นางอภิรดี กล่าวว่า ในปี 2551 กรมฯ ให้บริการออกหนังสือสำคัญฯ จำนวน 1,020,697 ฉบับ แบ่งเป็นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าประมาณ ร้อยละ 92 และเป็นใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออกและนำเข้าสินค้าร้อยละ 8 เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการขอหนังสือสำคัญที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งลักษณะการให้บริการด้วยระบบ EDI จะเป็นรูปแบบของ Web Application ที่ผู้ใช้บริการสามารถยื่นคำขอหนังสือสำคัญฯผ่านเครือข่าย Internet โดยระบบจะตรวจสอบและตอบกลับให้ทราบสถานะของคำขอฯภายใน 5 นาที การให้บริการด้วยระบบ EDI จะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ซึ่งการยื่นขอหนังสือสำคัญด้วยระบบ EDI จะมีความสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเมื่อเปรียบเทียบกับยื่นขอหนังสือสำคัญด้วยระบบ Manual จึงทำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้บริการด้วยระบบ EDI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับจำนวนหนังสือสำคัญฯที่กรมฯให้บริการด้วยระบบ EDI ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าประมาณร้อยละ 71 และเป็นใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออกและนำเข้าสินค้าร้อยละ 29 ปัจจุบันจำนวนผู้ประกอบการที่ขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกในการขอหนังสือสำคัญฯ ด้วยระบบ EDI มีจำนวนทั้งสิ้น 5,050 ราย โดยเป็นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าจำนวน 4,036 ราย และใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออกและนำเข้าสินค้าจำนวน 1,014 ราย นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศกำลังพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยจะนำระบบการให้บริการออกหนังสือสำคัญโดยการนำระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์(Digital Signature) มาใช้ในการให้บริการผู้ประกอบการ
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

