ถอดเทป
รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 08.00 น.
ช่วงที่ 1
พิธีกร (นายธีรัตถ์ รัตนเสวี) : สวัสดีครับ นี่คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปประเทศเนการาบรูไนดารุสซาลาม เพื่อที่จะร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 22 การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับประโยชน์อะไรกันบ้างมาสอบถามจากท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านนายกฯ สวัสดีครับ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีค่ะ
พิธีกร : การเดินทางไปบรูไนครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีไปร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 22 มีประเด็นอะไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : ครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีเฉพาะกลุ่มผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ เพื่อหารือกันในประเด็นที่ว่า ในปี 2015 เราจะเปิดประชาคมอาเซียน สิ่งที่ผู้นำหลาย ๆ ท่านได้ให้ความคิดเห็นในแต่ละเสาหลัก คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมืองและด้านความมั่นคง ซึ่งเราจะทำอย่างไรให้ 3เสาหลักนี้ทำงานเชื่อมโยงกัน เช่น ด้านเศรษฐกิจจะพัฒนาเรื่องของการไปสู่ AEC (สมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย) การพัฒนาเรื่องของการค้าเสรี รวมถึงเรื่องของ connectivity การเมืองและความมั่นคง มีการหารือกันว่าอยากให้เน้นเรื่องของการทำอย่างไร ที่จะช่วยเหลือเรื่องความมั่นคง การดูแลเรื่องของสิทธิมนุษยชน การดูแลปกป้องความปลอดภัยของเด็กสตรี และเรื่องของการปราบปรามยาเสพติดต่าง ๆ เราจะเชื่อมโยงเรื่องของวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวได้อย่างไร นี่คือหน้าที่ของ 3 เสาหลัก การประชุมครั้งนี้เราพูดคุยกันว่าจะเชื่อม 3 เสาหลักนี้ร่วมกับประชาชนอย่างไร เพราะการทำงานต่าง ๆ จะได้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนั้นปี 2015 เสนอให้มีการตั้งหน่วยงานเหมือนกับเป็นคณะทำงานที่จะนำแผนงานของทุกประเทศ ในแต่ละเสาหลักมาบริหารจัดการและการติดตามร่วมกันเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และหลังจากปี 2015 ปีประชาคมอาเซียน เราจะต้องพัฒนาอะไรต่อไป โดยเฉพาะสิ่งที่เราต้องเน้นมากขึ้นคือเรื่องของ connectivity ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้ถือโอกาสในการเชิญชวนนักลงทุน มาลงทุนกับกลุ่มอาเซียนว่าจะทำอย่างไรให้การพัฒนานี้เกิดขึ้นทั้งในรูปแบบของการเชื่อมโยง และการพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลดช่องว่างทางด้านของประชาชน เช่น รายได้ การศึกษา สาธารณสุข มีการพูดคุยกัน สุดท้ายเรื่องของแนวชายแดน เนื่องจากการพัฒนาด่านถือเป็นสิ่งสำคัญ การที่เราจะทำอย่างไรให้ระบบการเชื่อมโยงของแต่ละด่าน และข้อกฎหมายต่าง ๆ นั้น เป็นไปเพื่อความคล่องตัว ซึ่งในงานนี้ทางประเทศบรูไน ในฐานะประธานการจัดงานได้เสนอว่า น่าจะมีความร่วมมือเรื่องของการให้สิทธิพิเศษเหมือนกับสร้างช่องทางพิเศษ สำหรับกลุ่มอาเซียนและไม่ต้องเสียค่าวีซ่า หรือมี business card อาเซียนจะได้หรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ประเทศไทยได้ตอบรับ และยินดีที่จะสนับสนุน ซึ่งวันนี้เราได้จัดในเรื่องของช่องทางพิเศษที่สนามบินให้อยู่แล้ว ตรงนี้ก็เป็นโอกาสอันดี ถ้าสมมุติว่ามีความร่วมนี้ก็จะทำให้ประชาชนของกลุ่มอาเซียนสามารถที่จะเดินทางไปมาหาสู่กันได้คล่องตัวขึ้น อันนี้จะเป็นโอกาสในการที่จะเชื่อมโยงได้เร็วขึ้น
พิธีกร : ไม่ได้เน้นเพียงแค่เสาหลักด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงทั้ง 3 เสาหลักที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไปตั้งแต่ต้น และที่สำคัญเรื่องของประชากรเกือบ 600 ล้าน ท่านนายกรัฐมนตรี เน้นเรื่องของลดความเหลื่อมล้ำคือความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ด้วยหรือไม่
นายกรัฐมนตรี : ด้วยค่ะ อันนี้คงจะเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเรามองว่าการที่เราจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน connectivity แน่นอนเป็นจุดแรกที่เราจะต้องเริ่มเข้าไปพัฒนา เพื่อเป็นการยกระดับภูมิภาคความเชื่อมโยงนี้ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนาเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นสิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป ซึ่งโดยหลักแล้วแต่ละประเทศก็ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยเราพัฒนาตรงนี้มา ปีนี้เราหารือกันเรื่องของยุทธศาสตร์ในเรื่องของการยกระดับ เรื่องของคุณภาพ ภาคการเกษตร การปรับโซนนิ่งประเทศ การปฏิรูปการศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เราต้องทำ เราต้องพูดในมิติที่กว้างขึ้น ดังนั้น การที่จะช่วยเหลือในส่วนของภูมิภาคให้ความเหลื่อมล้ำนี้ลดน้อยลงไป ก็คงจะเป็นอีกแผนหนึ่งที่ทั้ง 10 ประเทศให้ความสำคัญ และเป็นงานที่จะต้องฝากกับทางคณะรัฐมนตรีของ 10 ประเทศที่จะมาประชุม และจะมีการรายงานผลในเดือนตุลาคมอีกครั้งหนึ่ง
พิธีกร : ขณะเดียวกันที่ท่านนายกฯ ได้กล่าวไว้เรื่องของเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันของคนอาเซียนมากขึ้น ถ้าเราเห็นความร่วมมือในกลุ่ม EU (สหภาพยุโรป) ที่เขามีช่องพิเศษของ EU เราอาจจะเห็นแบบนั้นขึ้นมา ในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศที่จะทำให้ประชากร นักธุรกิจ เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากขึ้น ทุกประเทศตกลงร่วมกันที่จะมีการพัฒนาเหล่านี้ด้วยหรือไม่
นายกรัฐมนตรี : อันนี้เป็นข้อเสนอในที่ประชุม ซึ่งหลาย ๆ ประเทศก็ให้การขานรับก็คงจะไปหารือ ในส่วนของคณะทำงาน และคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่จะไปประชุมร่วมกันว่า เราจะร่วมกันพัฒนาตรงนี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร เมื่อไหร่
พิธีกร : มีการมองหรือไม่ว่าหลังจากที่รวมเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2015 จะเกิดอะไรขึ้นด้วย
นายกรัฐมนตรี : สิ่งที่ทุกประเทศมอง เรามองว่าหลังจากที่ประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นก็จะมีหลาย ๆ ประเทศที่มีความสนใจที่จะลงทุน แต่โครงสร้างในการทำงานร่วมกันจะทำอย่างไร ซึ่งวันนี้เราใช้ภายใต้การทำงานร่วมกันเรื่องของการค้า การลงทุน คือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน” จะทำให้เกิดแนวทางเรียกว่า เป็นสะพานเชื่อมโยงเหมือนกับเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราจะให้คนอื่นมาลงทุน เราคงต้องทำสะพานว่า เราจะทำสะพานเรื่องอะไร อย่างไร และลงทุนอย่างไรที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อภูมิภาคโดยรวม อันนี้เป็นสิ่งที่เราพูดถึง และรวมถึงการที่เราจะทำอย่างไรให้ความร่วมมือแต่ละประเทศนั้นมาช่วยเหลือเรา ในการลดปัญหาช่องว่างต่าง ๆ ในแต่ละประเทศด้วย
พิธีกร : คือระหว่างนี้เป็นการเตรียมการเข้าสู่ปี 2015 แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการเตรียมต่อไปว่า เมื่อรวมตัวไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป และอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ เพราะประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนมีการเชื่อมโยงกันด้วยทะเลจีนใต้ ประเทศไทยมีบทบาทอย่างไรในการที่จะช่วยประสาน
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ แล้ว เป็นหัวหนึ่งที่เราพูดกันว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงนี้ที่เราจะเตรียมในเรื่องของการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือหลังประชาคมอาเซียน สิ่งที่จะทำให้งานนี้เกิดขึ้นได้ บรรลุผลอย่างดีที่สุดนั้น คือเรื่องของการที่เราจะต้องแก้ปัญหาเรื่องของความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งในกลุ่มอาเซียนก็อยากเห็นการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และทำอย่างไรในส่วนของภูมิภาคนั้นที่จะใช้หลักวิธีการพูดคุย การไว้ใจ เชื่อใจ เข้าใจกัน เราได้พูดถึงเรื่องปัญหาทะเลจีนใต้ ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ เราเป็นผู้ประสานงานอาเซียน – จีน และปีนี้เป็นปีความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน– จีน ครบ 10 ปี เราได้เสนอในฐานะผู้ประสานงาน เราอยากเห็นอาเซียนแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะความมั่นคงทางทะเลว่า ทำอย่างไรให้ผู้ที่สัญจรไปมานั้น ได้รับความปลอดภัย และมีกติกาในการใช้ทางทะเลร่วมกันอย่างไร เราได้เสนอว่า การที่เราเองในส่วนของอาเซียนก็มีเจตนารมณ์ไว้หลายข้อด้วยกันที่มีการตกลงไว้ ซึ่งเราก็อยากจะพัฒนาจากความเป็น DOC ไปสู่ COC หมายถึงว่าจากการที่เป็นแค่การประกาศเจตนารมณ์นั้น ไปสู่แนวทางในการปฏิบัติจริง แต่การที่จะไปถึงตรงนั้นก็จะใช้เวลา เราบอกว่าครั้งนี้ในฐานะที่ครบ 10 ปี เราจะร่วมกันในกลุ่มอาเซียนหรือไม่แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะประกาศว่า เรา พร้อมที่ทำงานเพื่อให้เกิดสันติภาพ หรือความเป็นเอกภาพของอาเซียน – จีน เพื่อให้เกิดความมั่นคง และปลอดภัยทางทะเล ซึ่งในส่วนนี้ได้เสนอว่า เนื่องจากจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เราก็เสนอว่าน่าจะมีการพูดคุยกันในกลุ่มของอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยได้เสนอเป็นเจ้าภาพในการพูดคุย เพื่อให้ได้ในเรื่องของหลักและแนวทางในการที่จะเข้าไปแก้ปัญหาร่วมกัน
พิธีกร : เห็นว่าท่านได้รับการชื่นชมจากประเทศบรูไนด้วย
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ประเทศบรูไน ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ก็ให้การสนับสนุน
พิธีกร : แสดงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเรื่องของปัญหาประเด็นทะเลจีนใต้คาดว่าจะถูกนำไปหารือ ในการประชุมในช่วงปลายปีนี้ด้วยหรือไม่
นายกรัฐมนตรี : คงจะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันมากกว่าว่า ถ้าเรามีเจตนารมณ์ตรงกัน ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็ต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ถ้าตั้งเป้าหมายใหญ่ร่วมกันได้ เราก็จะมาหารือกันว่าอะไรบ้าง เรียกว่าเป็นข้อหรือแนวทางที่ทุกประเทศเห็นพ้องร่วมกัน เราอาจจะเดินหน้าก่อน อะไรที่ยังเห็นขัดแย้งก็ต้องมานั่งพูดคุยกัน แก้ไขปัญหาต่อไป เราอาจจะไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด แต่เราจะค่อย ๆ เริ่มพัฒนาการในการแก้ไขที่เรียกว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว และจะเดินหน้าต่อไป
พิธีกร : จะทำให้การรวมกันเป็นประชาคมฯ นั้น เรียกว่าไม่มีข้อบาดหมางซึ่งกันและกัน และทุกคนก็มีเป้าหมายเดียวกันในการเดินไปข้างหน้า นอกจากนี้ที่ได้ประชุมร่วมกับ 10 ชาติ ในอาเซียน และมีการประชุมกลุ่มย่อยเรียกว่า IMT-GT (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle) (ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย) ประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ แล้วต้องเรียนว่าการที่เส้นเรื่องของ connectivity ที่เกิดขึ้น จริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นความร่วมมือ 10 ประเทศ ซึ่งเป็นการยาก ฉะนั้นจึงเกิดวงเล็ก ๆ แต่ละวงเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงก่อนเพื่อที่จะได้เห็น เช่น เส้น IMT-GT คือจะเชื่อมประเทศไทยจะเน้นในเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาคใต้ 14 จังหวัด รวมถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย อันนี้ก็จะกลุ่มหนึ่ง เราจะเห็นหลาย ๆ กลุ่มที่มีการพูดคุยกัน ตอนนั้นที่เราคุยกันก็จะมีหลาย ๆ ประเทศ เรียกว่าเป็นวงเล็กเพื่อที่จะเชื่อมไปหาวงใหญ่
พิธีกร : ที่เขาติดต่อกัน ใกล้เคียงกัน เช่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย อาจจะมีเป็นอีกวงหนึ่ง แต่เราคือเป็นวงที่เป็นภาคใต้เฉพาะที่เป็นเกาะสุมาตรา
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ในส่วนนี้ ฉะนั้นก็มาหารือต่อในส่วนคณะประชุมของ 3 ประเทศ ซึ่งหลัก ๆ คือว่า 3 ประเทศได้เห็นพ้องต้องกัน ในการประกาศเจตนารมณ์ในการให้ความร่วมมือในการพัฒนาแผนงานเรียกว่า connectivity ทั้งในส่วนของทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ร่วมกันเป็นแผน 5 ปี ในการพัฒนาร่วมกันทั้ง 3 ประเทศ
พิธีกร : ถ้ามองในฝ่ายของประเทศไทย สิ่งที่ประเทศไทยควรจะต้องมีการดำเนินการ มีโครงการอะไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : ส่วนใหญ่แล้วประเทศไทยได้เสนอเรื่องของพระราชบัญญัติ เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะตอบโจทย์เรื่องของ connectivity และส่วนที่เหลือคือส่วนที่เราจะไปเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกลุ่มของ IMT-GT ก็มีความร่วมมือใหญ่ ๆ เรื่อง connectivity ใน 3 เรื่องด้วยกัน คือเรื่องของการพัฒนาท่าเรือนาเกลือ จังหวัดตรัง การพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์ ทุ่งสง มอเตอร์เวย์ หาดใหญ่ สะเดา ในส่วนนี้ได้รับขอเสนอของพี่น้องประชาชนมาแล้ว และตรงกับแผนที่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการศึกษาเป็นไปได้ทั้งหมดก็จะมี 3 ส่วนด้วยกัน ในส่วนของ connectivity
พิธีกร : นี่คือเป็นส่วนของเราที่จะเดินหน้า ขณะเดียวกันทั้งประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ก็จะมีแผนของเขาที่ทุกคนมาเชื่อมกัน
นายกรัฐมนตรี : สุดท้ายแผนนี้ก็จะไปเชื่อมโยงกับ connectivity แผนใหญ่ของอาเซียนทั้งหมด ครั้งนี้เราก็เสนอว่า นอกจากเรื่องของ connectivity เราก็มองว่าสิ่งที่ควรจะพัฒนาด้วยกันคือการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจคือการสร้างรายได้ เรามองว่าในกลุ่มของ 3 ประเทศนี้มีอุตสาหกรรมที่น่าจะพัฒนาด้วยได้ ถ้าเรามีเรื่องของโลจิสติกส์ เราก็น่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งประเทศไทยอุตสาหกรรมฮาลาลก็เป็นที่ยอมรับ การพัฒนาตรงนี้ ถ้าเราร่วมกันในส่วนของ 3 ประเทศนี้ เราก็น่าจะมีโอกาสได้ขยายอุตสาหกรรมฮาลาลนี้ไป รวมถึงการพัฒนาเรื่องอุตสาหกรรมยางพาราที่จะทำอย่างให้พัฒนาอุตสาหกรรมนี้ร่วมกันเรียกว่า รับเบอร์ซิตี้ ในส่วนของประเทศมาเลเซียก็มีการคาดหวัง และอยากเห็นการพัฒนานี้ร่วมกัน เช่นกัน
พิธีกร : เพราะปัญหาที่ผ่านมีปัญหาเรื่องของราคายางพาราตกต่ำ อาจจะใช้เวทีนี้ในการหารือร่วมกันที่จะหาทางพัฒนาความร่วมมือหลาย ๆ ด้านทั้งสินค้า อุตสาหกรรม การเกษตร รวมถึงยางพาราด้วย
นายกรัฐมนตรี : เราจะพูดตั้งแต่เรื่องของต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ
พิธีกร : ท้ายที่สุดแล้วคือเรื่องของการเชื่อมโยงเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่สินค้าที่จะมาใช้ผ่านโครงข่ายเหล่านั้นก็จะมีการพัฒนาร่วมกันไปด้วย
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : จากเรื่องของการประชุมที่เป็น 3 ประเทศแล้ว นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือร่วมกับท่านประธานาธิบดีเมียนมาร์
นายกรัฐมนตรี : ได้ใช้โอกาสนี้ เราได้มีโอกาสหารือกับท่านประธานาธิบดีเมียนมาร์ หัวข้อหลัก ๆ คือการติดตามเรื่องของความคืบหน้าในการพัฒนา ท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย ในส่วนนี้เราก็ได้พูดคุยกัน ซึ่งเบื้องต้นประเทศไทยกับเมียนมาร์ได้เห็นพ้องต้องกันแล้ว ในรูปแบบของการพัฒนาร่วมกัน เรามองเป็น 2 ระดับคือระดับความมือระหว่างรัฐต่อรัฐ คือไทยกับเมียนมาร์ ในเชิงของนโยบาย เชิงของความร่วมมือที่จะพัฒนาร่วมกัน ส่วนที่ 2 คือความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับเอกชน ซึ่งในส่วนนี้ทางเมียนมาร์ได้มีการให้สิทธิพิเศษ และได้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมาให้ อันนี้ก็จะเป็นจุดที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุน เราเองในความร่วมมือของรัฐต่อรัฐ เราก็ช่วยทางเมียนมาร์ในการที่จะให้คำปรึกษาในหลาย ๆ เรื่องเพื่อให้การพัฒนา การลงทุนนี้เกิดขึ้นกับภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศ ในส่วนนี้การพูดคุยล่าสุด เราได้มีการเห็นพ้องต้องกันว่าฝ่ายไทยกับเมียนมาร์ได้ร่วมกันในการลงนามเพื่อที่จะเชิญชวนประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระหว่างรัฐต่อรัฐ ในส่วนของเศรษฐกิจพิเศษที่ทวาย นอกจากนั้น ได้หารือว่าเราจะร่วมกันอย่างไรให้เกิดอุตสาหกรรมนี้เร็วขึ้น คือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะมีการพูดคุยกันต่อไป ซึ่งครั้งหน้าจะมีการประชุมในเดือนพฤษภาคม
พิธีกร : คือสิ่งที่หลายคนเฝ้ารอว่าท่าเรือที่ทวายจะเป็นอย่างไร ก็ได้มีการติดตามความคืบหน้าแล้ว ความจริงเป็นการย้ำจุดยืนของทั้งไทยและเมียนมาร์ว่าจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะจะมีการดึงจากต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เอกชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการนี้เห็นว่ามีการเสนอร่างข้อตกลงผู้ถือหุ้น สำหรับการจัดตั้ง SPV (SPV Shareholder Agreement) ของโครงการทวายด้วย ถือว่าพอมีแบบนี้ขึ้นก็จะเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนให้โครงการทวายเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทางเมียนมาร์มีการขอเรื่องของการเปิดด่านเพิ่มเติมด้วย
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ เราก็มีหลายด่าน และทางเมียนมาร์เขาก็มองว่าเป็นด่านที่สำคัญที่อยากเห็นการเชื่อมโยงนี้ เราก็เห็นชอบในการพัฒนาด่าน 3 แห่งด้วยกัน คือ ด่านเจดีย์สามองค์– พญาตองซู ด่านบ้านน้ำพุร้อน-ทิกิ และด่านสิงขร-มอต่อง
พิธีกร : การที่มีพัฒนาด่านเพิ่มเติมกับเมียนมาร์จะเป็นประโยชน์อะไรกับประชาชนของทั้ง 2 ประเทศบ้าง
นายกรัฐมนตรี : สิ่งที่เราเห็นคือ 1. การเชื่อมโยงเนื่องจากตามชายแดน เราจะเห็นว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่ติดกับชายแดนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นอัตราที่สูงขึ้น ถ้าเรามีการพัฒนาที่ดีที่ถูกตรงนี้ก็จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งประชาชนที่อยู่พื้นที่นั้น รวมถึงนักลงทุนที่จะมาลงทุนด้วย และได้ใช้ประโยชน์กันทั้ง 2 ประเทศ การพัฒนาด่านนี้จะมีการขยายไปเรื่อย ๆ ซึ่งในส่วนของภาครัฐ เนื่องจากเป็นจุดหนึ่งของการที่จะเชื่อมโยง connectivity และเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับประเทศด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งเรียกว่าการเชื่อมโยงจากประชากรของประเทศไทยไปสู่ 600 ล้านคน
พิธีกร : ฟังดูแล้วทั้งหมดที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปประเทศบรูไนมาได้มีการหารือจากภาพรวมระดับใหญ่ ระดับกลุ่มย่อยลงมา รวมถึงแบบประเทศต่อประเทศด้วย ทั้งหมดแล้วคือการวางรากฐานให้แต่ละประเทศ แต่ละสมาชิกอาเซียนในการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางพื้นฐานด้าน connectivity หรือการเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งเป็นอย่างแรก แต่ก็ไม่ได้ละเลยเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาทรัพยากรบุคคล รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไปพร้อม ๆ กัน
นายกรัฐมนตรี : เสริมคุณธีรัตถ์เล็กน้อย นอกจากที่เรามองว่า เรามองจากกลุ่มย่อยลงไปประเทศต่อประเทศแล้ว เราจะเริ่มมองจังหวัดต่อจังหวัดด้วย เราจะเชื่อมบ้านพี่เมืองน้องแต่ละที่ เพื่อให้เชื่อมเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องอุตสาหกรรมการลงทุน ซึ่งคงจะเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ประชุมอาเซียนได้พูดถึงน่าจะเป็นประโยชน์ที่ดี เราจะมีโอกาสได้ทำงานลงไปได้มากขึ้น นั่นคือโอกาสที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีการพัฒนาและสร้างรายได้ต่าง ๆ ที่เป็นโอกาสใหม่ของเราต่อไป
พิธีกร : วันนี้ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีมากครับ ท่านผู้ชมรับทราบแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้เดินไปประเทศบูรไน เพื่อที่จะได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาการของอาเซียน โดยได้เน้นย้ำว่าการที่ประเทศไทยจะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2015 นั้น มีอีกหลากหลายประเด็น แต่ประเด็นสำคัญคือ connectivity คือการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาบุคลากร ทรัพยากรบุคคล ความมั่นคงระหว่างกัน และได้มีการมองเลยไปว่า หลังจากรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนแล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่ท้าทาย แต่เมื่อรัฐบาลของทุกประเทศให้ความสำคัญในการพัฒนา ก็เชื่อแน่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชากรใน 10 ประเทศอาเซียนกว่า 600 ล้านคน อย่างแน่นอนเราจะพักกันสักครู่ ช่วงหน้ามาพูดคุยกับรองนายกรัฐมนตรีถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทบ้างครับ
ช่วงที่ 2
พิธีกร : กลับสู่ช่วงที่ 2 ของรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน มีคำถามถึงการบริหารเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงของเงินทุนที่ยังคงไหลเข้าประเทศไทย การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นอย่างไร การบริหารงบประมาณต่าง ๆ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ที่จะมีการลงทุนนั้นเป็นอย่างไรมาสอบถามกับคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สวัสดีครับ
นายกิตติรัตน์ฯ : สวัสดีครับคุณธีรัตถ์
พิธีกร : เรียนถามถึงประเด็นแรกของเรื่องค่าเงินบาทที่ในช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าเป็นอย่างมาก และต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทะลุขึ้นมาอยู่ที่ 28 บาท 60 - 70 สตางค์ ตรงนั้น เกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมามาก
นายกิตติรัตน์ฯ : เรียนว่าเราก็ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ให้กลไกลตลาดเป็นผู้พิจารณาว่าราคา หรืออัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร ความจริงหลัง จาก 2540 มาแล้ว เราก็ใช้ระบบที่เรียกว่าระบบค่าเงินลอยตัว คืออุปสงค์ อุปทาน และกำลังซื้อ และการขายเงินสกุลต่างประเทศ เมื่อเทียบกับเงินบาทก็เป็นไปตามกลไกลตลาด ในช่วงตั้งแต่ ปี 2540 มาจนถึงปัจจุบัน เราก็มีการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทโดยตลอด ถ้าหลายท่านจำได้ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเราเคยปล่อยค่าเงินของเราอ่อนตัว ไปถึงกว่า 50 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ แล้วก็ค่อย ๆ แข็งค่าขึ้นจาก 50 กว่าบาท มาเป็น 40 กว่า ๆ มาเป็น 40 กลาย ๆ 40 กลาง ๆ มาเป็น 40 ต้น ๆ จนกระทั่งมาถึง30 บาท โดยประมาณ แต่ว่าการแข็งค่าขึ้น ในระยะเวลาประมาณ กว่า 1ทศวรรษ ก็เกิดจากการที่เราได้เปรียบดุลการค้า คือการส่งออกมีปริมาณมากกว่าการนำเข้า และก็ดุลบริการ เมื่อมารวมกันเป็นดุลบัญชีเดินสะพัด เราก็มีการเกินดุล เพียงแต่ในช่วงหลัง ๆ จะสังเกตเห็นว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท มีความสมดุลพอสมควรก็คือการส่งออก นำเข้าเริ่มจะสมดุลกันไม่ใช่เป็นเรื่องของการเกินดุล และการที่ไม่เกินดุลแต่ปรากฏว่าค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะมีเงินลงทุนไหลเข้า และเงินทุนไหลเข้าจำนวนหนึ่งก็อาจจะเป็นการเข้ามาเพื่อลงทุนในตราสารทางการเงินมากกว่าเรื่องการมาลงทุนทางตรง ในการก่อสร้างโรงแรม ก่อสร้างกิจการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลาง การที่เงินสกุลหลักของโลกอย่างเช่น เงินเหรียญสหรัฐ หรือว่าเงินเยนของญี่ปุ่น ประเทศสำคัญ 2ประเทศได้ดำเนินนโยบาย ในการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบ เพราะฉะนั้นปริมาณเงินที่เพิ่มมากขึ้นนั้นก็ถือว่าทำให้ทั้งโลกอยู่ในภาวะที่คล่องตัวในเงิน 2 สกุลนี้สูง และก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเงิน 2 สกุลนี้ถูก จัดทำให้เพิ่มขึ้นค่าเงินของเขาก็จะอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ ของทั้งโลกเพียงแต่ว่าเราแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงิน2 สกุลนี้ยังไม่พอ เรากลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ ซึ่งก็แข็งค่าขึ้นด้วย แต่ว่าเราแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าเขา
พิธีกร : ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านคือเร็วและแรงเกินไป
นายกิตติรัตน์ฯ : ก็มีความกังกลแน่นอน เพราะว่าการที่ค่าเงินมีเสถียรภาพถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เราเองไม่ต้องการจะให้เราอ่อนไป แล้วก็แข็งไป การที่ค่าเงินอ่อนมีข้อเสียเหมือนกัน เพราะว่าจะทำให้การนำเข้าสินค้าจำเป็นต่าง ๆ เมื่อแปรงกับมาเป็นเงินสกุลบาท แล้วมีราคาสูงขึ้นเช่น นำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น พอแปลงเป็นบาทต่อลิตรก็อาจจะสูงขึ้น หรือว่าถ้าปรากฏว่าค่าเงินของเราแข็งค่าขึ้น ถ้านำเข้ามาอาจะทำให้ราคาเมื่อแปลงเป็นเงินบาท ถูกลงเงินเฟ้อถูกลงก็จริง แต่ว่าก็จะทำให้ผู้ส่งออกทำงานยากขึ้น ในการที่จะเสนอขายสินค้าที่ผลิตในประเทศเราไปยังประเทศต่าง ๆ ดังนั้น แน่นอนความประสงค์ของรัฐบาล ก็คงอยากจะเห็นค่าเงินมีเสถียรภาพยกเว้นกรณีที่เป็นประเทศใหญ่ที่ต้องการแก้ปัญหาของเขาเอง เขาก็อาจจะยอมรับหรือว่าพอใจที่จะเห็นค่าเงินอ่อนเหมือนกับตอนที่เราเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เราก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ค่าเงินของเราถูกกลไกลตลาดทำงานแล้วก็อ่อนตัว เมื่ออ่อนตัวภาคส่งออกของเราก็ทำงานได้ดีขึ้นและเราก็ค่อย ๆ สะสมเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ว่าในช่วงนี้มันไม่มีเสถียรภาพมันแข็งค่าขึ้นก็เป็นห่วงทางภาคส่งออก ข้อดีของภาคการนำเข้าหรือว่าผู้ที่จะใช้เงินสกุลบาทไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ นอกประเทศไทย แต่ว่ากลุ่มผู้ส่งออกจะทำงานยาก เมื่อทำงานยากก็จะกระทบกับธุรกิจของเขา กระทบต่อการขยายกิจการ กระทบต่อการจ้างงาน ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อเนื่องไป อันนี้เป็นข้อกังวล ดังนั้นถ้าจะสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่าผมแสดงถึงความกังวลเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว ช่วงครึ่งแรกของปีเสียด้วยซ้ำตอนที่ค่าเงินบาทยังคงอยู่ประมาณ 32 ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ และก็พยายามจะเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าช่วย ๆ กันคิดหน่อย ทำอย่างไรเราจะไม่แข็งค่าขึ้นมากจนเกินไป และเรายังสามารถรักษาเสถียรภาพของเราได้ดังนั้นขณะนี้ก็ถือว่ามีความกังวล
พิธีกร : แต่คราวนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเต็มที่แล้วหรือไม่ ว่าเรามีมาตรการ ในการที่จะไปดูแลค่าเงินบาท ในระดับที่เหมาะสมกับทุกภาคส่วนแล้วหรือไม่
นายกิตติรัตน์ฯ : ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเราก็ทำกันอยู่ คนละไม้ละมือทางกระทรวงการคลังเองก็ดูว่าค่าเงินถูกกำหนด โดยอุปสงค์ อุปทาน การที่เราจะดำเนินนโยบายอะไรก็แล้วแต่ เราจะไม่ออกไปกู้เงินจากต่างประเทศมาทำให้กลายเป็นปัญหาทับถมเพิ่มขึ้น และในทำนองกลับกันคือเงินกู้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราสามารถจะชำระคืนได้ก่อนกำหนดเราก็มีสภาพคล่องเพียงพอในประเทศ เราก็กู้เงินในประเทศแทนแล้วก็จ่ายคืนหนี้ต่างประเทศไป ยอดหนี้โดยรวมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทำให้เรามีหนี้ต่างประเทศน้อยลง ก็เป็นเรื่องที่ดีดำเนินการกัน ในขณะเดียวกันก็อาจจะเห็นได้ว่าผมพยายามพูดจาหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าเราจะพิจารณา ในเรื่องของนโยบายทางการเงินหรือสิ่งที่เรียกว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมไม่ทำให้ผลต่าง การตอบแทนมันไปดึงดูดเอาเงินต่างประเทศเข้ามาโดยไม่ได้จำเป็นก็พูดจากัน ซึ่งก็คงจะหารือกันด้วยความรอบคอบต่อไปเพื่อให้นำไปสู่แนวทางที่พอดีสำหรับกลไกลของประเทศเรา
พิธีกร : มีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชน อยากเห็นการลดอัตราดอกเบี้ย โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการนำเรื่องนี้ไปหารือกันด้วยหรือไม่ เพราะว่าถ้าลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปบ้างอีกสักเล็กน้อย
นายกิตติรัตน์ฯ : อย่างที่เรียนว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เราก็คุยกันแนวทางทางเศรษฐกิจที่ทางกระทรวงการคลังหรือว่าทางผมเห็นเป็นเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ย คือดอกเบี้ยในต่างประเทศมันต่ำเหลือเกิน การที่เรามีอัตราดอกเบี้ยจริง ๆ ก็ยังต่ำเมื่อเทียบกับสมัย 10 ปีที่แล้ว 15 ปีที่แล้ว ถือว่าต่ำแต่ว่าอัตราที่เราเรียกว่าต่ำก็สูงกว่าในต่างประเทศเพราะว่าทำให้เกิดความสนใจ ในต่างประเทศที่จะส่งเงินเข้ามาเพื่อให้รับผลตอบแทนตรงนี้ ก็จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีเงินเข้ามาเพิ่มลงทุนในตราสารหนี้ของเรา ซึ่งเขาจะได้รับผลตอบแทนในเรื่องของดอกเบี้ยกลับไป
พิธีกร : ในฐานะเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจะไปกดดันแบงก์ชาติหรือไม่ ให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอัตราดอกเบี้ย
นายกิตติรัตน์ฯ : รัฐมนตรีคลังมีหน้าที่ตามกฎหมาย รัฐมนตรีคลังมีหน้าที่ที่จะดำเนินการในกรอบของพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่กำกับดูแลทั่วไป มีหน้าที่สอบถามถึงผลกระทบต่าง ๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และก็มีหน้าที่ที่จะต้องแสดงความความคิดเห็นว่านโยบายทางการเงินการคลังของประเทศที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีเจตนาที่จะไปปฏิบัติอะไรนอกกรอบที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องทำ หรือว่าอนุญาตให้ทำ และขณะเดียวกันก็ให้ความนับถือเคารพต่อคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จะต้องมีการพิจารณาดำเนินการไป แต่ท่านจะเห็นได้ว่า ข้อปรึกษาหารือต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในส่วนของการประชุมหรือทั้งในส่วนเป็นสาธารณชนนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังอะไร ก็มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน แล้วก็มีบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้รู้ทางเศรษฐกิจจำนวนไม่น้อยที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วก็ท่านก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง หน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจ คือสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาภาวการณ์เศรษฐกิจอย่างรอบคอบร่วมกันและก็คงจะนำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสมสำหรับนโยบายต่าง ๆ ต่อไป
พิธีกร : จำเป็นหรือไม่ต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินนัดพิเศษ เพื่อที่จะหารือถึงการรับมือสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท
นายกิตติรัตน์ฯ : ตามจริงกำหนดการประชุมของคณะกรรมการทางด้านเศรษฐกิจหรือกรรมการนโยบายการเงินก็คงจะพยายามใช้ตารางการประชุมตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยว่าวันดีคืนดีจะมีการประชุมนัดพิเศษขึ้นมาทำอะไรกันง่าย ๆ ผมก็เชื่อว่ากรอบที่ทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือเรียกย่อ ๆ ว่า กนง.ก็คงอยากจะพยายามทำอย่างนั้น ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่า กำหนดตารางปกติ ถ้าหากว่ามันไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ทันเหตุการณ์นั้น ทางคณะกรรมการคงจะพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปรึกษาหารือกันนอกจากตารางที่มีกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามผมอยากจะเรียนให้ความมั่นใจกับท่านทั้งหลายว่าเศรษฐกิจของเรามีความแข็งแรงพอสมควรส่วนที่เรากำลังหารือกันอยู่นั้น เป็นเรื่องที่จะทำอย่างไรที่จะให้เศรษฐกิจของเราเติบโตได้เต็มศักยภาพ และก็ไม่เกิดประโยชน์พิเศษให้กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง กำลังได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรง การที่จะบริหารเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าจะใช้ภาษาธรรมดาคือให้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขร่วมกันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแล ความจริงในปี 2555 หรือปีปฏิทินที่แล้ว ภาวะเศรษฐกิจถือว่าทำงานยาก จำได้ว่าเราเพิ่งฟื้นจากน้ำท่วมหมาด ๆ นักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศพูดจากันในทำนองว่า จะย้ายโรงงานหนีจากเมืองไทยหรือเปล่า งบประมาณประจำปีที่จะเริ่มใช้ได้ ก็กว่าจะเริ่มใช้ได้ก็ประมาณช่วงต้นเดือนมีนาคม ปี 2555 ซึ่งที่จริงแล้วงบประมาณเหล่านั้นที่เป็นงบลงทุน ควรจะสามารถใช้จ่ายวันที่ 1 ตุลาคม 2554 แต่ว่ามันล่าช้ามาเนื่องจากการเลือกตั้งรัฐบาลกว่าจะได้ดำเนินการทำอะไร และรวมทั้งตลาดส่งออกปีที่แล้วก็เป็นตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยนัก การขยายตัวการส่งออกนั้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ดังนั้นภาวะปีที่แล้ว ยากมากเลยแต่ว่าเราสามารถฟันฝ่าผ่านมาจนกระทั่งเศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 6.4 โดยไม่ได้เป็นเรื่องของการไปอัดฉีดกระตุ้นอะไรเรื่องของการปรับสมดุลการทำงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในปี 2556 ในหลักการก็จะเป็นปีที่ไม่ทำงานยากเท่ากับปี 2555 แต่มันมีปัจจัยแทรกซ้อนเข้ามาก็คือเรื่องของค่าเงิน ซึ่งแม้ว่าเราต้องการพึ่งพาการส่งออกน้อยลงไปบ้างแต่เราก็ยังมีความสำคัญจะต้องทำให้ตลาดส่งออกช่วยกันทำงานให้เศรษฐกิจของเราสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ แล้วก็เติบโตต่อไป เพราะฉะนั้นแนวตรงนี้ถ้าเราสามารถปรับให้ค่าเงินของเรามีเสถียรภาพไม่แข็งจนเกินไป แต่ก็ไม่อ่อนจนเกินไป ผมคิดว่าปี 2556 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจดีทีเดียวอีกปีหนึ่ง แต่ว่าอันนี้ต้องขอทำงานกันอย่างใกล้ชิด
พิธีกร : เราจะมีการออกมาตรการควบคุมปฏิวัติเงินตรา หรือควบคุมเงินทุนเหมือนกับที่เคยใช้ในปี 2549 ซึ่งครั้งนั้น สร้างความตระหนกให้กับตลาดพอสมควร
นายกิตติรัตน์ฯ : ในเชิงของการที่จะกำหนดมาตรการต่าง ๆ หน่วยงานที่มีสิทธิหน้าที่ การออกมาตรการ ที่สำคัญ ๆ ก็มีธนาคารแห่งประเทศไทย มีกระทรวงการคลัง จะหมายถึงกรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาษีต่าง ๆ ในเชิงของมาตรการที่ต้องบอกว่าอะไรก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎีทั้งนั้น แต่ในมุมของทางการเป็นรัฐมนตรีคลัง ผมเองไม่ค่อยอยากเห็นมาตรการที่ออกมาในลักษณะที่เป็นการจำกัดการเคลื่อนไหวของเงินทุกที่เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามทำเองก็ไม่สามารถคาดเดา ว่ามีหน่วยงานใดที่กำลังไตร่ตรองมาตรการอะไรอยู่ แต่ผมคิดว่าหน่วยงานไหนที่เขาจะใช้เรื่องนี้เขาก็จะคิดด้วยความรอบคอบ เพราะว่าถ้าหากออกมาตรการอะไรมาแล้วก็เป็นเรื่องที่อาจจะดูได้ผลในระยะสั้นทันที แต่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในวิธีคิดของหน่วยงานของประเทศ ก็อาจจะไม่ใช่ผลดีนัก ดังนั้นอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ย้ำอีกทีเป็นไปได้ทางทฤษฎีหน่วยงานไหนที่จะคิดมาตรการไหนคงจะระมัดระวัง เราเองก็เคยมีบทเรียนในการกำหนดมาตรการบางอย่างที่จำกัดการไหลเข้าไหลออกของเงินทุน ก็มีผลกระทบต่อความไม่เชื่อมั่น แล้วก็อาจจะเป็นผลต่อเนื่องไปในระยะพอสมควรกว่าจะสามารถดึงเอาความมั่นใจกลับมาอีก เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้ถ้าจะมีก็จะต้องเป็นเรื่องที่จำเป็น เสียจนกระทั่งไม่มีทางเลือกอื่น แต่ว่าผมคิดว่ายังมีทางเลือกอื่นที่เราจะดำเนินการได้ แล้วในขณะเดียวกัน การที่ค่าเงินบาทจะไม่ต้องแข็งค่าขึ้น บางทีมันไปด้วยธรรมชาติปนอยู่ด้วยบ้าง นอกเหนือจากเรื่องที่เราจะถกเถียงหรือวิวาทะกันเรื่องอัตราดอกเบี้ย ยกตัวอย่างเช่นการที่เราจะมีภาคธุรกิจ เอกชน หรือว่าภาครัฐที่จะต้องลงทุนและมีการใช้เงินตราต่างประเทศไปลงทุน ส่วนนี้จะช่วยทำให้ค่าเงินบาทไม่ต้องแข็งค่าขึ้นได้เหมือนกัน ดังนั้นการที่เราจะมาพิจารณาปัจจัยประกอบต่าง ๆ โดยที่ไม่ไปถึงกับโทษหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะก็เป็นวิธีคิดของรัฐบาล เป็นวิธีคิดของหน่วยงานต่าง ๆ อยู่แล้ว
พิธีกร : มีความเป็นห่วงหรือไม่ ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะไปกระทบต่อการเติบโตของ การส่งออกในปีนี้ที่เคยตั้งเป้าว่าควรเติบโตได้ประมาณ 8-9 % อาจจะลดลงมาและท้ายที่สุดเมื่อส่งออกชะลอก็จะไปกระทบต่อภาพรวมของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ เพราะว่าฐานของเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกอยู่
นายกิตติรัตน์ฯ : ใช่ครับ ผมถึงใช่คำว่า แม้ว่าเราเองอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกให้เติบโตสูง ๆ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ในช่วงก่อนปี 2554 แต่เราก็ยังต้องการพึ่งพาการส่งออกอยู่ หรือว่าถ้าไม่ต้องเติบโตสูง ยังไงก็ตามก็ต้องเติบโตบ้าง และไม่ควรจะลดลง ดังนั้นแน่นอนถ้าหากว่าค่าเงินบาทของเราแข็งค่าขึ้นมันทำให้โอกาสในการขยายตัวของการส่งออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก และถ้าว่าเติบโตไม่ได้หรือเติบโตน้อยก็อาจจะมีผลกระทบต่อการเสี่ยงในเรื่องของการจ้างงาน แล้วถ้ามีผลกระทบจะหมายถึงกำลังซื้อของคนในประเทศ ซึ่งก็จะเกิดได้เมื่อมีงานทำ มีรายได้ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและต้องระมัดระวัง
พิธีกร : ภาคเอกชนเรียกร้องหลากหลายมาตรการที่เสนอเข้ามา แนะนำเอกชนอย่างไรในการปรับตัวรับมือกับค่าเงินที่ ถ้าดูแนวโน้มโดยรวมแล้ว อาจจะค่อย ๆ แข็งค่าขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย
นายกิตติรัตน์ฯ : ต้องเรียนว่าพยายามให้ความมั่นใจกับเขาว่ากลไกที่จะช่วยกันดูแลประคับประคองตรงนี้ แม้ว่าอาจจะยังอยู่ในขั้นตอนของการปรึกษาหารือกัน ในที่สุดผมเชื่อว่าเราก็จะมีคำตอบที่ดีว่าทำอย่างไร ค่าเงินบาทของเราจะไม่ต้องแข็งค่าจนเกินไปหรือว่าการที่ขณะนี้แข็งค่าขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทุกฝ่ายว่าอยู่ในระดับที่แข็งค่าเกินไป แม้กระทั่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านก็ได้กล่าวว่าขณะนี้แข็งค่าเกินไป ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่าแข็งค่าเกินไป เราจะต้องมีวิธีทำงานที่จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของเราอยู่ในระดับแข็งค่าเกินไปและมีความเหมาะสม ดังนั้นในแง่ของความกังวลระยะปานกลาง ระยะยาว จะมีผลเรื้อรังต่อเนื่อง ผมยังมั่นใจว่าเราต้องมีวิธีการที่จะทำงานร่วมกันให้ได้ ในขณะเดียวกันส่วนอื่น ๆ ที่จะทำงานก็คงจะไม่ใช่มาคาดหวังว่าจะเป็นเรื่องมาตรการนั้น มาตรการนี้ โดยที่ไม่ทำอะไร ทางกระทรวงการคลังเองอย่างที่เรียนว่า เราก็ชำระหนี้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศจำนวนหนึ่งก่อนกำหนดไปเพื่อให้อุปสงค์ อุปทาน ทำงานได้ดีขึ้น ส่วนภาคเอกชนซึ่งกำลังมีการตัดสินใจที่จะนำเข้าเครื่องจักรดีไม่ดี ตอนที่ค่าเงินบาทแข็งก็ช่วยได้เหมือนกันที่จะนำเข้าเครื่องจักรในอัตราแลกเปลี่ยนนี้จะได้มีต้นทุนที่ถูก ในขณะเดียวกันการทำงานในส่วนอื่นที่ไม่ใช่เป็นเรื่องกลไกทางเศรษฐกิจ เช่น การพยายามไปเปิดตลาดใหม่ ๆ ต่าง ๆ นี้ก็มีการทำงานกัน ทางกระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมการจัดกิจกรรมในตลาดสำคัญต่างประเทศถึง 7 แห่ง ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังจะนำคณะไปยังประเทศญี่ปุ่น และก็นักธุรกิจก็จะมีการติดตามท่านนายกฯ ไปด้วย เพื่อที่จะเปิดตลาดการทำงานเหล่านี้ เราไม่หยุดที่จะต้องช่วยคนละไม้คนละมือต่อไป แต่ว่าการหารือในเชิงของนโยบายการเงิน การกำหนดนโยบายการคลัง งบประมาณกำลังจะเสนอต่อสภาฯ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ก็จะทำควบคู่กันไป แล้วก็เชื่อว่าเราน่าจะมีคำตอบที่ดีคือผมเองไม่เชื่อว่าค่าเงินบาทจะต้องแข็งค่าขึ้นไปจนกระทั่งกลายเป็น 28 ถ้วน หรือ 27 กว่า หรือ 26 โดยที่ไม่มีใครพยายามประคับประคองให้อยู่ในเสถียรภาพได้ ผมเองไม่เชื่ออย่างนั้น และถ้าหากว่าเราช่วยคนละไม้คนละมือจริง ๆ ผมเชื่อว่าความมีเสถียรภาพก็เกิดขึ้นได้
พิธีกร : มีตัวเลขในใจหรือไม่ ว่าเงินบาทที่เหมาะสม ณ สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ควรอยู่ที่สักเท่าไร
นายกิตติรัตน์ฯ : ผมได้พูดว่าความกังวลในเรื่องของค่าเงินตั้งแต่ตอนที่ค่าเงินอยู่ที่ 31 บาทกว่า ๆ เมื่อเทียบเงินเหรียญสหรัฐ ตอนนั้นก็พึ่งจะหลุดออกจาก 32 ใหม่ ๆ ไม่ได้หมายความว่า ผมอยากจะเห็นขึ้นเป็น 31 บาทกว่า เหตุผลเพราะว่าขณะนั้น มาตรการที่เรียกว่า QE หรือ Quantitative Easing ของเงินสกุลใหญ่ ๆ ของโลกยังไม่ได้เด่นชัดแบบนี้ ดังนั้น การที่เราจะเทียบเราก็จะเทียบเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐ หรือว่าเงินบาทกับเงินเยน แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงเราเทียบตัวเรากับคู่ค้าอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จำเป็นจะต้องกลับไปเป็น 31 กว่า ๆ 32 เพื่อให้อยู่ในระดับที่ผมแสดงความคิดเห็นเอาไว้ ดังนั้นวันนี้การที่ของคนอื่นเขาก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญของสหรัฐด้วย และเราก็เป็นคู่ค้ากับสหรัฐเพียงประมาณร้อยละ 10 ดังนั้น ถ้าหากว่าเราจะแข็งค่าขึ้นไปเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐบาง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะเห็นตัวเลขอะไรที่มันจะอ่อนค่ากว่าที่เรากำลังคุยกันอยู่ในขณะนี้ไปบาง และไม่จำเป็นต้องไปถึงอัตราที่พูดถึงเรื่อง 31 กว่า ๆ ก็เป็นตัวเลขที่เป็นไปได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่าขอให้ไปยืนอยู่ในจุดที่เสถียรภาพแทนที่จะวิ่งจากจุดที่แข็งนี้ไปอยู่อีกด้านหนึ่งอย่างมากและก็ขาดเสถียรภาพ รวมทั้งพอพูดจากันไปสักพักหนึ่งเกิดความไม่มั่นใจในความต่อเนื่องมันกลับมาแข็งค่ากันใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือขอให้อัตรามันนิ่งพอสมควร
พิธีกร : ถ้าดูจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นอยากให้ท่านรองนายกฯ พูดถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยโดยรวม ณ ปัจจุบันนี้ โดยสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้าง
นายกิตติรัตน์ฯ : ความจริงหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจของเราจะเติบโตในอัตราประมาณร้อยละ 4.5 ถึงร้อยละ 5.5สำหรับปีปฏิทิน 2556 นี้ แปลว่าค่ากลางจะอยู่ที่ร้อยละ 5 แต่เมื่อมีการดำเนินการต่าง ๆ ไประยะหนึ่ง มีผลทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วออกมาบางหน่วยงานก็ปรับฐานตัวเลขก็สูงขึ้น บางหน่วยงานก็ปรับเป็น 5. เศษ ๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ค่าสมมุติของอัตราของการขยายตัวขนาดนั้นแบบนั้น ผมคิดว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอัตราแรกเปลี่ยนที่เข็งค่าขนาดนี้ ดังนั้นถ้าหากว่าเราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนให้ไปยืนอยู่ในระดับที่เหมาะสม เราก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจก็อาจจะเติบโตช้าลงไปบ้าง แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็คงจะทำงานกัน ผมเชื่อว่าการที่เศรษฐกิจจะโตเป็นเรื่องที่เหมาะสมเราเองมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ ขอให้นักธุรกิจทั้งหลายหรือว่าภาคผู้ส่งออกทั้งหลายมีโอกาสที่จะทำในส่วนของเขาได้ดีตามสมควร แต่ทั้งนี้เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำด้วย อย่างเช่นการใช้จ่ายภาครัฐ การจะดำเนินการให้มีความซื่อตรงโปร่งใส ไม่รั่วไหล และมีประสิทธิภาพไม่มีความล้าช้าก็สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ภาคเอกชนถ้าหากว่าเขามีความมั่นใจว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่กำกับนโยบายไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่หมายถึงเรื่องอื่น ๆ เรื่องความมั่นคง เรื่องสังคม เรื่องการเมืองต่าง ๆ ถ้าภาวะโดยรวมบรรยากาศอำนวยนักท่องเที่ยวมากเขาก็สามารถที่จะตัดสินใจขยายการลงทุนต่าง ๆ ได้การมีงานทำคงอยู่ในอัตราที่ดี อัตราการว่างงานน้อยอย่างที่ว่านะครับกิจการต่าง ๆ เติบโตได้พนักงานมีเงินเดือนขึ้นมีโบนัสกำลังซื้อก็เพิ่มเข้ามา ผมจึงเรียนว่าปี 2556 ถ้าไม่มีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากระทบเราถึงขนาดที่เราพูดกันก็จะเป็นปีที่เศรษฐกิจดีได้อีกปีหนึ่งแล้วน่าจะทำงานง่ายกว่าเมื่อปี 2555 ซึ่งพ้นจากน้ำท่วมมาหมาด ๆ
พิธีกร : แต่ก็มีคำถามว่าเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทำไมอยู่ดี ๆ มีการไปถอนเงินฝากในต่างประเทศกลับมาในประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น 6พันกว่าล้านบาท
นายกิตติรัตน์ฯ : ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องกระทรวงการต่างประเทศมีสถานทูตสถานกงสุลอยู่ในจุดต่าง ๆ ทั่วโลก เรามีการจัดเก็บค่าตรวจลงตรา ค่าวีซ่าหรือว่าค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับคนที่ไปใช้บริการของสถานทูตสถานกงสุลมีการเปิดบัญชีไว้ในต่างประเทศ เพื่อรองรับเงินค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ซึ่งก็รับมาเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แล้วก็นำฝากไว้ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าปัจจุบันการนำฝากไว้ในบัญชีต่างประเทศผลตอบแทนแทบไม่มีเลย และกระทรวงต่างประเทศเองเป็นผู้เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีว่ามีเงินจำนวนนี้อยู่ แล้วเงินจำนวนนี้มากกว่างบประมาณประจำปีมากกว่างบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศเสียอีก กระทรวงการต่างประเทศก็ฝากกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังได้เป็นผู้ช่วยดูแลบริหารเงิน การดูแลบริหารเงินวิธีการที่ 1 คือสำรวจว่าบัญชีต่าง ๆ มียอดเงินเท่าไหร่ อาจจะมีการนำเงินมารวมกันอาจจะมีการส่งกลับประเทศมาเข้าคลัง เพราะจริง ๆ เงินที่อยู่ในบัญชีเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเงินของคลังอยู่แล้วเพียงแต่ว่ายังไม่ได้นำมารวมกันในบัญชีกลางเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้เงินจำนวนนี้มา แต่ก็ไม่ใช่เงินน้อยจนเกินไปจนมองข้ามความจริงเราบริหารงบประมาณของประเทศ อย่างเช่นปีนี้รายได้ของรัฐอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท งบประมาณประจำปีอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท เงิน 6พันล้านถือว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก แต่อย่างไรก็ตามเป็นเงินของประเทศ เพราะฉะนั้นจะเล็กจะใหญ่อย่างไรก็แล้วแต่เราต้องบริหารจัดการให้เหมาะสมถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่มีเงินจึงไปเอาเงิน 6 พันกว่าล้านเหล่านี้กลับประเทศเป็นเรื่องของการดูแลให้ทั่วถึงครอบคลุมเท่านั้นเอง
พิธีกร : ขณะเดียวกันเราคุยไปถึงการบริหารเศรษฐกิจโดยรวม แต่ว่าส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในช่วงต่อไปนี้คือการลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐ 2 ล้านล้านตรงนั้น มีการตั้งข้อสังเกตจากหลายหน่วยงานว่าคุ้มไม่คุ้มในการลงทุนท่านรองนายกฯ ย้ำอย่างไรกับการลงทุนครั้งนี้
นายกิตติรัตน์ฯ : ผมเข้าใจว่ามีการถามความเห็นไปยังคนทั่ว ๆ ไป และหลายท่านไม่ว่าบางท่านก็อาจจะเคยอยู่ในแวดวงบางท่านก็ อาจจะอยู่เหินห่างไปแล้ว ท่านก็อาจจะไม่ได้ดูแนวทางของร่างกฎหมายชัดเจน จึงนำไปสู่ความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาแล้วจะเอาเงินไปลงทุนอะไรก็ได้ ความจริงเรียนอย่างนี้กระทรวงการคลังยังคงรักษาวินัยการคลังประเทศอย่างเข้มแข็ง ความต้องการที่จะมีความลงทุนในด้านต่าง ๆ มีปริมาณเงินที่สูงมากเพียงแต่ว่าทางด้านที่เป็นการคมนาคมขนส่งเป็นด้านที่ลงไปแล้วทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดี และในที่สุดในที่สุดทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น เมื่อมีรายได้มากขึ้น เราสามารถเอารายได้ไปลงทุนทำอย่างอื่นในเรื่องที่เหมาะสมจำเป็นได้ด้วย ดังนั้นกระทรวงการคลังเพียงแต่ระบุว่าการลงทุนที่เหมาะสมทำให้ประเทศเข้มแข็งน่าเชื่อถือสูงอย่างยิ่งนั้น ก็คือการลงทุนไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี หมายถึงสิ้นสุดปี 2020 ดังนั้นการมีวินัยคือการควบคุมไม่เกิน 2ล้านล้านบาท แล้วการที่เราเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้สภาฯ ได้รองรับกฎหมายที่มีเนื้อหาว่าจะเอาไปลงทุนโครงการใดก็แล้วแต่นี้จะต้องเป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาแล้วว่ามีความคุมค่าทางเศรษฐกิจ และผู้พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนั้นจะเป็นหน่วยงานสำคัญคือสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บางคนมองว่าเป็นข้าราชการจะถูกนักการเมืองมาครอบงำความจริงการพิจารณาผ่านคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ยอมรับจากทุก ๆ ฝ่ายอย่างยิ่ง และจะต้องการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสำนักงบประมาณ เพื่อที่จะมาดูในแง่ของความเหมาะสมของมูลค่าการลงทุน ในด้านนี้ด้วย และยังต้องผ่านการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินเพื่อที่จะมาสนับสนุนการลงทุนเหล่านี้ ดังนั้นก็เรียนว่าไม่ใช่เป็นการอนุมัติเงินอะไรก่อนความคุ้มค่าของการลงทุน โครงการลงทุนแต่ละโครงการนั้นคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติได้ต่อเมือมีการผ่านการกลั่นกรองผ่าน 3 หน่วยงานนี้ และจะต้องไปปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบทวนทุกข้อเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นการระบุอยู่ในเนื้อของกฎหมาย และก็ส่วนเอกสารที่ประกอบการพิจารณาที่หนาสองร้อยกว่าหน้านั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เราเสนอว่าควรจะมีการลงทุนระบบคมนาคมขนส่ง ที่มีความครอบคลุมต่อเนื่องหลายคนพูดถึงเฉพาะรถไฟความเร็วสูงความจริงแล้วการลงทุนในระบบการคมนาคม ครอบคลุมทั้งระบบถนน ท่าเรือรวมทั้งระบบรางที่เป็นทางคู่ขนาดรางปัจจุบันนี้เรามีทางคู่อยู่น้อยมากที่ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นได้ระบบรถไฟที่มีรางที่ใหญ่ขึ้นสามารถวิ่งได้เร็วขึ้นรวมทั้งด่านต่าง ๆ ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดีขึ้นด้วยนี้ คือระบบโดยรวม เรียนว่าที่มีคนบอกว่าต้องเป็นหนี้ถึง 50 ปี ขอเรียนว่าในการคำนวณที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความมั่นใจความจริงในอดีตกฎหมายกู้เงินในครั้งก่อน ๆ ไม่เคยมีกฎหมายฉบับใดที่คำนวณว่าหนี้ที่กู้มาจะหมดสิ้นจนบาทสุดท้ายได้ภายในเวลาเท่าไหร่ การสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ยก็สมมุติว่าให้แพงหน่อย เพื่อให้อยู่ภายใต้ข้อสมมุติว่าดอกเบี้ยที่แพงขนาดนั้นก็สามารถจ่ายได้ การที่จะสมมุติจะเราจะจ่ายเงินต้นก็สมมุติไว้ว่าจ่ายช้าหน่อย อย่างเช่นว่า 10 ปีแรกยังไม่จ่ายเลย ปีที่ 11 ค่อยจ่ายปีละ20,000 ล้าน และ20,000 ล้านก็เท่ากับประมาณร้อยละ 1 ของยอดเงินทั้งหมด เมื่อเทียบกับยอดเงินงบประมาณประจำปีในแต่ละปีก็น้อยกว่าร้อยละ 1 ต่อเนื่องไป 10 ปีแล้วค่อย ๆ ขยับขึ้น เพราะว่าเมื่อเศรษฐกิจโตขึ้นงบประมาณมากขึ้นค่อยขยับขึ้นไป ความจริงมีคนคำนวณให้ดูบอกว่าที่จริงสมมุติว่าแทนที่ใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น สามารถที่จะประหยัดค่าดอกเบี้ยเอาส่วนที่ประหยัดมาจ่ายเงินต้นเร็วขึ้นภายในไม่กี่ทศวรรษก็หมดแล้วไม่จำเป็นต้องถึง 50 ปี ดังนั้นการที่มีคนไปเสนอแนวทาง ราวกับเป็นหนี้ข้ามสองชั่วอายุคนอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องของการมองอย่างเข้าใจผิด แล้วการมองอย่างเข้าใจถูกคือว่าข้อเท็จจริงแล้วนี้ดอกเบี้ยต่ำกว่านั้นการชำระคืนเงินต้นทำได้เร็วกว่านั้น รวมทั้งในแง่ของความตั้งใจลงทุนในโครงการเฉพาะเท่าที่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่านี้ จะมีการดำเนินการผ่านกลไกต่าง ๆ จึงเรียนด้วยความมั่นใจว่าถ้ากฎหมายอันนี้พร้อมที่จะดำเนินการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อย ๆ ถึงปี 2020 เมื่อระบบเสร็จประสิทธิภาพของการขนส่งก็จะดีสมบูรณ์เศรษฐกิจต่อเนื่องกันไป เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นหนี้ไปไม่กี่ทศวรรษ แต่ทรัพย์สินเหล่านี้อยู่ไปอีกเป็นศตวรรษ
พิธีกร : ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีมากครับ ท่านผู้ชมครับรัฐบาลได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะบริหารเศรษฐกิจ อย่างที่ท่านรองรัฐมนตรี ได้บอกว่าในปีนี้นั้น ถ้าดูโดยร่วมแล้วการเติบโตเศรษฐกิจไทยนั้น โดยรวมแล้วไม่น่าที่จะเหลื่อมกว่าปี 2555 ที่ผ่านมาถ้าไม่มีปัญหาเรื่องค่าเงินบาท แต่ว่าทุกหน่วยงานนั้นได้มีการพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทนั้น แข็งค่าโดยที่ไม่มีปัจจัยมารองรับ ขณะเดียวกันการลงทุนต่าง ๆของภาครัฐนั้นก็ย้ำว่ามีความโปร่งใส มีวินัยทางการเงิน การคลัง เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตไม่เพียงแค่ 7 ปี เติบโตต่อไป เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมด้วย ทั้งหมดคือรายการนายกยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ
………………………………………..
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
พิธีกร : แต่มีความเป็นห่วงไหม ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะไปกระทบต่อการเติบโตของ การส่งออกในปีนี้ที่เคยตั้งเป้าว่าควรเติบโตได้ประมาณ 8-9 % อาจจะลดลงมาและท้ายที่สุดเมื่อส่งออกชะลอก็จะไปกระทบต่อภาพรวมของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ เพราะว่าฐานของเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกอยู่
นายกิตติรัตน์ฯ : ใช่ครับ ก็ถึงได้เรียนว่าผมถึงใช่คำว่า แม้ว่าเราเองอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกให้เติบโตสูง ๆ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ในช่วงก่อนปี 2554 แต่เราก็ยังต้องการพึ่งพาการส่งออกอยู่ หรือว่าถ้าไม่ต้องเติบโตสูง ยังไงก็ตามก็ต้องเติบโตบ้าง และไม่ควรจะลดลง ดังนั้นแน่นอนถ้าหากว่าค่าเงินบาทของเราแข็งค่าขึ้นมันทำให้โอกาสในการขยายตัวของการส่งออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก และถ้าว่าเติบโตไม่ได้หรือเติบโตน้อยก็อาจจะมีผลกระทบต่อการเสี่ยงในเรื่องของการจ้างงาน แล้วก็ถ้ามีผลกระทบจะหมายถึงกำลังซื้อของคนในประเทศ ซึ่งก็จะเกิดได้เมื่อมีงานทำ มีรายได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและก็ต้องระมัดระวัง
พิธีกร : ภาคเอกชนเรียกร้องหลากหลายมาตรการที่เสนอเข้ามา แนะนำเอกชนอย่างไรในการปรับตัวรับมือกับค่าเงินที่ ถ้าดูแนวโน้มโดยรวมแล้ว อาจจะค่อย ๆ แข็งค่าขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย
นายกิตติรัตน์ฯ : ผมเองต้องเรียนว่าพยายามให้ความมั่นใจกับเขาว่ากลไกที่จะช่วยกันดูแลประคับประคองตรงนี้ แม้ว่าอาจจะยังอยู่ในขั้นตอนของการปรึกษาหารือกัน ในที่สุดผมเชื่อว่าเราก็จะมีคำตอบที่ดีว่าทำอย่างไร ค่าเงินบาทของเราจะไม่ต้องแข็งค่าจนเกินไปหรือว่าการที่ขณะนี้แข็งค่าขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทุกฝ่ายว่าอยู่ในระดับที่แข็งค่าเกินไป แม้กระทั่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านก็ได้กล่าวว่าขณะนี้แข็งค่าเกินไป ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่าแข็งค่าเกินไป เราจะต้องมีวิธีทำงานที่จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของเราอยู่ในระดับแข็งค่าเกินไปและมีความเหมาะสม ดังนั้นในแง่ของความกังวลระยะปานกลาง ระยะยาว จะมีผลเรื้อรังต่อเนื่อง ผมยังมั่นใจว่าเราต้องมีวิธีการที่จะทำงานร่วมกันให้ได้ ในขณะเดียวกันส่วนอื่น ๆ ที่จะทำงานก็คงจะไม่ใช่มาคาดหวังว่าจะเป็นเรื่องมาตรการนั้น มาตรการนี้ โดยที่ไม่ทำอะไร ทางกระทรวงการคลังเองอย่างที่เรียนว่า เราก็ชำระหนี้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศจำนวนหนึ่งก่อนกำหนดไปเพื่อให้อุปสงค์ อุปทาน ทำงานได้ดีขึ้น ส่วนภาคเอกชนซึ่งกำลังมีการตัดสินใจที่จะนำเข้าเครื่องจักรดีไม่ดี ตอนที่ค่าเงินบาทแข็งก็ช่วยได้เหมือนกันที่จะนำเข้าเครื่องจักรในอัตราแลกเปลี่ยนนี้จะได้มีต้นทุนที่ถูก ในขณะเดียวกันการทำงานในส่วนอื่นที่ไม่ใช่เป็นเรื่องกลไกทางเศรษฐกิจ เช่น การพยายามไปเปิดตลาดใหม่ ๆ ต่าง ๆ นี้ก็มีการทำงานกัน ทางกระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมการจัดกิจกรรมในตลาดสำคัญต่างประเทศถึง 7 แห่ง ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังจะนำคณะไปยังประเทศญี่ปุ่น และก็นักธุรกิจก็จะมีการติดตามท่านนายกฯ ไปด้วย เพื่อที่จะเปิดตลาดการทำงานเหล่านี้ เราไม่หยุดที่จะต้องช่วยคนละไม้คนละมือต่อไป แต่ว่าการหารือในเชิงของนโยบายการเงิน การกำหนดนโยบายการคลัง งบประมาณกำลังจะเสนอต่อสภาฯ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ก็จะทำควบคู่กันไป แล้วก็เชื่อว่าเราน่าจะมีคำตอบที่ดีคือผมเองไม่เชื่อว่าค่าเงินบาทจะต้องแข็งค่าขึ้นไปจนกระทั่งกลายเป็น 28 ถ้วน ๆ หรือ 27 กว่า ๆ หรือ 26 โดยที่ไม่มีใครพยายามประคับประคองให้อยู่ในเสถียรภาพได้ ผมเองไม่เชื่ออย่างนั้น และถ้าหากว่าเราช่วยคนละไม้คนละมือจริง ๆ ผมเชื่อว่าความมีเสถียรภาพก็เกิดขึ้นได้
พิธีกร : มีตัวเลขในใจหรือไม่ ว่าเงินบาทที่เหมาะสม ณ สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ควรอยู่ที่สักเท่าไร
นายกิตติรัตน์ฯ : ถ้าคุณธีรัตถ์ฯ จำได้ ผมได้พูดว่าความกังวลในเรื่องของค่าเงินตั้งแต่ตอนที่ค่าเงินอยู่ที่ 31 บาทกว่า ๆ เมื่อเทียบเงินเหรียญสหรัฐ ตอนนั้นก็พึ่งจะหลุดออกจาก 32 ใหม่ ๆ ไม่ได้หมายความว่า ผมอยากจะเห็นขึ้นเป็น 31 บาทกว่า ๆ เหตุผลเพราะว่าขณะนั้น มาตรการที่เรียกว่า QE หรือ Quantitative Easing ของเงินสกุลใหญ่ ๆ ของโลกยังไม่ได้เด่นชัดแบบนี้ ดังนั้น การที่เราจะเทียบเราก็จะเทียบเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐ หรือว่าเงินบาทกับเงินเยน แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงเราเทียบตัวเรากับคู่ค้าอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จำเป็นจะต้องกลับไปเป็น 31 กว่า ๆ 32 เพื่อให้อยู่ในระดับที่ผมแสดงความคิดเห็นเอาไว้ ดังนั้นวันนี้การที่ของคนอื่นเขาก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญของสหรัฐด้วย และเราก็เป็นคู่ค้ากับสหรัฐเพียงประมาณร้อยละ 10 ดังนั้น ถ้าหากว่าเราจะแข็งค่าขึ้นไปเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐบาง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะเห็นตัวเลขอะไรที่มันจะอ่อนค่ากว่าที่เรากำลังคุยกันอยู่ในขณะนี้ไปบาง และไม่จำเป็นต้องไปถึงอัตราที่พูดถึงเรื่อง 31 กว่า ๆ ก็เป็นตัวเลขที่เป็นไปได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่าขอให้ไปยืนอยู่ในจุดที่เสถียรภาพแทนที่จะวิ่งจากจุดที่แข็งนี้ไปอยู่อีกด้านหนึ่งอย่างมากและก็ขาดเสถียรภาพ รวมทั้งพอพูดจากันไปสักพักหนึ่งเกิดความไม่มั่นใจในความต่อเนื่องมันกลับมาแข็งค่ากันใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือขอให้อัตรามันนิ่งพอสมควร
พิธีกร : ซึ่งถ้าดูจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นอยากให้ท่านรองนายกฯ พูดถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยโดยรวม ณ ปัจจุบันนี้ โดยสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้าง
นายกิตติรัตน์ฯ : ความจริงในหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจของเราจะเติบโตในอัตราประมาณร้อยละ 4.5 ถึงร้อยละ 5.5 สำหรับปีปฏิทิน 2556 นี้ แปลว่าค่ากลางจะอยู่ที่ร้อยละ 5 แต่เมื่อมีการดำเนินการต่าง ๆ ไประยะหนึ่ง มีผลทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วออกมาบางหน่วยงานก็ปรับฐานตัวเลขก็สูงขึ้น บางหน่วยงานก็ปรับเป็น 5. เศษ ๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ค่าสมมุติของอัตราของการขยายตัวขนาดนั้นแบบนั้น ผมคิดว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอัตราแรกเปลี่ยนที่เข็งค่าขนาดนี้ ดังนั้นถ้าหากว่าเราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนให้ไปยืนอยู่ในระดับที่เหมาะสม เราก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจก็อาจจะเติบโตช้าลงไปบ้าง แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็คงจะทำงานกัน ผมเชื่อว่าการที่เศรษฐกิจจะโตเป็นเรื่องที่เหมาะสมเราเองมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ ขอให้นักธุรกิจทั้งหลายหรือว่าภาคผู้ส่งออกทั้งหลายมีโอกาสที่จะทำในส่วนของเขาได้ดีตามสมควร แต่ทั้งนี้เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำด้วย อย่างเช่นการใช้จ่ายภาครัฐ การจะดำเนินการให้มีความซื่อตรงโปร่งใส ไม่รั่วไหล และมีประสิทธิภาพไม่มีความล้าช้าก็สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ภาคเอกชนถ้าหากว่าเขามีความมั่นใจว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่กำกับนโยบายไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่หมายถึงเรื่องอื่น ๆ เรื่องความมั่นคง เรื่องสังคม เรื่องการเมืองต่าง ๆ ถ้าภาวะโดยรวมบรรยากาศอำนวยนักท่องเที่ยวมากเขาก็สามารถที่จะตัดสินใจขยายการลงทุนต่าง ๆ ได้การมีงานทำคงอยู่ในอัตราที่ดี อัตราการว่างงานน้อยอย่างที่ว่านะครับกิจการต่าง ๆ เติบโตได้พนักงานมีเงินเดือนขึ้นมีโบนัสกำลังซื้อก็เพิ่มเข้ามา ผมจึงเรียนว่าปี 2556 ถ้าไม่มีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากระทบเราถึงขนาดที่เราพูดกันก็จะเป็นปีที่เศรษฐกิจดีได้อีกปีนึงแล้วน่าจะทำงานง่ายกว่าเมื่อปี 2555 ซึ่งพ้นจากน้ำท่วมมาหมาด ๆ
พิธีกร : แต่ก็มีคำถามว่าเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำไมอยู่ดี ๆ มีการไปถอนเงินฝากในต่างประเทศกลับมาในประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น 6 พันกว่าล้านบาท
นายกิตติรัตน์ฯ : ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องกระทรวงการต่างประเทศมีสถานฑูตสถานกงศุลอยู่ในจุดต่าง ๆ ทั่วโลก เรามีการจัดเก็บค่าตรวจลงตรา ค่าวีซ่าหรือว่าค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับคนที่ไปใช้บริการของสถานฑูตสถานกงศุลมีการเปิดบัญชีไว้ในต่างประเทศ เพื่อรองรับเงินค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ซึ่งก็รับมาเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แล้วก็นำฝากไว้ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าปัจจุบันการนำฝากไว้ในบัญชีต่างประเทศผลตอบแทนแทบไม่มีเลย และกระทรวงต่างประเทศเองเป็นผู้เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีว่ามีเงินจำนวนนี้อยู่ แล้วเงินจำนวนนี้มากกว่างบประมาณประจำปีมากกว่างบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศเสียอีก กระทรวงการต่างประเทศก็ฝากกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังได้เป็นผู้ช่วยดูแลบริหารเงิน การดูแลบริหารเงินวิธีการที่ 1 คือสำรวจว่าบัญชีต่าง ๆ มียอดเงินเท่าไหร่ อาจจะมีการนำเงินมารวมกันอาจจะมีการส่งกลับประเทศมาเข้าคลัง เพราะจริง ๆ เงินที่อยู่ในบัญชีเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเงินของคลังอยู่แล้วเพียงแต่ว่ายังไม่ได้นำมารวมกันในบัญชีกลางเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้เงินจำนวนนี้มา แต่ก็ไม่ใช่เงินน้อยจนเกินไปจนมองข้ามความจริงเราบริหารงบประมาณของประเทศ อย่างเช่นปีนี้รายได้ของรัฐอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท งบประมาณประจำปีอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท เงิน 6พันล้านถือว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก แต่อย่างไรก็ตามเป็นเงินของประเทศ เพราะฉะนั้นจะเล็กจะใหญ่อย่างไรก็แล้วแต่เราต้องบริหารจัดการให้เหมาะสมถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่มีเงินจึงไปเอาเงิน 6 พันกว่าล้านเหล่านี้กลับประเทศเป็นเรื่องของการดูแลให้ทั่วถึงครอบคลุมเท่านั้นเอง
พิธีกร : ขณะเดียวกันเราคุยไปถึงการบริหารเศรษฐกิจโดยรวม แต่ว่าส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในช่วงต่อไปนี้คือการลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐ 2 ล้านล้านตรงนั้น มีการตั้งข้อสังเกตจากหลายหน่วยงานว่าคุ้มไม่คุ้มในการลงทุนท่านรองนายกฯ ย้ำอย่างไรกับการลงทุนครั้งนี้
นายกิตติรัตน์ฯ : ผมเข้าใจว่ามีการถามความเห็นไปยังคนทั่ว ๆ ไป และหลายท่านไม่ว่าบางท่านก็อาจจะเคยอยู่ในแวดวงบางท่านก็ อาจจะอยู่เหินห่างไปแล้ว ท่านก็อาจจะไม่ได้ดูแนวทางของร่างกฎหมายชัดเจน จึงนำไปสู่ความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาแล้วจะเอาเงินไปลงทุนอะไรก็ได้ ความจริงเรียนอย่างนี้กระทรวงการคลังยังคงรักษาวินัยการคลังประเทศอย่างเข้มแข็ง ความต้องการที่จะมีความลงทุนในด้านต่าง ๆ
มีปริมาณเงินที่สูงมากเพียงแต่ว่าทางด้านที่เป็นการคมนาคมขนส่งเป็นด้านที่ลงไปแล้วทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดี และในที่สุดในที่สุดทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น เมื่อมีรายได้มากขึ้น เราสามารถเอารายได้ไปลงทุนทำอย่างอื่นในเรื่องที่เหมาะสมจำเป็นได้ด้วย ดังนั้นกระทรวงการคลังเพียงแต่ระบุว่าการลงทุนที่เหมาะสมทำให้ประเทศเข้มแข็งน่าเชื่อถือสูงอย่างยิ่งนั้น ก็คือการลงทุนไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี หมายถึงสิ้นสุดปี 2020 ดังนั้นการมีวินัยคือการควบคุมไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท แล้วการที่เราเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้สภาฯ ได้รองรับกฏหมายที่มีเนื้อหาว่าจะเอาไปลงทุนโครงการใดก็แล้วแต่นี้จะต้องเป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาแล้วว่ามีความคุมค่าทางเศรษฐกิจ และผู้พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนั้นจะเป็นหน่วยงานสำคัญคือสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บางคนมองว่าเป็นข้าราชการจะถูกนักการเมืองมาครอบงำความจริงการพิจารณาผ่านคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ยอมรับจากทุก ๆ ฝ่ายอย่างยิ่ง และจะต้องการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสำนักงบประมาณ เพื่อที่จะมาดูในแง่ของความเหมาะสมของมูลค่าการลงทุน ในด้านนี้ด้วย และยังต้องผ่านการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินเพื่อที่จะมาสนับสนุนการลงทุนเหล่านี้ ดังนั้นก็เรียนว่าไม่ใช่เป็นการอนุมัติเงินอะไรก่อนความคุ้มค่าของการลงทุน โครงการลงทุนแต่ละโครงการนั้นคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติได้ต่อเมือมีการผ่านการกลั่นกรองผ่าน 3 หน่วยงานนี้ และจะต้องไปปฏิบัติตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบทวนทุกข้อเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นการระบุอยู่ในเนื้อของกฏหมาย และก็ส่วนเอกสารที่ประกอบการพิจารณาที่หนาสองร้อยกว่าหน้านั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เราเสนอว่าควรจะมีการลงทุนระบบคมนาคมขนส่ง ที่มีความครอบคุมต่อเนื่องหลายคนพูดถึงเฉพาะรถไฟความเร็วสูงความจริงแล้วการลงทุนในระบบการคมนาคม ครอบคลุมทั้งระบบถนน ท่าเรือรวมทั้งระบบรางที่เป็นทางคู่ขนาดรางปัจจุบันนี้เรามีทางคู่อยู่น้อยมากที่ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นได้ระบบรถไฟที่มีรางที่ใหญ่ขึ้นสามารถวิ่งได้เร็วขึ้นรวมทั้งด่านต่าง ๆ ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดีขึ้นด้วยนี้ คือระบบโดยรวม เรียนว่าที่มีคนบอกว่าต้องเป็นหนี้ถึง 50 ปี ขอเรียนว่าในการคำนวนที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความมั่นใจความจริงในอดีตกฏหมายกู้เงินในครั้งก่อน ๆ ไม่เคยมีกฏหมายฉบับใดที่คำนวนว่าหนี้ที่กู้มาจะหมดสิ้นจนบาทสุดท้ายได้ภายในเวลาเท่าไหร่ การสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ยก็สมมุติว่าให้แพงหน่อย เพื่อให้อยู่ภายใต้ข้อสมมุติว่าดอกเบี้ยที่แพงขนาดนั้นก็สามารถจ่ายได้ การที่จะสมมุติจะเราจะจ่ายเงินต้นก็สมมุติไว้ว่าจ่ายช้าหน่อย อย่างเช่นว่า 10 ปีแรกยังไม่จ่ายเลย ปีที่ 11 ค่อยจ่ายปีละ20,000 ล้าน และ 20,000 ล้านก็เท่ากับประมาณร้อยละ 1 ของยอดเงินทั้งหมด เมื่อเทียบกับยอดเงินงบประมาณประจำปีในแต่ละปีก็น้อยกว่าร้อยละ 1 ต่อเนื่องไป 10 ปีแล้วค่อย ๆ ขยับขึ้น เพราะว่าเมื่อเศรษฐกิจโตขึ้นงบประมาณมากขึ้นค่อยขยับขึ้นไป ความจริงมีคนคำนวนให้ดูบอกว่าที่จริงสมมุติว่าแทนที่ใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น สามารถที่จะประหยัดค่าดอกเบี้ยเอาส่วนที่ประหยัดมาจ่ายเงินต้นเร็วขึ้นภายในไม่กี่ทศวรรษก็หมดแล้วไม่จำเป็นต้องถึง 50 ปี ดังนั้นการที่มีคนไปเสนอแนวทาง ราวกับเป็นหนี้ข้ามสองชั่วอายุคนอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องของการมองอย่างเข้าใจผิด แล้วการมองอย่างเข้าใจถูกคือว่าข้อเท็จจริงแล้วนี้ดอกเบี้ยต่ำกว่านั้นการชำระคืนเงินต้นทำได้เร็วกว่านั้น รวมทั้งในแง่ของความตั้งใจลงทุนในโครงการเฉพาะเท่าที่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่านี้ จะมีการดำเนินการผ่านกลไกต่าง ๆ จึงเรียนด้วยความมั่นใจว่าถ้ากฏหมายอันนี้พร้อมที่จะดำเนินการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อย ๆ ถึงปี 2020 เมื่อระบบเสร็จประสิทธิภาพของการขนส่งก็จะดีสมบูรณ์เศรษฐกิจต่อเนื่องกันไป เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นหนี้ไปไม่กี่ทศวรรษ แต่ทรัพยสินเหล่านี้อยู่ไปอีกเป็นศตวรรษ
พิธีกร : ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีมากครับ ท่านผู้ชมครับรัฐบาลได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะบริหารเศรษฐกิจ อย่างที่ท่านรองรัฐมนตรี ได้บอกว่าในปีนี้นั้น ถ้าดูโดยร่วมแล้วการเติบโตเศรษฐกิจไทยนั้น โดยรวมแล้วไม่น่าที่จะเหลื่อมกว่าปี 2555 ที่ผ่านมาถ้าไม่มีปัญหาเรื่องค่าเงินบาท แต่ว่าทุกหน่วยงานนั้นได้มีการพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทนั้น แข็งค่าโดยที่ไม่มีปัจจัยมารองรับ ขณะเดียวกันการลงทุนต่าง ๆของภาครัฐนั้นก็ย้ำว่ามีความโปร่งใส มีวินัยทางการเงิน การคลัง เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตไม่เพียงแค่ 7 ปี เติบโตต่อไป เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมด้วย ทั้งหมดคือรายการนายกยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ
………………………………………..
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
