาชญากรรายใหญ่
กรมราชทัณฑ์เร่งหาทางแก้วิกฤตินักโทษล้นคุกรอบใหม่เกือบ 200,000 คน เกินความจุเกือบแสนคน เผยส่วนใหญ่เป็นอาชญากรรายใหญ่ พ่อค้ายา หัวหน้าแก๊ง ต้องใช้การคุมขังในเรือนจำมั่นคงสูง ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ต้องสร้างเรือนจำเพิ่ม ขณะที่เจ้าหน้าที่มีไม่พอ 

กรมราชทัณฑ์จัดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “นักโทษล้นคุก : วิกฤตสังคมไทย...ที่รอการแก้ไข” เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศมีไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 196,772 คน ขณะที่มีเรือนจำหรือทัณฑสถานทั่วประเทศจำนวน 145 แห่ง หากคิดตามความจุมาตรฐานนักโทษ 1 คน พื้นที่ 2.25 ตารางเมตร คิดเป็นความจุเพียง 109,087 คน ทำให้มีผู้ต้องขังเกินความจุมาตรฐาน 87,685 คน ทั้งนี้เมื่อปี 2500 มีผู้ต้องขัง 19,000 คน และเพิ่มเป็นกว่า 223,406 คนในปี 2543 เมื่อมีการจับกุมนักโทษยาเสพติดเพิ่มเป็น 254,070 คนในปี 2545 จากนั้นได้มีมาตรการแก้ปัญหานักโทษล้นคุก ทำให้จำนวนลดลงมาเป็นลำดับจนเหลือ 152,625 คนในปี 2549 แต่ในปัจจุบันจำนวนผู้ต้องขังกลับเพิ่มขึ้นอีกตามสภาพสังคม โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่เริ่มกลับมาระบาด 

นายนัทธี กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำเดือนละ 5,000 คน ออกเดือนละ 3,000 คน ดังนั้น ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีผู้ต้องขังเกิน 200,000 คนแน่นอน แม้ในปี 2544 เคยรองรับผู้ต้องขังความแตกต่างเกือบ 260,000 คนแล้ว แต่ขณะนั้นเป็นผู้เสพยาเสพติดถึง 100,000 คน แต่ในวิกฤตินักโทษล้นคุกครั้งนี้ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังรายสำคัญ ซึ่งกำแพงหรือตรวนไม่สามารถคุมขังได้มั่นคง จะต้องกันพื้นที่แยกเด็ดขาด ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่ให้รวมตัวเครือข่ายติดต่อกับผู้ต้องขังรายอื่นได้ 

“เช่น พ่อค้าจากแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งมีลักษณะโทษสูง หรือมีลักษณะพิเศษ เข้าแล้วไม่ออก ต้องคุมขังในเรือนจำความมั่นคงสูง แต่เมื่อล้นทำให้ต้องถ่ายโอนผู้ต้องขังกลุ่มนี้จากเรือนจำความมั่นคงสูงสู่ความมั่นคงปานกลาง ขณะที่เรือนจำมั่นคงสูงก็ไม่มั่นคงสูงจริง ดังนั้นทางแก้จึงต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาคุมขังร่วมกับการปรับปรุงทางกายภาพ ขยายอาคารสถานที่ เช่น อาจไปสร้างเรือนจำบนเกาะ หรือที่คลองไผ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีสภาพพื้นที่เหมาะสม 

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีปัญหาการปรับตัวของเจ้าหน้าที่ จากเคยคุมผู้ต้องขังขี้ยาทั่วไป ตอนนี้ต้องเจอกับผู้มีอิทธิพล อาชญากรใส่สูท ขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ บางแห่งมีผู้บัญชาการเรือนจำคนเดียว ต้องเกลี่ยคนจากที่อื่นเข้าไปช่วย เช่น เรือนจำสมุย ชัยบาดาล หรือที่นาทวี ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ 

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังกล่าวถึงแนวทางการลดผู้ต้องขัง เช่น กำหนดโทษจำคุกที่สั้นลง การยกเลิกโทษกักขัง การใช้เรือนจำเอกชน เรือนจำท้องถิ่น การสร้างเรือนจำความมั่นคงสูงแทนเรือนจำกลางบางขวาง และการใช้มาตรการอื่น ๆ แทนการจำคุก ทั้งนี้เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเข้ามาอยู่ในคุก เพียงเพราะมีข้าวกิน หรือได้อยู่กับคนที่รัก เพราะเมื่อเข้ามาจะต้องสูญเสียอิสรภาพทั้งหมด 

ด้านนายทวี ชูทรัพย์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในการอภิปรายเสนอแนวทางแก้ปัญหานักโทษล้นคุกดังกล่าวว่า ตนเคยประชุมแก้ปัญหานักโทษล้นคุกทั้งเมื่อปี 2521 และปี 2542 ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งการที่มีนักโทษล้นคุกไม่ใช่ปัญหาของกรมราชทัณฑ์ แต่เป็นปัญหาของทั้งสังคม เป็นของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ดังนั้นไม่ควรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่การเพิ่มคุกหรือเรือนจำเป็นหลัก แต่ต้องลดคนเข้าสู่เรือนจำด้วย 

“ยอมรับว่าเรือนจำเรามีน้อยและไม่มั่นคง เป็นการไม่ปลอดภัยกับราษฎร เพราะผู้ต้องขังระหว่างคดี ยังต้องดิ้นรน เอาตัวรอดอยู่ ดังนั้นควรให้กระบวนการปล่อยตัวดำเนินอย่างต่อเนื่องตามระบบ ไม่ใช่เพียงแต่กักขังเพิ่ม เช่น ปล่อยผู้ต้องกักขังแทนค่าปรับ ชวนให้ทำสิ่งที่ถูกต้องและอย่าให้ไปทำผิดอีก” อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว.

ที่มา     : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก