www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน

รัฐบาลชี้แจงการยุบโรงเรียนขนาดเล็กจะทำเฉพาะโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำ เพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็ก ยืนยันไม่ยุบโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งพร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ที่จะส่งเสริมให้ไทยก้าวเข้ามาเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์แบบครบวงจร

ถอดเทป

รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08.00 น.

ช่วงที่ 1

พิธีกร (นายธีรัตถ์ รัตนเสวี) : สวัสดีครับ นี่คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน วันนี้ผมนายธีรัตถ์ รัตนเสวี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ ท่านผู้ชมสามารถที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ได้ ผ่านทาง SMS หมายเลข 4221559 ครั้งละ 3 บาท จากการที่กระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน แนวคิดนี้เกิดขึ้นอย่างไร และจะส่งผลถึงการเรียนการสอนของเด็กๆ ไทยหรือไม่ เรามาถามกับ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สวัสดีท่านรองนายกฯ ครับ

นายพงศ์เทพฯ : สวัสดีครับคุณธีรัตถ์ และท่านผู้ชมทุกท่านครับ

พิธีกร : เรียนถามว่าเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการอยากจะยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ทำไมจะยุบโรงเรียนลง

นายพงศ์เทพฯ : ต้องเรียนทำความเข้าใจก่อน เวลาบอกว่ายุบคนฟังจะเข้าใจว่ายุบโรงเรียนไปเลย ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ ความหมายมีสองอย่าง 1.คือยุบรวม  2.คือควบรวม นั้นหมายความว่าเด็กที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้ อย่างไรเสียก็มีที่เรียน ครูก็มีงานทำ ผู้อำนวยการก็ยังมีงานทำอยู่ คนที่อยู่ในโรงเรียนทั้งหลายมีงานทำเหมือนเดิมไม่ได้ถูกกระทบแต่ว่าสิ่งที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้เพราะ อะไรเพราะว่าคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยมากๆ อย่างนี้เมื่อไปเทียบค่าเฉลี่ยของประเทศคุณภาพการศึกษาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โรงเรียนเล็กๆ บางโรงเรียนมีนักเรียนต่ำกว่า 20 คน ซึ่งมีอยู่ในปีที่แล้วมีประมาณ 700 โรงเรียน ระหว่าง 21 คน ถึง 40 คน ประมาณ 2,000 โรงเรียน และระหว่าง 40 คน ถึง 60 คน อีกประมาณ 3,000 โรงเรียน คุณภาพในโรงเรียนเหล่านี้ เกิดอย่างนี้ อย่างแรกครูเมื่อนักเรียนน้อยเราสามารถจัดส่งครูไปให้ได้เพียงพอทุกชั้นปีหรือไม่ ไม่ครบ อย่างนักเรียน 25 คน อาจจะมีครู 2 คนเท่านั้นอย่างเก่งที่สุด 2 คน ถ้าเกิดสอน 6 ชั้นปี คือ ป.1 ถึง ป.6 นักเรียนชั้นหนึ่งประมาณ 4 คน ถ้าครู3 คนดูแล 3 ชั้น ครูจะดูแลชั้น ป.1 ชั่วโมงหนึ่งปกติต้องสอนชั้น ป.1 ทั้งชั่วโมง ก็สอนเขาได้อย่างมากที่สุดก็คือ 20 นาที

พิธีกร : แล้วก็ต้องวิ่งไปสอนอีกชั้นหนึ่ง

นายพงศ์เทพฯ : ชั้น ป.2 ซึ่งอาจจะมาเรียนรวมกันก็จะขวักไขว่อยู่ในห้องเดียวกัน หรือ ป.3ด้วยต้องวิ่งไปอีกชั้นหนึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่ทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่เหมือนกับโรงเรียนที่มีนักเรียนมากเพียงพอ มีครูแต่ละคนสอนนักเรียนเต็มเวลาทั้งชั่วโมง เพราะฉะนั้นนี่คือที่มาของคุณภาพ อย่างที่ 2 ทางรัฐบาลให้เงินรายหัวโรงเรียนแต่ละโรงเรียนไปนักเรียนถ้ามีน้อย เงินรายหัว 1,700 บาท 1,900 บาท นักเรียนน้อยรวมกันแล้วคูณด้วย 20 นักเรียนมี 20 คน รวมแล้วพันกว่าบาท สองพันบาท รวมแล้ว 20 คน รวมแล้วบอกอีก 500 บาทต่อหัวโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เป็นเงินนิดเดียวไม่สามารถจะไปจัดการศึกษาได้ พัฒนาโรงเรียน ไม่สามารถจะไปซื้ออุปกรณ์การศึกษาที่ดีๆ ให้นักเรียนได้

พิธีกร : เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องการทำห้องสมุด ซื้อคอมพิวเตอร์ มาให้โรงเรียนเหล่านี้ หรือโต๊ะ

นายพงศ์เทพฯ : อุปกรณ์การศึกษาเราจะขาดมากกว่า เพราะว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างอย่างเขาซื้อคอมพิวเตอร์มา 2 เครื่อง เขาสามารถใช้บริการนักเรียนได้ 1,000 คน ก็ไม่มีปัญหาอะไรเขาได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ อย่างที่ 2 ค่ารายหัวที่ให้เราคูณด้วย 1,000 มันเยอะ เขาก็มีเงินที่จะไปซื้ออุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ได้ แต่โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่มีและเท่าที่สำรวจดูจะเห็นว่าเงินงบประมาณทั้งหมดที่ให้โรงเรียนขนาดเล็กไปส่วนใหญ่จะไปตกเป็นเรื่องของครู ค่าจ้างครู คือส่วนใหญ่จะไปตกตรงนั้น ส่วนอื่นๆ จะไม่ ค่อยเหลือ ทีนี้ถามว่าการที่มีโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ โรงเรียนที่เขามีการจัดการศึกษาที่ดี มีบ้างไหม ก็อาจจะมีได้ คือบางโรงเรียนชุมชนเขาร่วมกันได้ดี

พิธีกร : ที่เป็นชุมชนเข้มแข็งและไปร่วมกับโรงเรียนในการจัดการหลักสูตรการศึกษา

นายพงศ์เทพฯ : อาจจะมีครูอยู่คนเดียว แต่ว่าแถวนั้นมีคนเก่งๆ ไปช่วยสอนมา เต็มไปหมด

พิธีกร : อาจจะมีคนต่างชาติที่อยู่ในชุมชนไปช่วยสอนภาษาอังกฤษ คือถ้าจัดการศึกษาแบบนั้น ถ้าคุณจะอยู่ต่อไป

นายพงศ์เทพฯ : ถ้าคุณภาพดีก็ต้องส่งเสริมเขา ต้องไปดู 1.ไปดูสภาพและก็ดูว่าที่ผ่านมาผลการศึกษาเป็นอย่างไรถ้าเขาจัดได้ดีก็ควรที่จะส่งเสริมให้เขาให้ทำให้ดีต่อไปหรือบางโรงเรียนอยู่ไกลมากเลยอยู่บนภูเขาถ้าเด็กจะเคลื่อนย้ายเด็กลงไปเรียนที่อื่นอาจใช้เวลา 30 50 นาทีไกลมากต้องเดินทางไป 50 60 กิโลเมตรอย่างนี้ก็ต้องตั้งอยู่ต่อ ถ้าไกลมากๆ ก็ควรอยู่ต่อหรืออย่างบางโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะมีเหตุผลพิเศษที่ควรจะอยู่ต่อนั้นไม่มีปัญหาเลยแต่สำหรับโรงเรียนซึ่งคุณภาพการศึกษาไม่ดีชาวบ้านทั้งหลายก็ไม่เห็นว่าควรที่จะไม่มีโรงเรียนนี้อยู่ต่อไป ลูกหลานเขานี่ส่ง เขาไปเรียนที่อื่นไกลๆ กัน ที่คุณภาพดีกว่าเพราะรัฐจัดระบบการขนส่งให้และที่ผ่านมาก็มีการควบรวมโรงเรียนไปเยอะแล้ว

พิธีกร : นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

นายพงศ์เทพฯ : ไม่ใช่ครั้งแรก 20 ปีที่ผ่านมาเขายุบรวมควบรวมไปแล้ว 3,000 กว่าแห่ง

พิธีกร : วิธีการควบรวมจะเอาอะไรมาตัดสินแล้วเห็นผลเมื่อไหร่อย่างไร

นายพงศ์เทพฯ : ควบรวมคือเขาเอาโรงเรียน 2-3 ที่อยู่ใกล้กันถึงมาควบกัน มาควบกันหมายความว่า โรงเรียนหนึ่งแทนที่จะสอน 6 ชั้นปี อาจจะสอน 2 ชั้นปี และที่เหลือก็อีกก็แบ่งไปสอนเด็กทั้งหมดเด็ก ป.1 ก็ไปเรียนที่เดียวกันก็จะมีเด็กเพิ่มขึ้นอาจจะ 15 คน หรือ 20 คน ในชั้น ป.1 แทนที่จะมี 3-4 คน ใช่ไหมครับ ตอนนี้ครูแต่ละคนสามารถจะดูแลเด็กชั้นป.1ทั้งชั่วโมงแล้วซึ่งก็มีหลายแห่งที่เขาทำอย่างนี้ แล้วก็ผลก็คือคุณภาพการศึกษาดีขึ้น ผู้ปกครองพอใจ พิธีกร : คือทำให้ครูสามารถที่จะดูแลเด็กๆ ได้ดีขึ้น เด็กๆ ก็ได้รับการศึกษาดีขึ้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็คือเป็นการบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสมคือ เด็กเองก็จะได้เข้าถึงแหล่งความรู้ที่มาจากทั้งครูด้วย จากเรื่องของการบริหาร จากเพื่อนด้วย จากการบริหารงบประมาณที่จะตามมาด้วยแต่ว่าคราวนี้พอมีบอกว่าจะมีการยุบหลายพันแห่งขึ้นมานะครับ ใครเป็นคนตัดสินที่ยุบ ดูเฉพาะตัวเลข จะดูเฉพาะคุณภาพหรืออย่างไร

นายพงศ์เทพฯ : ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานะครับ ท่านจะต้องไปสำรวจข้อมูลปีการศึกษาใหม่ปีที่แล้วเรามีข้อมูลอยู่ ปีนี้เรามีข้อมูลใหม่มาแล้วเห็นว่า เด็กที่เคยเห็นว่ามีต่ำกว่า 20 คน 700 กว่าโรงเรียนตอนนี้เพิ่มขึ้นไหม ถ้าบางโรงเรียนเพิ่มขึ้นแล้วดูว่ามีชาวบ้านอพยพโยกย้ายเข้ามาตรงนั้นเยอะขึ้น ก็แสดงว่าจะมีลูกค้าเราเพิ่มขึ้น แต่บางโรงเรียนยิ่งลดลงไปอีก เราจะเห็นเลยยิ่ ดูแล้ว เด็กเล็กๆ ในหมู่บ้านมีไหม ไม่มีเหลือเลยอย่างนี้ ก็จะเห็นเลยว่านับวันยิ่งจะไม่มีเด็กน้อยลงๆ ไปทุกที

พิธีกร : อยู่ไปก็ไม่สามารถที่จะก่อประโยชน์รายได้ แล้วก็บางครั้งเราก็มักจะเห็นว่าแม้แต่ผู้ปกครองเองก็เลือกที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดีกว่า แม้เด็กกรุงเทพมหานครเองก็ต้องเดินทาง ยอมที่จะเดินทางเพื่อไปโรงเรียนที่ดีกว่า นี่ก็เช่นกันใช่ไหมครับ คือว่าเป็นการทำให้เด็กได้ไปสู่สถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพครบ

นายพงศ์เทพฯ : เหตุผลหนึ่ง ที่โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ มีนักเรียนลดลง ก็มีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งเหมือนกันที่ท่านขนลูกหลานของท่านเองไปเองเลยนะครับไปเรียนในพื้นที่ที่เจริญกว่า หรือไปไกลๆ เลย หรือขนไปโรงเรียนอื่น ทำอยู่แล้วโดยเราไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไร แต่ว่าเวลาที่มีการยุบรวมหรือควบรวมรัฐจะเป็นคนช่วยสนับสนุนในเรื่องของการเดินทางให้ เช่น โรงเรียนที่เขาควบรวมกันขณะนี้ หลายโรงเรียนเขาก็จัดระบบการขนส่งโดยมีเอกชนมารับขนนักเรียนให้ รับขนไป-กลับเช้าเย็นเลย ซึ่งที่ผ่านมาถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ เราก็สนับสนุนเราก็จ่ายค่าขนส่งให้เขา นักเรียน 1 คน 1 วัน 10 บาท ถ้าระยะทางไกลๆ 15 บาท ครับ ต่อคนต่อวัน

พิธีกร : ที่จะมีการจัดรถตู้นี้คือ 1 พันคัน นี้เกี่ยวข้องด้วยไหมครับ

นายพงศ์เทพฯ : ตรงนั้นเป็นส่วนที่เขาเตรียมไว้เท่านั้นเอง เพราะถ้าไม่มีที่ไหนที่มีรถรับส่งที่เขาทำกันได้เองจำเป็นต้องจัดรถให้ถึงค่อยมาคิดกัน แต่ถ้าที่อื่นเขาทำกันได้เองอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปจัดรถไปให้เขาใช่ไหมครับ เพราะว่าถ้ามีชาวบ้านเขายินดีจะมารับขน มีรถมาแล้วเราพอใจในสภาพรถของเขาแล้ว เขาทำได้ดีเขาก็ขับรถมาเช้า แล้วก็เย็นก็มารับไป

พิธีกร : ครับซึ่งการยุบรวมตรงนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ หรือไม่อย่างไรครับ

นายพงศ์เทพฯ : งบประมาณมีเพียงพอครับ พูดถึงว่าโรงเรียนขณะนี้ที่มีอยู่ จะขนาดเล็กขนาดใหญ่ เราจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพราะฉะนั้นจะถามว่าพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้ดีเท่าขนาดใหญ่ได้ไหม ต้องบอกว่าก็เราให้เป็นรายหัวนักเรียนเพราะฉะนั้นถามว่าโรงเรียนขนาดเล็กจะสามารถพัฒนาให้ดีเท่าขนาดใหญ่ได้ไหมก็ต้องบอกว่าเฉพาะลำพังงบประมาณที่รัฐให้ไป จะไม่พอ

พิธีกร : ดังนั้นคือไม่ใช่ปัญหาว่างบไม่พอ ที่จะไปจ่ายให้กับโรงเรียนขนาดเล็กแต่ว่า นี้คืออยากจะเห็นการใช้งบประมาณอย่างมีคุณค่า ใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวเนื่องอย่างมีคุณค่าเพื่อที่จะก่อให้ระบบการศึกษา สถาบันการศึกษา มีคุณภาพในการทำให้เด็กที่ไปเรียนเหล่านั้น มีคุณภาพที่ดีขึ้น

นายพงศ์เทพฯ : ที่เราเน้นนะครับ ก็คือเรื่องของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เรื่องงบประมาณถ้าจะใช้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่เป็นเรื่องที่ตามมาเป็นผลพลอยได้ ไม่ได้คิดเรื่องงบประมาณเป็นหลักเลย

พิธีกร : ไม่ได้คิดเรื่องงบประมาณเป็นหลัก

นายพงศ์เทพฯ : เน้นเรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก เพราะเราเห็นปัญหาของโรงเรียนเหล่านี้อยู่ นะครับซึ่งก็ถึงบอกครับว่าเขาทำกันมาตั้งแต่ปี 2536 ยุบรวมไปแล้ว 3 พันกว่าโรงเรียน ที่ผ่านมาทุกปีก็มีการยุบรวมมาตลอดนะครับ

พิธีกร : แต่ก็มีเสียงคัดค้านออกมา บอกว่าการที่ไปยุบโรงเรียนขนาดเล็กอาจจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 49

นายพงศ์เทพฯ : คือการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมไม่ได้หมายความว่าต้องไปจัดที่หน้าบ้านของทุกบ้านใช่ไหมครับ ปัจจุบันถ้าเราดูอย่างระบบอุดมศึกษา มีสถาบันอุดมศึกษา ถามว่าทุกอำเภอไหม ไม่ทุกอำเภอครับ แต่ไม่มีใครตำหนินะครับ ว่าเราจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ไม่ทั่วถึงนะ โรงเรียนทั้งหลายก็เหมือนกันพื้นที่ใหม่ๆ ขณะนี้ที่ชาวบ้านไปตั้งถิ่นฐานกันอยู่ใหม่ๆหลายแห่งก็ยังไม่มีโรงเรียน ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ ตั้งมาสมัยเดิม สมัยเดิมการเดินทางลำบาก ต้องตั้งให้กระจายโรงเรียนมาก ๆ แล้วก็สมัยเดิมบางพื้นที่อาจจะมีคนอยู่มาก นักเรียนเพียงพอก็กระจายตั้งโรงเรียนขึ้นมา ปัจจุบันการขนส่งการเดินทางสะดวก การเดินทางจากที่สมัยก่อนการเดินทางไกล เดี๋ยวนี้เอารถนั่งไปอาจจะแค่ 15 นาทีถึง เพราะตรงนี้การขนส่งนักเรียนไปเรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพ มากกว่ากลับเป็นประโยชน์ได้การศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การศึกษาที่ไร้คุณภาพ

พิธีกร : พอพูดถึงงบประมาณจากเรื่องของการจัดระบบขนส่งได้มีการตั้งงบประมาณต่างหากมาดูแลการเดินทางของนักเรียนเห็นว่าในบางพื้นที่จะมีการซื้อจักรยานให้นักเรียนด้วย

นายพงศ์เทพฯ : อย่างที่บอกครับว่า ถามว่าอย่างโรงเรียนที่มีนักเรียน สมมติเขามีสัก 10 คน แล้วผู้ปกครองนักเรียนบอกว่านี้โรงเรียนที่เขาจะไปจัดให้ซึ่งเขาพอใจอยู่ห่างไปแค่ 4 กิโลเมตรหรือ 3 กิโลเมตร เขาบอกว่ากรณีอย่างนี้จัดจักรยานให้แล้วกัน แล้วเขาใช้จักรยานไปกันเอง เขาสะดวกเขาพอใจอย่างนี้ น้อยเราก็จัดจักรยานให้แทนที่ต้องไปจัดรถขนใช่ไหมครับ

พิธีกร : เพราะฉะนั้นนี่คือต้องมีการพูดคุยร่วมกัน

นายพงศ์เทพฯ : ต้องหารือ ต้องฟัง ฟังผู้ปกครอง ครู นักเรียน แล้วก็ฟังชาวบ้านในละแวกนั้น อีกส่วนหนึ่งครับถามว่าโรงเรียนสมมุติว่า มีการยุบไปรวม แล้วไม่ได้ใช้โรงเรียนนั้นเพราะมันผุพังมากทรุดโทรมมากที่ตรงนั้นจะเอาไปทำอะไร ที่ตรงนั้นมีหลายแห่งสมัยที่สมัยที่ผ่านมาเรายุบริวารไป อบต.มาขอใช้ก็มี หรือชาวบ้านมาขอให้ทำเป็นการศึกษานอกโรงเรียนก็ดี เป็นศูนย์โอทอปก็มี ทั้งโรงเรียน อาคารต่างๆ นั้น ซึ่งไม่ได้ใช้แล้วก็สามารถไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นสำหรับหมู่บ้านและชุมชนได้

พิธีกร : ดังนั้นการตัดสินใจที่จะยุบรวมต่างๆ ไม่ใช่คำสั่งของทางกระทรวงศึกษาธิการ แต่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทั้งโรงเรียน ของทั้งชุมชน ของทั้งนักเรียน คุณพ่อคุณแม่ ที่อยู่ในชุมชนเป็นคนตัดสินใจร่วมกัน

นายพงศ์เทพฯ : ผอ.ทั้งหลายต้องไปทำความเข้าใจไปฟังท่านเอาข้อมูลที่ถูกต้องไปให้ท่าน ดูว่าท่านคิดกันอย่างไร ถ้ามีความเห็นพ้องต้องกันว่าตรงโรงเรียนนี้เปิดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรลูกหลานต้องมาเรียนโรงเรียนนี้สภาพไม่ดีสู้ไปที่อื่นที่สภาพดีกว่า แล้วเราจัดการให้ได้ขนส่งให้ได้ อย่างนั้นเราก็จะจัดการควบรวมหรือว่ายุบรวม

พิธีกร : จะเห็นการควบรวมเป็นจำนวนเท่าไหร่ เมื่อไรบ้าง มีการตั้งเป้าไหมครับ

นายพงศ์เทพฯ : ไม่ได้ตั้งเป้าครับ

พิธีกร : ระหว่างนี้คือให้ทุกคนทำการบ้านไปเริ่มคุยกัน นายพงศ์เทพฯ : เพราะข้อมูลใหม่ของปีนี้จะมาแล้วเราจะเห็นข้อมูลใหม่

พิธีกร : ก็อาจมีเวลาอีกสักระยะหนึ่งในการที่จะไปพูดคุยกัน ทีนี้ครูที่จะไปรวมกับโรงเรียนที่มีการควบรวม ใครจะไปควบรวมกับใคร ใครเป็นคนตัดสินใจครับ

นายพงศ์เทพฯ : ที่เราควบรวมกันนี้ถือว่าเขาอยู่ด้วยกันทั้งหมดครับ ครูต่างๆเหล่านี้บางคนก็อยู่โรงเรียนเดิมของตัวเองแต่แทนที่จะสอนเด็ก 4 คนสามชั้น คุณได้สอนเด็กชั้นเดียว 20 คน

พิธีกร : ที่ท่านรองฯ บอกไปว่าตอนต้นถึงว่ามี 3 โรงเรียนที่ใกล้ๆ กัน โรงเรียนนี้โรงเรียนเดิมแทนที่จะสอน ป.1-ป.6 ก็สอนแค่ ป.1-ป.2 จำนวนนักเรียนที่มาจากทุกที่มาร่วมกันแบบนี้แต่ไม่ใช่ว่าปิดร้างไปเลยนี้คือบางส่วน

นายพงศ์เทพฯ : อันนี้คือควบรวม แต่บางโรงเรียนที่ผ่านมาในอดีต ก็มียุบรวม เพราะว่าโดยสภาพแล้วนี้ไม่มีศักยภาพ สภาพอาคารทรุดโทรมมาก มาสามารถจัดการศึกษาได้ดีอย่างนั้นชาวบ้านเห็นว่าควรจะยุบรวมกับที่อื่นดีกว่าซึ่งโรงเรียนใกล้ๆ ดีกว่ากันเยอะ อย่างนี้ก็มียุบรวมไปครับ

พิธีกร : ขณะเดียวกันในแง่ ของการจัดการศึกษาในบางครั้งนี้อยากจะให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้นมีคนบอกว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาลรายหัวแต่เพียงอย่างเดียวส่วนเรื่องของประชาชนในชุมชน อบต. อบจ.ต่างๆ ที่จะมีส่วนในการพัฒนาการศึกษาเหล่านั้น สามารถทำได้หรือไม่

นายพงศ์เทพฯ : จริงๆ ผมเรียนได้เลยครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีที่ท่านได้มาช่วยสนับสนุนการศึกษา โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ท่านมีงบประมาณสูงอย่างเช่น อบจ.บาง แห่งก็มาช่วยสนับสนุนการศึกษาเยอะครับขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนภาคเอกชนก็มาช่วยสนับสนุนการศึกษามาก เราจะเห็นว่าหลายแห่งจะมีผู้มีจิตศรัทธามาให้ทุนการศึกษามาบริจาคเงินสร้างอาคารมาพัฒนาโรงเรียนมาให้เงินมาทำโครงการต่างๆ เยอะเลยที่ผ่านมาคนไทยเป็นคนที่ให้ความสนใจในการที่มาบริจาคให้การศึกษาถือว่าเยอะมากพอสมควร ซึ่งเราก็ชื่นชมและขอบพระคุณท่านไปครับ

พิธีกร : เพราะฉะนั้นเอกชนอยากจะมีส่วนร่วมอยู่ก็ทำได้แล้วอย่างที่เราคุยกันในต้อนต้นว่าทุกคนมีส่วนว่าโรงเรียนนี้จะอยู่หรือไปอย่างไรไม่ใช่เป็นคำสั่งนะครับขณะเดียวกันถ้าเรามองไปว่าโรงเรียนบางแห่งที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่เป็นโรงเรียนที่สามารถจัดการได้เองในชุมชนก็ยังคงอยู่ต่อไป

นายพงศ์เทพฯ : โรงเรียนขนาดเล็กไม่ว่าเล็กขนาดไหนถ้าเขาจัดการศึกษาได้ดีเขาอยู่ได้เราให้อยู่ เราสนับสนุนให้อยู่และเป็นตัวอย่างให้คนอื่นมาดูงานด้วย พิธีกร : ไม่สั่งปิดขนาดเล็กต่ำกว่า60 แน่นอน

นายพงศ์เทพฯ : ที่ควรที่จะพิจารณาว่าจะอยู่ต่อไปคือเล็กไม่มีคุณภาพเพราะเราเป็นห่วงเรื่องคุณภาพการศึกษาที่เด็กจะได้รับ งบประมาณไม่มีปัญหาครับขณะนี้เปิดได้ทุกโรงเรียนเหมือนเดิมได้เราให้งบประมาณเหมือนเดิมได้ แต่ว่าถามว่าคุณภาพการศึกษานั้นนี้ในโรงเรียนหลายโรงเรียนที่เป็นขนาดเล็กหรือที่เล็กมากๆ ลูกหลานเขาเรียนแล้วคุณภาพการศึกษาต่ำอันนี้เป็นสิ่งที่เราอยู่เฉยไม่ได้

พิธีกร : มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าให้ทุกโรงเรียนเปิดไปเหมือนเดิมได้หรือไม่ งบประมาณแทนที่รัฐจะไปแจกแท็บเล็ตเปลี่ยนเป็นงบประมาณที่อัดฉีดเข้าไปอย่างโรงเรียนเหล่านี้สามารถทำได้หรือไม่ครับ

นายพงศ์เทพฯ : อย่างที่บอกครับ อย่างเรื่องแท็บเล็ต ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กได้ใช้มีความคุ้นเคยกับการใช้เครื่องแท็บเล็ต ซึ่งต่อไปก็เป็นเครื่องมือปกติของชีวิตมนุษย์ ปัจจุบันเห็นได้ว่าสมัยก่อนตอนแรกที่มีโทรศัพท์มือถือ มีไม่กี่คนครับที่มีโทรศัพท์มือถือปัจจุบันคนหนึ่งมีหลายเครื่องและเช่นเดียวกันครับจากโทรศัพท์เฉยๆก็มาเป็น โทรศัพท์ก็มาเป็น สมาร์ทโฟนก็เกือบเป็นคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ ปัจจุบันมีคนใช้สมาร์ทโฟนเยอะมาก ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ทั้งหลายคนรุ่นใหม่ในอนาคตต้องคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือเหล่านี้ แท็บเล็ตก็สอนทำให้เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้คือเด็กจะไม่ถูกจำกัดเด็กในต่างจังหวัดห่างไกลไม่ถูกจำกัดแต่ในหนังสือแค่ 2-3 เล่ม ที่เขามี

พิธีกร : เขาสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทั่วโลก

นายพงศ์เทพฯ : อันนี้เป็นการยกระดับความเท่าเทียมของการศึกษาขึ้นมา

พิธีกร : เพราะฉะนั้นในแง่ของการแจกแท็บเล็ตก็ยังคงมีต่อไป การสนับสนุนการศึกษาก็ยังคงมีต่อไปที่จะให้โรงเรียนแต่ละโรงเรียนนั้นสามารถอยู่ได้แต่คุณต้องมาประเมินตัวเองขณะเดียวกันท่านรองฯได้พูดถึงการปรับวิธีการเรียนการสอนในห้องเรียนด้วย ไม่ใช่ว่าเด็กนั้นท่องจำแต่เพียงอย่างเดียว นี้คือปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ ต่อการเรียนการสอนของเราด้วย

นายพงศ์เทพฯ : สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ คือการปฏิรูปหลักสูตรทั้งระดับอนุบาล ทั้งประถมและมัธยม การปฏิรูปหลักสูตรดูได้ตั้งแต่ช่วงแรกครับว่า เด็กควรจะเรียนอะไร เรียนอย่างไร เขาควรจะเรียนอะไรบ้าง สมัยก่อนเราถูกบังคับถูกสอนให้มานั่งท่องนั่งจำในสิ่งต่างๆ เยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยครับโตขึ้นไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ใช้ประโยชน์เฉพาะตอนสอบเท่านั้น เวลาเหล่านี้ที่เด็กไปท่องไปจำไปเรียนของที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ถูกตัดออกไปไแล้ว. ทำให้เขาไปเรียนในสิ่งที่พัฒนาตัวเขา เช่น ทำให้เขาเป็นคนใฝ่รู้ได้อย่างไร. เขารู้จักที่จะหาความรู้ได้อย่างไร เขารู้จักคิดวิเคราะห์ได้อย่างไร เจอปัญหาเค้าแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่เจอปัญหาเสร็จแล้ว ที่ครูสอนไม่เคยมี ตรงนี้ก็งงอยู่

พิธีกร : คือเป็นการสอนให้เด็กสามารถวิเคราะห์แก้ปัญหาเป็นมีการปรับหลักสูตรใหม่ทั้งหมดด้วยไหมครับ

นายพงษ์เทพฯ : ใช่ครับ ปรับหลักสูตรใหม่ทั้งหมดจะรวมไปถึงเรื่องของการทดสอบด้วยเพราะไม่ว่าเราจะปรับหลักสูตรอย่างไร ถ้าเกิดไปออกข้อสอบเป็นแบบที่ว่าจำตรงนั้นได้ไหม จำตรงนี้ได้ไหมซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจำเด็กก็จะกลับไปท่องจำในสิ่งที่ไม่จำเป็นทีนี้กรณีที่สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ ครูก็จะต้องเปลี่ยนบทบาทไม่ใช่ครูที่ไปถึงก็พูดอะไรที่นักเรียนต้องจำต้องท่อง แต่ครูถูกเสมอ คงไม่ใช่ ครูต้องเป็นคนที่กระตุ้นให้เด็กรู้จักคิดไม่ใช่ว่ามีโรงเรียนบางโรงเรียนสอนได้ดีเวลาเด็กถามครูเขาไม่ให้ครูตอบนะครับ เขาให้ครูตั้งคำถามกลับไปที่เด็กเพื่อให้เด็กคิดพอเด็กเริ่มคิดพอเขาเริ่มคิ ทดลองคิดเองได้สักเรื่อง 2 เรื่อง 3 เรื่อง ต่อไปเขาก็จะคิดเป็นได้หลายๆ เรื่อง

พิธีกร : เห็นว่ามีการจะส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของประชาธิปไตยในการเรียนตั้งแต่ในระดับชั้นเล็กๆ เลยเป็นยังไงครับตรงนี้

ายพงษ์เทพฯ : คือการอยู่รวมกันในสังคมประชาธิปไตยไม่ใช่มาบอกว่าการเป็นประชาธิปไตยคุณต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นคุณต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ ต้องให้เขาฝึกจนเป็นวิถีชีวิต

พิธีกร : คือให้เค้าเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เขาอยู่ในชั้นเรียนเลย

นายพงษ์เทพฯ : แล้วจากที่ทำทุกวันยกตัวอย่างครับ ถามว่าปัจจุบันเรามีปัญหา เวลาที่คนหนึ่งแสดงความคิดเห็นแล้วเกิดคนทั้งหลายไม่ฟังกันเลยสังคมจะอยู่กันยังไงคือไม่มีการฟังคนอื่นเลยถือว่าต้องฟังชั้นอย่างเดียวสังคมประชาธิปไตยก็ต้องสอนเด็กว่าเวลาที่คุณอยู่ในห้องใช่ไหมครับเวลาเพื่อนแสดงความคิดเห็นถึงคุณจะไม่เห็นด้วย คุณก็ต้องฟังเขา ให้โอกาสเขาจากนั้นแล้วคุณก็แสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยว่าเพราะอะไรอย่างมีเหตุผล ไม่โกรธกันขณะเดียวกันครูเองก็ต้องทำตัวอย่าง ถ้าเด็กพูดอะไรขึ้นมาครูต้องคิดว่าสิ่งที่เด็กพูดเด็กเสนอนั้นถูกหรือเปล่าไม่ใช่บอกว่าที่เธอพูดนะผิดเพราะ ครูเห็นอย่างนี้ต้องมานั่งคิดก่อนหลายๆครั้งครูก็ไม่ถูกนะครับหลายครั้งสิ่งที่เด็กพูดมามีเหตุผลก็ได้แต่การที่ครูฟังเด็กเด็กก็จะรู้ว่านั้นขนาดครู ครูยังฟังเราต่อไปเราเป็นใครก็ตามแต่คนอื่นเขาพูดเราก็ต้องให้ โอกาสเขาต้องฟังเขาวิถีชีวิตอย่างนี้เป็นวิธีชีวิตประชาธิปไตยซึ่งต้องทำด้วยการปฏิบัติทุกวัน

พิธีกร : ไม่ใช่ท่องจำ

นายพงษ์เทพฯ : ครับใช่ครับ

พิธีกร : วิธีนี้จะเปลี่ยนแปลงยังไงครับเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนกระบวนการอยู่ในโรงเรียนหรืออย่างไรครับ

นายพงษ์เทพฯ : ตรงนี้ก็ต้องเชิญคุณครูทั้งหลายมา หลังจากที่มีการปฏิรูปหลักสูตรแล้วว่าการสอนหลักสูตรใหม่เขาสอนแบบไหนทำความเข้าใจกัน การที่จะฝึกให้เด็กมีวิธีชีวิตประชาธิปไตยตัวอย่างก็มีครับ บางแห่งก็ทำอย่างเช่น ธรรมศาสตร์ อาจารย์ปริญญา ก็ทำตัวอย่างอยู่ก็เอาตัวอย่างพวกนั้นมาดูได้ว่าการที่ฝึกให้มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยเราทำกันอย่างไร

พิธีกร : ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องของกฎกระทรวงคุมประพฤตินักเรียนเห็นว่ามีการคืบหน้าเรื่องของการร่างทรงผมเป็นอย่างไรบ้างครับตรงนี้

นายพงษ์เทพฯ : ครับคือแต่เดิมทรงผมนักเรียนเคยมีกฎหมายสมัยปี2515 เขียนไว้ตอนนั้นให้บังคับให้ตัดผมข้างเกรียนต่อมาปี 2518 ก็ปรับว่าให้ไว้ผมไม่เลยตีนผมยาวไม่เลยตีนผมคือพูดง่ายๆ ไว้รองทรงต่างๆ ไม่มีปัญหาอนุญาตแต่ว่าทางปฏิบัติของเรานะครับเราก็ยังไปบังคับนักเรียนตัดผมเกรียนแบบเดิมอยู่ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลอะไรนะถามว่านักเรียนที่ถูกบังคับโดยไม่มีเหตุผลแล้วเราจะสอนให้เค้าเป็นคนในระบอบประชาธิปไตย เราไปบังคับโดยไม่มีเหตุผลกับเขาเราจะไปบอกให้เขามีเหตุผลมันไร้เหตุผลแต่ต้นแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เราได้ปรับแก้ได้บอกว่าหลังจากที่มาดูกฎกระทรวงเมื่อปี 2518 ผมก็ประกาศไปบอกว่ากฎกระทรวงเขาเป็นอย่างนี้นะทำความเข้าใจกันแล้วเราก็แก้กฎกระทรวงของเราใหม่ซึ่งตามกฎกระทรวงที่แก้ใหม่แล้วจะต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีหมายความว่าส่วนหนึ่งก็จะเหมือนกับกฎกระทรวงปี 2518 นั้นก็คือการไว้ผมสามารถจะไว้ผมยาวได้ไม่เกินตีนผมก็รองทรงได้อยู่แล้วนะครับ ผู้หญิงก็ให้ไว้ผมยาวหรือผมสั้นก็ได้ตามแต่เขาต้องการแต่ถ้าไว้ผมยาวก็ให้รวบให้เรียบร้อยอันนี้ก็เป็นส่วนที่เป็นหลักใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องทรงผมที่กำลังจะออกมา พิธีกร : จะออกมาคือต้องเข้าครม.เพราะเป็นกฎกระทรวง

นายพงษ์เทพฯ : ใช่ครับ

พิธีกร : ครับผม ท้ายที่สุดอีกเรื่องหนึ่งคือจะเปิดเทอมแล้วสิ่งที่หลายคนกังวลก็คือเรื่องรับน้อง กระทรวงศึกษาธิการเตรียมแผนอย่างไรในการที่จะเข้าไปตรวจตาดูแลเรื่องความประพฤติต่างๆของรุ่นพี่ในการที่จะดูแลรุ่นน้อง

นายพงษ์เทพฯ : ผมให้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษาสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งจะดูแลทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฎ ราชมงคลอะไรต่างๆรวมไปถึงอาชีวะทั้งหลายแล้วก็มีในส่วนของโรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นอาชีวะก็ได้ให้ทำหนังสือไปกำชับขอให้โรงเรียนทั้งหลายดูแลในเรื่องของการรับน้องว่าให้รับน้องตามกติกาที่กำหนดอย่าไปทำ อะไรในสิ่งที่ทำให้เค้าได้รับการบาดเจ็บอันตรายหรือเป็นการล่วงเกินทางเพศต่างๆ ให้ควบคุมดูแล สำหรับโรงเรียนที่เคยมีประวัติ มีประวัติการรับน้องต่างๆ เหล่านี้ก็ให้อาจจะต้องเชิญท่านผู้บริหาร โรงเรียน ผู้บริหารสถาบันมาคุยกันเป็นพิเศษให้ไปดูแลให้เข้มข้น เพราะว่าทุกครั้งที่มีการเปิดภาคเรื่องของการรับน้องก็มักจะมีเล็ดลอดออกมาให้เป็นปัญหาอยู่เนืองๆครับ

พิธีกร : วันนี้ขอบคุณท่านรองพงษ์เทพฯ มากนะครับ

นายพงษ์เทพฯ : ครับ สวัสดีครับ

พิธีกร : ท่านผู้ชมรับทราบแล้วนะครับว่าแนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะไปดูแลโรงเรียนที่ต่ำกว่า 60 คนนั้น ไม่ใช่เป็นการสั่งปิดโดยพลการนะครับแต่ว่าเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของคนไทยนะครับโดยการที่จะยุบรวมรวบรวมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับชุมชน อาจารย์ ผู้อำนวยการที่จะต้องมาพูดคุยกันว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณแต่อย่างใดเพราะว่างบประมาณนั้นยังมีเพียงพอในการที่จะดูแลการศึกษาของคนไทยอย่างแน่นอนครับ ช่วงนี้เราพักกันสักครู่ก่อนนะครับ ช่วงหน้าเรามาดูความพยายามในการปรับประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพหรือ Medical Hub ครับ

ช่วงที่ 2

พิธีกร : กลับสู่ช่วงที่ 2 ของรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนกับผม ธีรัตถ์ รัตนเสวี ท่านผู้ชมสามารถที่จะร่วมแสดงความเห็นผ่านทาง SMS ได้ที่หมายเลข 4221559 ครั้งละ 3 บาทปัจจุบันการบริการทางการแพทย์ของประเทศไทยได้รับการยอมรับ รัฐบาลนั้นจึงมีแนวคิดในการส่งเสริมที่จะทำให้ไทยนั้นกลายเป็นศูนย์กลางการบริการสุขภาพ หรือ Medical Hub แนวทางดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร มาสอบถามจาก นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สวัสดีครับ เรียนถามว่าปัจจุบันนี้เราเริ่มเห็นต่างชาติมาใช้บริการการแพทย์ในไทยเพิ่มมากขึ้น เห็นว่าล่าสุดรัฐบาลมีความพยายามที่จะบูรณาการทุกหน่วยงานร่วมกันที่จะทำให้ไทยนั้นเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์แบบครบวงจร ตรงนี้คืออะไรครับ

นพ.ประดิษฐฯ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : จริงๆ แล้ว อันนี้คือจุดมุ่งหมายของรัฐบาล ที่รัฐบาลเห็นว่า ประเทศน่าจะมีรายได้จากการที่มีการให้บริการทางด้านจากการแพทย์และสุขภาพซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้มาใช่บริการปีที่แล้วประมาณเกือบล้านคน มีรายได้เข้าประเทศประมาณ 140,000 ล้านบาท

พิธีกร : นี่คือต่างชาติที่มาใช้บริการการแพทย์ในประเทศไทยใช่ไหมครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ประมาณเกือบ 1,000,000 คน มีรายได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท รัฐบาลก็เห็นว่าในส่วนนี้ จริงๆ แล้วมีคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาเฉพาะเจาะจงเกือบล้านคนประมาณสักสามสี่แสนคนคิดว่าน่าจะเพิ่มได้มากกว่านี้ เพราะว่าเห็นเป็นตัวที่จะสร้างรายได้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็กำหนดไว้แต่แรกแล้วว่าจะให้ทางประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่จะให้บริการทางด้านการแพทย์และสุขภาพของอาเซียนครับ

พิธีกร : แต่ว่าการไปตรงนั้นเราต้องมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง เพราะว่าถ้าเรามองดูในข้างหนึ่งประชาชนบางส่วนยังต้องพึ่งพาบริการของโรงพยาบาลของรัฐอยู่ แล้วซึ่งก็อาจจะมีเสียงเรียกร้องว่าการบริการยังดีไม่เพียงพอตามที่ประชาชนเรียกร้อง แต่ว่าขณะเดียวกันก็มีโรงพยาบาลเอกชนพยายามที่จะดึงชาวต่างชาติมาใช้บริการ ตรงนี้มีภาพลักษณ์ด้านอะไรอย่างไรกันบ้างครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ตอนนี้คือต้องเรียนให้ทราบว่า ตั้งแต่นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีคือได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ถึงแม้เราจะให้เป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และสุขภาพแต่ทั้งหมดนั้นต้องไม่มีผลกระทบในทางลบต่อประชาชนคนไทย และเน้นในเรื่องของความร่วมมือกับภาคเอกชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้ทำคือ ทำตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งทางสภาพัฒน์ฯ ได้กำหนดไว้ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อันที่สองคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำคือการกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องว่า ถ้าเช่นนั้นประเทศเรามีจุดแข็งในเรื่องความก้าวหน้าทางวิชาการทางการแพทย์ รัฐบาลเราก็มาส่งเสริมในประเด็นนี้ แต่คนที่เราจะส่งเสริมเราชัดเจนว่าเราจะส่งเสริมเฉพาะภาครัฐ โรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ให้มีความสามารถทางด้านวิชาการ เพราะถ้าประเทศเรามีชื่อเสียงทางนี้คนต่างชาติก็จะเชื่อมั่นเข้ามา นอกจากนี้ผลอีกอย่างก็คือในเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาการ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลของรัฐสิ่งเหล่านี้ก็จะกลับมาสู่ประชาชน คนไทยเท่านั้น เพราะเราได้กำหนดแน่นอนแล้วว่า คนที่ให้บริการชาวต่างชาตินี้เป็นโรงพยาบาลของภาคเอกชนเท่านั้น และรัฐจะให้การสนับสนุนเฉพาะในเรื่องการอำนวยความสะดวกในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศว่ามีความก้าวหน้าทางวิชาการ เพราะฉะนั้นประชาชนชาวไทยจะได้จากภาครัฐบาลในฐานะที่จะมาส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการให้ภาครัฐนอกจากนี้ยุทธศาสตร์ที่สองคือ ลดความเหลื่อมล้ำคือ เราก็จะมาพัฒนาในส่วนหน่วยบริการของเราให้มีความสามารถ ให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมขึ้นมาไม่ใช่ว่าคนไทยจะได้มาตรฐานที่ต่ำกว่าเป็นเรื่องสองอย่าง ดังนั้นเราก็ทำไปคู่ขนานกันครับ

พิธีกร : ถ้าคุณหมอบอกว่าเราไปพัฒนาโรงพยาบาลของรัฐ ไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้วจะเกี่ยวอะไรกับภาคเอกชน ภาคเอกชนก็ต้องไปซื้อตัวคุณหมอที่อยู่ในภาครัฐมาให้บริการในภาคเอกชนมันจะเกิดปัญหาสมองไหลหรือไม่อย่างไรครับ

นพ.ประดิษฐฯ : อันนี้เป็นสิ่งที่เราก็คำนึงกันอยู่ เพราะที่ผ่านมาการที่คุณหมอท่านมาเรียนต่อแล้วกันนะครับ ส่วนมากคนที่อยู่โรงพยาบาลเอกชนมาเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางบางคนก็จบโรงพยาบาลศิลป์เฉพาะทางลึกซึ้งอีก ที่ผ่านมาระบบคือทางรัฐเองก็ไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนอะไร และเข้ามาก็จะได้เงินเดือนเพราะถือเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทน แต่ตอนนี้นโยบายใหม่คือคิดว่าในเมื่อรัฐจะลงทุนในเรื่องนี้เพื่อจะสร้างผลิตบุคลากรที่มีความสามารถทางวิชาการให้คนไทยแล้ว เราก็จะคิดถึงเรื่องต้นทุนที่แท้จริงต้นทุนที่แท้จริงหมายความว่าถ้าท่านมาเรียนแล้วมีต้นสังกัดคือมาทำงานในโรงพยาบาลของรัฐจะกลับไปทำงานโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐจะเป็นคนจ่ายให้ท่านนะครับ

พิธีกร : คือย่างเช่นว่า ถ้าเป็นคุณหมอที่อยู่โรงพยาบาลของรัฐแล้วต้องการที่จะศึกษาเฉพาะทางจะเป็นตาจะเป็นสูตินรีเวช ช่องท้องต่างๆ เหล่านี้มาเรียนต่อตามโรงเรียนแพทย์ที่ไม่ว่าจะเป็น ศิริราช รามา เหล่านั้น จะต้องแสดงเจตจำนงเลยว่ามีโรงพยาบาลของรัฐที่คุณจะกลับไปทำงานอยู่หรือไม่ แต่ถ้าเกิดคุณจะมาเทรนเพื่อที่จะออกไปเอกชน ตัวนั้นคุณต้องจ่ายเอง

นพ.ประดิษฐฯ : ต้องจ่ายเองค่าเล่าเรียนค่าเล่าเรียนตรงนี้เงินลงทุนที่รัฐทำให้เราก็จะคิดต้นทุนที่แท้จริงแล้วซึ่งทางโรงเรียนแพทย์ก็ได้คำนวณต้นทุน ปีหนึ่งประมาณสามสี่บาทแล้วแต่สาขาเพราะฉะนั้นถ้าท่านจบท่านไม่ได้ทำงานให้ประชาชนในภาครัฐแล้ว ท่านต้องจ่ายค่าเล่าเรียนตามจริง จะไม่เป็นอย่างเดิมแล้ว แสดงให้เห็นว่ารัฐเริ่มเข้ามาดูแล้วว่า ถ้าสมองจะไหลเราก็เข้าไปควบคุมไม่ให้คนไทยต้องมาเสียผลประโยชน์จากปัญหาสมองไหลนอกจากนี้เราก็ยังมีการกำหนดโควต้าอีกด้วยว่า เราจะให้โควต้าในเรื่องของคนที่มาเรียนแล้วกลับไปทำงานของรัฐให้มากขึ้น และกำหนดว่า ยกเว้นบางโควต้าเป็นสาขาที่ขาดแคลนจริงๆ ไม่มีคนเรียนบางสาขาอาจจะให้โอกาสว่า ขอให้มาเรียนก่อนแล้วกันเรื่องค่าเล่าเรียนเราก็จะยกเว้นให้ อันนี้คือแนวทางที่จะแก้ปัญหาสมองไหล

พิธีกร : อันนี้คือสำหรับแพทย์ที่มาศึกษาต่อเฉพาะทาง แต่ว่าแพทย์ที่จบการศึกษาภาคปกติคือพึ่งจบปริญญาตรี ปริญญาตรียังไม่เกี่ยวข้องตรงนั้น

นพ.ประดิษฐฯ : อันนั้นโดยปกติโดยระบบแล้วนั้น ก็พวกแพทย์พวกนี้มาเรียนก็มีสัญญาชดใช้อยู่แล้วว่า ในเมื่อจบแล้วต้องชดใช้ถ้าไม่ทำงานนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นมาตรการ เราก็จะกันตั้งแต่ว่ามาเรียนแพทย์จบแพทย์มาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางอันนี้ก็ทำชัดเจน

พิธีกร : เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะมีการพัฒนาให้บุคคลากรทางการแพทย์เพื่อให้บุคคลากรมีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ แสดงว่าในแง่ของการพัฒนางานวิจัยต่างๆทำให้หมอไทยเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ก็เท่ากับว่าต้องพัฒนาร่วมกันทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ

นพ.ประดิษฐฯ : ใช่ครับ เพราะโรงเรียนแพทย์ที่เราเอ่ยชื่อกันมาทั้งหมด ศิริราช รามา จุฬาต่างๆ ไม่ได้ขึ้นต่อกระทรวงสาธารณสุขนะครับ ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นหน่วยงานสังกัด มหาวิทยาลัย ซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมาทำงานร่วมกัน ท่านนายกฯ ก็ได้มีการจัด workshop ในเรื่องนี้เพราะว่าท่านก็อยากให้มีการทำงานแบบบูรณาการเพื่อจะได้ลดการลงทุนที่มันซ้ำซ้อนกัน เพราะทุกคนจะเป็นศูนย์อย่างเดียวกันและจะมาดูจุดแข็งของแต่ละที่ หรือจุดบางจุดที่ต้องการให้เราเพิ่มเติมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของมาตรฐาน อันนี้เราก็จะมาทำงานร่วมกันทรัพยากรจะได้ใช้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ท่านนายกฯ เมื่อวานได้มีการจัดทำ workshop เพราะ workshop ตัวนี้ต้องมีการมาคุยถึงเรื่องแผนพัฒนากำลังคนอีกว่าเราอยากจะได้หมอด้านไหนที่ขาดแคลน โรงเรียนแพทย์ด้านไหนที่จะผลิตแพทย์ให้เยอะขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เรามาทำ workshop ครับ

พิธีกร : คือเป็น Road Map ทั้งหมดของประเทศ ว่าการที่ไทยจะเดินหน้าไปเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และสุขภาพ หรือ Medical HUB ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงสภาพัฒน์ฯ ทุกคนจะต้องเดินหน้ามาด้วยกันและมาวางว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร คือต้องปูทางตั้งแต่ 0 ถึง 10

นพ.ประดิษฐฯ : เรามาดูละเอียดตั้งแต่ว่า 1. เช่น ในภาคที่เรามีความเข้มแข็งมาต่อยอดเพื่อเป็นจุดขายของประเทศ เราก็จะมีการวางแผนพัฒนาแพทย์เรียกว่าต่อยอด

พิธีกร : เห็นว่าจะมีการต่อยอด ก่อนหน้านี้มีคนมาใช้สปาในบ้านเราแพทย์แผนไทยบางส่วนเหล่านั้นในบ้านเราจะเอาสุขภาพแผนปัจจุบันมาเสริมต่อไปด้วย

นพ.ประดิษฐฯ : คือว่าคำว่าต่อยอด คือสาขาแพทย์บางอย่างที่คนต่างชาตินิยมมาใช้อยู่แล้ว เช่น พลาสติก ศัลยกรรมกระดูก หัวใจ หรือทันตกรรมต่างๆ เราจะทำให้เข้มแข็งมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น ส่วนสาขาอื่นเราก็จะมาสร้างพัฒนาให้มีความเข้มแข็งและไม่มีความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานตามมาและก็จะทำงานแบบบูรณาการเพราะว่าตัวนี้จะไปสอดคล้องกับอย่างอื่นยกตัวอย่าง เช่น จะทำภาพพจน์ประเทศไทยมีชื่อเสียงทางวิชาการ ก็จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการทางการแพทย์ ก็ต้องไปร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อีก เพื่อจะเข้าไปบิดดิ้ง เพราะการประชุมพวกนี้ไม่ใช่ว่าเราเดินไปขอแล้วก็ทำนะครับ เพราะพวกนี้คือการสร้างอำนวยชื่อเสียงของประเทศและทำรายได้ให้ประเทศเพราะจะมีคนเข้ามาประชุมทีละ 3,000- 4,000 คน และจะมีคนติดตามเข้ามา การใช้จ่ายเงินภายในประเทศมันเกิดผลอยู่เยอะ ก็ต้องร่วมมือกับ ททท. ที่จะเข้าไปบิดดิ้งอย่างเป็นมืออาชีพ เพราะว่าทางราชวิทยาลัยต่างๆ เป็นองค์กรมืออาชีพทางการแพทย์ ก็จะไปส่งเสริมตรงนี้ ถ้าเรามีประชุมเรื่องแพทย์เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพบ่อยๆ ชื่อเสียงของเราก็จะดังในเรื่องนี้และก็มีรายได้เข้าประเทศ นี่เรื่องที่ 1 เรื่องที่ 2 เราก็จะต้องมาต่อยอดวิจัยต่างๆ ที่จะมีอยู่เพราะจะได้มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ นอกจากนี้ก็พัฒนา Product ต่างๆ ที่เราจะมี Product ด้านสุขภาพในเรื่องของแพทย์แผนไทยต่างๆ ที่เราจะเลือกแชมป์เปี้ยนขึ้นมาด้วย แล้วก็ภาพอีกอย่างที่เราต้องมาต่อยอดคือในเรื่องของอุตสาหกรรม ในเรื่องของ health tourism เพราะเขาจะเข้ามาในรูปแบบตรวจสุขภาพอะไรต่างๆ ตรงนี้กระทรวงท่องเที่ยวจะเอาจุดขายและก็เอามาบวกกับชื่อเสียงทางการแพทย์เรา และชื่อเสียงอีกอย่างที่ประเทศไทยเราเป็นเลิศทางการบริการ เพราะฉะนั้นถ้าเอามาบวกกันได้ก็จะทำงานร่วมกันได้ ท่านนายกฯถึงเน้นการทำงานแบบบูรณาการ

พิธีกร : กลับไปที่เรื่องแรก ท่านรัฐมนตรีพูดถึงการจัดการประชุมเชิงวิชาการทางการแพทย์มีความสำคัญกันอย่างไรครับในการที่จะทำให้ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ จะได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่าหมอไทยคนนี้เจ๋ง หมอไทยคนนี้เก่งด้านนั้นแต่สามารถที่จะดึงแพทย์จากทั่วโลกมาที่ประเทศไทยได้เห็นศักยภาพของแพทย์ไทย ตรงนี้จะทำให้ได้รับยอมรับมากกว่าหรอครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ใช่ครับ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดแพทย์ไทยก็ได้มีโอกาสเข้าไปนำเสนอผลงานนักวิชาการต่างๆ ขึ้นมาเป็น Reference ว่าเรามีความสามารถอย่างไรก็ตามนอกจากนี้เรายังพัฒนาเป็นศูนย์กลางผลิตแพทย์ใน region ในเขตนี้ เพราะว่าคนที่มาเรียนประเทศเราก็จะได้มองประเทศเราเป็นประเทศอาจารย์เหมือนกับที่เราไปศึกษาประเทศเมื่อก่อน อเมริกา อังกฤษ กลับมาเราก็ต้องหวัง อังกฤษ อเมริกา เจริญ ตอนนี้เราก็จะวางตัวของเราเป็นอย่างนั้น

พิธีกร : ซึ่งก็เลยต้องไปพัฒนาในแง่ของหลักสูตรคุณภาพศึกษาที่บอกต้องคุยกับทางกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องไปปรับหลักสูตรในโรงเรียนแพทย์ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

นพ.ประดิษฐฯ : ครับ ต้องแพทยสภาด้วยครับ เป็นตัวคุมการผลิตแพทย์ทั้งหมดครับ

พิธีกร : เมื่อสักครู่คุณหมอได้พูดถึงเรื่องของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไทยในเชิงสุขภาพเราเห็นการเติบโตกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้เขาได้รับบริการที่ดีรวมถึงการอำนวยความสะดวกทั้งในแง่ของการเดินทางเข้ามา ทั้งในแง่ของการรักษาพยาบาลอย่างครบวงจรน.พ.ประดิษฐฯ : กลุ่มนี้นะครับเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่ พอสมควร ใน 1 ล้านคนที่ผมพูดมา เกริ่นเอ่ยมาตอนต้น ในกลุ่มนี้ ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ กลุ่มนี้สิ่งที่เราทำอำนวยความสะดวกในแง่ของ รัฐก็คือ ตั้งแต่เช่น ถ้าเข้ามารักษาบริการ เราก็จะมีการทำ Medical visa ให้เพราะว่าการที่จะเข้ามาในฐานะปกติอย่างนี้เข้ามารักษาวีซ่าได้แค่ 30 วัน คงจะอยู่ไม่พอ พิธีกร : อ่อ บางคนต้องอาจรักษาระยะเวลายาวนาน 3 เดือน 6 เดือน

นพ.ประดิษฐฯ : เราก็อำนวยความสะดวกมี Medical visa สามารถเอาผู้ติดตามมาได้อีก 4 คน แต่ต้องมีใบรับรองแพทย์ แล้วก็อยู่ได้ถึง 90 วัน เราก็ได้เริ่มไปในกลุ่มประเทศอาหรับแล้ว เราคงจะขยายต่อไปในกลุ่มประเทศอื่นๆ อันนี้ก็คือเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะทำตรงนี้ นอกจากนี้เราก็มีการเข้าไปทำโฆษณาภาพลักษณ์ของประเทศในนานาชาติ ตอนนี้เราจะไม่โฆษณาในประเทศไทยอย่างเดียว เราจะเข้าไปสร้างภาพลักษณ์ประเทศว่า เรามีความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างไร แล้วเรามีจุดแข็งอย่างไร เพื่อให้คนกลุ่มนั้นนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศนั้น เช่น กลุ่มสวีเดน กลุ่มอะไรต่างๆเข้ามาเที่ยวประเทศไทยปีหนึ่ง 6 แสนกว่าคนจะได้เข้ามาใช้บริการต่างๆเป็นบริการเสริมที่เขาเบิกไม่ได้หรือแพง เช่น มาทำฟัน มาตรวจสุขภาพอะไรต่างๆ นะครับ อันนี้ผมต้องเรียนว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำ เพราะว่าบางท่านอาจจะมองว่าเอ๊ะทำไมเราต้องไปทำโฆษณาประเทศอย่างนั้น แล้วคนมาใช้บริการภาคเอกชน สิ่งที่ต้องอธิบายชัดเจนคือว่า มันก็เหมือนเราโฆษณาให้คนมาเที่ยวประเทศไทย คนมาก็ไปพักโรงแรมเอกชน ไปพักไปใช้บริการเอกชน แต่สิ่งที่รัฐจะได้ก็คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เขาเข้ามาใช้ประเทศไทยนอกจากภาษีที่ผู้ประกอบ การจะเสียให้แล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้นจะเป็นผลประโยชน์ต่อเมืองไทยของเรานะครับ

พิธีกร : เพราะฉะนั้นงบประมาณที่รัฐบาลจะใช้ในการพัฒนาให้ไทยเป็น medical hub ไม่ใช่เป็นงบประมาณที่ไปใช้ในการเอาเงินไปอุดหนุนภาคเอกชนใช่ไหมครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ไม่ครับ คือชัดเจนเลยครับว่านโยบายท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเราจะช่วยภาคเอกชนในเรื่องของการสนับสนุนอำนวยความสะดวกเท่านั้น

พิธีกร : แต่ว่าสิ่งที่จะเราทำก็คือไปยกระดับคุณภาพในส่วนของภาครัฐให้ประชาชนได้บริการที่ดีขึ้นคุณหมอเก่งมากขึ้นใช่ไหม ส่วนในแง่ของการบริการในฝั่งภาครัฐเองในเมื่อเราจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์บริการทางการแพทย์การยกระดับขึ้นมาจะมีการพัฒนาอย่างไรด้วยไหมครับ

นพ.ประดิษฐฯ : อันนี้เราถึงมาทำ workshop เมื่อวานนี้ครับว่าโรงเรียนแต่ละแห่งจะมาคุยกันแล้วว่าโรงเรียนแพทย์นี้จะพัฒนาต่อยอดไปทางด้านโรคหัวใจ โรคตับ โรคอะไรต่างๆ โรคทางด้านgenetic โรคอะไรต่างๆ แล้วจะได้ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้มามีการผลิตคนไม่ซับซ้อนกัน อันนี้คือสิ่งที่ชัดเจน ความร่วมมือภาคเอกชนเองเราก็จะได้มาร่วมมือกันว่าเช่น เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ จะมาแบ่งกันใช้ได้ไหม เพราะจะได้ไม่ต้อง 1.คุณหมอต่างๆ เรื่องสมองไหลก็อาจจะอยู่ที่เดิมแต่ถ้ามีคนไข้มาผ่า เราก็ได้ฝึกฝีมือได้อะไรต่างๆ อีกด้วย แล้วก็ภายในประเทศไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศไปซื้อเครื่องมือหลายๆ เครื่องพร้อมกันอันนี้ก็คือความร่วมมือ

พิธีกร : ดังนั้นบทบาทของโรงพยาบาลของภาครัฐก็จะยังคงเป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการคนไทยต่อไป

นพ.ประดิษฐฯ : แน่นอนชัดเจนครับ คือเป็นโรงพยาบาลซึ่งให้จะให้บริการกับคนไทย แต่เราไม่ปฏิเสธต่างชาติ เพราะอย่างเช่นอุบัติเหตุฉุกเฉินมาก็ต้องดูแลหรือเราก็ไม่ได้ทำโรงพยาบาลเราให้เหมาะสมกับคนต่างชาติ เช่น ไปมีล่ามไม่มีอะไรเราจะบริการแต่คนไทยเพราะฉะนั้นคนต่างชาติจะเดินเข้ามาก็เป็นเรื่องของท่านแต่เราหนักที่คนไทยอย่างเดียว

พิธีกร : ขณะเดียวกันบทบาทของโรงพยาบาลของรัฐจะมีส่วนช่วยอย่างไรในการที่จะดูแลสุขภาพคนไทย เพราะว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ตรงนี้ด้วยไหมครับที่จะต้องการเตรียมความพร้อมที่จะทำให้คนไทยใส่ใจเรื่องสุขภาพรักษาสุขภาพเพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นปัญหาโรคเลือด ปัญหาความดัน เป็นปัญหาใหญ่ 13 ล้านของคนไทยที่ป่วยเป็นโรคเหล่านี้

นพ.ประดิษฐฯ : อันนี้เป็นเรื่องสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขเพราะว่าสิ่งที่เรากำลังทำในขณะนี้คือพยายามจะลดโรคเรื้อรังต่างๆ เพราะโรคเรื้อรังต่างๆ ทำให้คนไทยสุขภาพอ่อนแอ อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้ก็จะมีอายุยืนยาวไป แต่เราอยากให้เป็นคนที่มีอายุยืนที่แข็งแรงดี เพราะมิฉะนั้นเมื่อไปถึงตายแล้วก็จะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายกลับจะยิ่งมากขึ้นอีก เพราะว่าการที่ทำให้คนอายุยืน ก็คือเอาค่าใช้จ่ายจากปัจจุบันไปใช้ในอนาคต ถ้าเกิดเราไม่ทำให้คนผู้สูงอายุในอนาคตแข็งแรงท่านจะไปใช้เงินในอนาคตเรามากขึ้น เพราะฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุขเราจะเตรียมคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อจะไปสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ

พิธีกร : กลับมาในฟากของภาคเอกชนที่จะต้องมีการปรับตัวรองรับจะมีการไปพูดคุยกับเอกชนอย่างไร ในการที่เขาจะต้องมีมาตรฐานที่เหมาะสมที่จะรองรับนักท่องเที่ยว หรือว่าเป็นคนที่มาใช้บริการสุขภาพที่อาจจะมีความต้องการที่หลากหลายกันออกไปครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันแล้วนะครับ แต่ว่าในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเราเองผมก็ให้นโยบายไปแล้วว่าจากมาตรฐานที่เราใช้ในเรื่องของกองประกอบโรคศิลป์ เราก็ใช้ส่วนมากจะเป็นเรื่องของตัววัตถุมากกว่าว่าจะเปิดโรงพยาบาลต้องมีอะไรบ้างอย่างน้อยเกณฑ์ต่างๆ แต่ตอนนี้ผมก็ให้เพิ่มเกณฑ์ว่าท่านต้องมีมาตรฐานอย่างที่เราเรียกว่ามาตรฐาน HA มาตรฐานอะไรต่างๆหมายถึงว่าต้องมีขบวนการงานที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากนี้เองเราก็ยังไปวัดถึงคุณภาพของการรักษาด้วยว่า คนไข้ที่เขามาในโรงพยาบาลนี้มีคุณภาพการรักษาอย่างไรอยากจะขอรายงานผลอย่างเช่น มีสถิติการผ่าตัดแล้วมีการติดเชื้อเยอะขึ้นไหมอะไรต่าง ๆ นี่คือคุณภาพการรักษานอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการซึ่งชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่าmediator หรือไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งทางการแพทย์ ซึ่งจุดประสงค์เราเข้ามาดูว่าถ้าเกิดประชาชนเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติหรือคนไทยปัญหาจะเกิดขึ้นอยู่สองอย่างก็คือมีค่าใช้จ่ายที่เกินไปหรือไม่ แล้วเกินอย่างสมควรหรือไม่ เราก็จะเข้าไปดูในกรณีนี้ แต่เราจะใช้คำว่าไกล่เกลี่ย เพราะเราไม่อยากจะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าไปทันทีเพราะจะเกิดการเผชิญหน้ากรรมการจะเข้าไปดูว่าค่าตรวจค่ารักษาต่างๆ ท่านได้รับการตรวจอย่างเหมาะสมหรือไม่สมควรจะได้รับการตรวจเอกซเรย์อย่างนั้นไหม ไม่ใช่ถูกหลอกไปเอกซเรย์นะ อันนี้อันที่หนึ่ง พอตรวจสอบเสร็จแล้วเราก็จะไปดูในเชิงของราคาว่าเหมาะสมกับราคาไหมที่เขาชาร์ตกันทั่ว ๆ ไป

พิธีกร : พอพูดถึงราคาเราก็เห็นว่าการให้บริการทางการแพทย์บ้านเราในปัจจุบันถือว่าราคาอาจจะยังไม่สูงมากนักเพราะว่าเรามีต่างชาติมาใช้บริการมากแต่ว่าจะทำอย่างไรที่ให้เกิดเป็นราคาที่มาตรฐาน จำเป็นหรือไม่ที่แต่ละสถานพยาบาลสถานประกอบการต่าง ๆ ด้านสุขภาพเหล่านี้จะต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจนหรือว่ากระบวนการอย่างไรที่ให้คนที่มาใช้บริการรับทราบสิ่งที่เขาจะถูกทำต่อไป แล้วก็ราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อที่จะไม่ต้องเข้าสู่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเหล่านี้

นพ.ประดิษฐฯ : ตัวราคาในโรงพยาบาลเอกชนค่อนข้างมีปัญหานิดหน่อย เพราะว่ามีต้นทุนค่าบริการที่แตกต่างกัน คงอยู่ในส่วนของว่าแต่ละระดับของโรงพยาบาล แต่ว่าอย่างไรก็ตามแพทย์สภาเขาเคยกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีตัวเลขอย่างน้อยประกาศให้ประชาชนรู้ว่าค่ารักษาพยาบาลของท่านเท่าไหร่มีตัวเกณฑ์มาตรฐาน แต่ตัวที่มันอาจจะต่างกันในเรื่องคุณภาพกับสถานที่ซึ่งแต่ละที่ลงทุนไม่ เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขเราไปควบคุมโดยตรงขนาดนั้นไม่ได้ แต่เราก็จะเข้าไปดูจัดกลุ่มว่าโรงพยาบาลในกลุ่มที่มีเกณฑ์มาตรฐานอย่างนี้ให้บริการขนาดนี้ราคาโดยเฉลี่ยในกลุ่ม ประมาณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นท่านก็จะได้รับราคาในกลุ่มประมาณอย่างนั้นท่านคงจะเอาโรงพยาบาลในเกรดสามดาวไปเทียบกับห้าดาวไม่ได้ว่าราคาต้องเท่ากัน แต่อย่างน้อยท่านก็จะได้ในกลุ่มราคาที่ เหมาะสม

พิธีกร : แต่อย่างน้อยการที่มีคณะกรรมการไกล่เกลี่ยขึ้นมาตรงนี้ก็เท่ากับว่าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้มีการเข้าใจและก็สื่อสารตรงซึ่งกันและกันว่าสิ่งที่คนไข้กำลังจะได้รับการทำต่อไปไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์การดำเนินการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ คือคณะกรรมการนี้ต้องมีเป็นแพทย์เลยใช่ไหมครับ มาดูว่าอย่างเช่นโรงพยาบาลนี้ส่งไปทำเอกซเรย์ควรทำหรือเปล่า

นพ.ประดิษฐฯ : ใช่ครับ ควรทำไหมและมีราคาเหมาะสมไหมเพราะราคาที่ท่านคิดมาเป็นราคาที่อยู่ในค่าเฉลี่ยโรงพยาบาลระดับเดียวกันนะ ถ้าอย่างนี้ก็คงเป็นที่ยุติแล้วพอใจกันทั้งสองฝ่ายแต่จะไปถามว่าทำไมแพงกว่าโรงพยาบาลนั้น 3% 4% อันนี้คงตอบยาก เพราะมันมีต้นทุนที่ต่างกันแต่ถ้าเกาะกลุ่มกันโดยค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกันผมก็คิดว่าเหมาะสมยุติธรรมแล้ว

พิธีกร : ซึ่งการประชุมแบบนี้จะมีการดึงภาคเอกชนมามีส่วนร่วมอย่างไรต่อไปด้วยไหมครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ท่านนายกฯ ให้นโยบายชัดเจนว่าต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมอีกทีว่าในการที่เราทำอย่างนี้ภาคเอกชนต้องการให้เราสนับหนุนอย่างไรในเรื่องการอำนวยความสะดวกในเรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน อันนี้การ Workshop ครั้งแรก และก็จะมีครั้งต่อ ๆ ไปโดยที่กำหนดกันเลยว่าอีกประมาณ 6 อาทิตย์ การคุยกันแล้วและก็จะนำเสนอท่านนายกฯ อีกทีถ้าท่านเห็นชอบเรื่องนี้ก็จะมีแผนระยะยาว 5 ปี จะพิจารณาเข้า ครม. ต่อไป

พิธีกร : ในแง่ของค่ารักษาพยาบาลถ้าผมเป็นคนไทยใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ต่างชาติ มาใช้โรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจะมีการลักลั่นกันอย่างไรหรือว่าพอโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นต่างชาติมากค่าใช้จ่ายที่เก็บจากคนไทยก็จะพุ่งสูงขึ้นไปจะเกิดอะไรขึ้นตรงนี้ไหมครับ

นพ.ประดิษฐฯ : ผมคิดว่าคนไทยโดยหลักรัฐบาลให้การดูแลอย่างดีแล้วว่า เรามีระบบ 30 บาท รักษาทุกโรคนะครับ ท่านใช้บริการของโรงพยาบาลของรัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ถ้าไปโรงพยาบาลเอกชนมันก็ต้องจ่ายค่าส่วนต่างเหมือนกับเรานั่งเครื่องบินไปด้วยกัน คนไหนจะนั่ง business นั่ง first ก็อีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ในโรงพยาบาลต่างชาติโรงพยาบาลเอกชนผมคิดว่ามีอัตราที่แตกต่างกันเพราะว่าดูแลต่างชาติจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก บุคลากรที่เอามาใช้ต้องพูดภาษานั้นได้ เพราะถ้าท่านไปใช้ในอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนไทยด้วยกันต้นทุนการ บริการจะต่างกัน เพราะฉะนั้นราคาก็คงจะต่างกัน แต่ผมคิดว่าค่าบริการในส่วนของทางการแพทย์ของหมอของอะไรต่างๆ ก็น่าจะเหมือนกัน

พิธีกร : ครับ มีการตั้งเป้าไหมครับว่า ถ้าแผน 5 ปีที่จะเกิดขึ้นจะเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็น medical tourist เรานี้เติบโตเท่าไหร่ ปัจจุบันนี้ที่มีเกือบๆ ล้านคนนะครับ

นพ.ประดิษฐฯ : คือ เราวางแผนไว้อย่างน้อยรายได้โตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ที่เราวางแผนไว้ 5 ปี แต่ว่าอันนี้ก็คงเป็นความสามารถของภาคเอกชนที่จะทำเราก็สนับสนุนในแผน 5 ปีเราเนี่ยคงต้องใช้เวลาพอสมควรเพราะว่ามีการสร้างทีม สร้างคน ผลิตหมอใหม่ ไม่ใช่ว่าเรามาเริ่มที่เรามีอยู่แล้ว ก็คงจะเป็นการรักษาความมั่นคงใน 5 ปีข้างหน้า แต่ว่าใน 5 ปี ครั้งนี้เป็นเรื่องของรัฐก็จะเข้าไปอำนวย ความสะดวกให้ เอกชนทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น อย่างเช่นการให้ Medical Visa ให้ประเทศอาหรับ เรากำลังจะไปต่อรองให้ประเทศสแกนดิเนเวีย ในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ได้ตัวนี้หรือไปเจรจาระหว่าง รัฐบาลต่อรัฐบาลส่งคนไข้เข้ามารักษา อย่างนี้นะครับเป็นเรื่องที่เราจะวางแผนในเรื่องนี้

พิธีกร : เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็คือ เป็นหน้าที่ในการที่เดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้คนนั้นมีความมั่นใจในการรักษาสุขภาพของประเทศไทย ขณะเดียวกันหลังบ้านกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาก็พัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่เอกชนก็จะต้องมีการพัฒนามาตรฐานการบริการให้ได้ JCISA ต่างๆ ที่ ISO ควรจะมีในระบบสากลเหล่านี้ แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่ทอดทิ้งคนไทยเมื่อไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคบุคลากรคนไทยได้อานิสงส์ไปเต็มๆ

นพ.ประดิษฐฯ : ใช่ครับ เพราะว่าพัฒนาที่โรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ชัดเจนและก็ไม่ได้ไปลงทุนในโรงพยาบาลเอกชน

พิธีกร : และก็ย้ำว่าไม่ได้เอางบประมาณไปช่วยเอกชน นี่คือเอางบประมาณที่รัฐมีนั้นไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรประเทศโดยรวม แล้วก็โดยเน้นที่โรงพยาบาลของรัฐ วันนี้ขอขอบพระคุณนายแพทย์ ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมากครับ สวัสดีครับ ท่านผู้ชมรับทราบแล้วนะครับว่าการพัฒนาการแพทย์ของไทยได้รับการตอบรับไปทั่วโลกแล้วว่ารัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องนะครับ ในการที่จะส่งเสริมให้ไทยนั้นก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์แบบครบวงจรนะครับ โดยมีการวางแผนร่วมกันกับทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงสภาพัฒน์ฯ ที่จะพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ขณะเดียวกันก็เป็นการยกระดับคุณภาพให้บริการแก่ประชาชนคนไทย ไปพร้อมๆ กับเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชนด้วยนะครับ ทั้งหมดคื อรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนครับ วันนี้ ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ

………………………………

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก