www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน

รัฐบาลชี้แจงคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พร้อมยอมรับคำตัดสินของศาลโลก

ถอดเทป

รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 08.00 น.

พิธีกร (นายจอม เพชรประดับ) : สวัสดีครับ ขอต้อนรับท่านผู้ชมทุกท่านเข้าสู่รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน สัปดาห์นี้ดำเนินรายการ โดยผม จอม เพชรประดับ การให้การด้วยวาจา การพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือว่าศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในระหว่างวันที่ 15-19 เมษายน 2556 สำเร็จเสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายไทยเองนั้นก็มีความมั่นใจว่าได้มีการให้เหตุผล ให้หลักฐานรวมทั้งคำชี้แจงต่าง ๆ ต่อศาลโลกได้อย่างหนาแน่นเหมือนกัน ในการที่เห็นว่าศาลโลกไม่สามารถที่จะตีความคำตัดสินที่ได้ตัดสินไปแล้ว เมื่อปี 2505 รวมทั้งประเทศกัมพูชาเองก็ไม่สามารถยื่นเรื่องที่จะให้เป็นการอุทธรณ์คดีใหม่ ในเรื่องนี้ได้ ซึ่งคงจะมีน้ำหนักมากพอที่เชื่อมั่นว่าในที่สุด ศาลก็อาจจะพิจารณาเรื่องนี้และอาจจะนำไปสู่การไม่รับคำฟ้องของประเทศกัมพูชาหรือไม่อย่างไรก็คงจะรู้คำตอบภายในปลายปีนี้ ซึ่งในช่วงระหว่างนี้ทางศาลคงต้องมีการพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายประเทศไทยเองก็มั่นใจและยืนยันว่าถึงแม้ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคงแนบแน่นเหมือนเช่นที่ผ่านมา ในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ในสัปดาห์นี้เราจะมาประมาณกันดูว่าในระยะ 4 วันที่ผ่านมาของการให้การด้วยวาจานั้นทางฝ่ายประเทศไทยเองมีความมั่นใจแค่ไหนอย่างไร และนับจากนี้ไปจะดำเนินการที่จะให้คดีนี้นำไปสู่การคลี่คลาย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศต่อไปอย่างไร เนื่องจากแขกรับเชิญที่จะพูดคุยด้วย 2 ท่าน คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ และตัวแทนประเทศไทย ในการต่อสู้คดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ยังอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เราจะพูดคุยและสัมภาษณ์กับท่านผ่านทางโทรศัพท์ และจะพูดคุยในรายการวันนี้ สวัสดีทั้ง 2 ท่านครับ

นายสุรพงษ์ฯ : สวัสดีครับ

นายวีรชัยฯ : สวัสดีครับ

พิธีกร : ขอบคุณมากที่ร่วมรายการอีกครั้งหนึ่ง ผมจะเริ่มจากทางท่านสุรพงษ์ฯ ตอนนี้ประมาณออกมาและในระยะเวลา 4 วันที่ผ่านมาของการให้การด้วยวาจานั้น ท่านมีความรู้สึกอย่างไรและมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน อย่างไร

นายสุรพงษ์ฯ : ผมฟังทีมทนายของประเทศไทยเรา ได้ถ้อยแถลงณ์ด้วยวาจาที่ศาลโลกในครั้งนี้ เราทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการชี้แจงของทีมทนายของเราก็จะยืนยันให้ศาลได้เห็นว่ากรณีที่ประเทศกัมพูชามาขอให้ศาลตีความ ในคดีปราสาทพระวิหารนั้น ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องตีความเลย ได้จบสิ้นไปตั้งแต่ปี 2505 รัฐบาลได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล เมื่อปี 2505 ที่ปราสาทพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชา เรามีการถอนทั้งทหารและตำรวจออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร และมาอยู่แนวรั้ว ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 สมัยท่านจอมพลสฤษดิ์ฯ ที่ได้ไปขึงรั้วลวดหนามไว้ใกล้เคียงกับบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเราก็ได้ยืนยันสิ่งเหล่านี้ให้กับทางศาล นอกจากนั้น การทำงานของทีมทนายของเราเป็นไม้เด็ดที่เรานำขึ้นมาใช้คือเรื่องแผนที่ ซึ่งทีมงานเดี๋ยวท่านทูตก็คงจะเล่าให้เราฟังว่าได้ใช้เวลามาพอสมควร 3 ปีด้วยกันที่จะได้ข้อสรุปที่เป็นประเด็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะยืนยันให้ศาลได้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทางประเทศกัมพูชาเข้ามาเรียกร้องนั้นไม่ได้มีเหตุมีผล และไม่เคยใช้เมื่อปี 2505 วันนี้พยายามที่จะเอาหลักฐานขึ้นมาแก้ไข ดัดแปลง เพื่อที่จะเอามายืนยันต่อศาล ดูในภาพรวมแล้วทั้ง 4 วันที่ผ่านมา ผมมานั่งฟังโดยตลอดก็พอใจ และข้อห่วงใยต่าง ๆ ที่เราเคยถูกหลาย ๆ ฝ่ายให้คำเสนอแนะ ชี้แนะ ให้ว่ากระทรวงการต่างประเทศ หรือทีมทนาย อย่าลืมประเด็นต่างๆ เราไม่ได้ลืมประเด็นเหล่านั้น เรารวบรวมประเด็นเหล่านั้นไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เราต้องขอขอบคุณคนไทยหลายๆ ท่านด้วยกันที่ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และบางครั้งเราพูดไม่ได้ เนื่องจากเราต้องเก็บเป็นความลับ ในการที่จะมาสู้คดีในครั้งนี้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ถ้าฝ่ายกัมพูชาสามารถอ่านเกมส์เราได้ทันหรือรู้ว่าสิ่งใดที่เราจะนำมาหยิบยก ในการชี้แจงต่อศาลในครั้งนี้ก็จะทำให้ภาคการต่อสู้ของเราเสียเปรียบได้ วันนี้เราดีใจที่เราได้สามารถรักษาความลับเหล่านั้นไว้ได้ บางครั้งเราอยากจะตอบพูดให้สังคมไทย คนที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจ แต่เราก็ไม่กล้า เพราะว่าเรากลัวว่าความลับนั้นจะถูกเปิดเผย สักครู่ท่านทูตก็คงจะเสริมในสิ่งที่เล่าให้คุณจอมฯฟัง และพี่น้องประชาชนได้ฟัง

พิธีกร : หมายถึงว่าถึงตอนนี้ความมั่นใจในเชิงบวกที่ท่านมีหลังจากที่ได้ประเมินมาแล้ว

นายสุรพงษ์ฯ : ใช่ครับ และผมคิดว่าหลาย ๆ ฝ่ายก่อนที่เราจะมาก็คิดว่า รัฐบาลนี้จะมาฮั้วกับทางประเทศกัมพูชาที่ทางรัฐบาลรวมทั้งตัวผมถูกกล่าวหามาโดยตลอด ผมกราบยืนยันว่า วันนี้การต่อสู้คดีทีมทนายได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ และเราใช้ทีมทนายชุดเดิม เพราะเราถือว่าทีมทนายชุดนี้ได้ทำงาน ได้ศึกษามาโดยตลอดกว่า 3 ปี เขามีความรอบรู้ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก เราจึงเลือกทีมทนายชุดเดิม แต่หลายฝ่ายก็มองว่าเราต้องการโยนความผิดไปให้รัฐบาลชุดที่แล้ว อยากจะกราบเรียนคุณจอมฯ ไปถึงพี่น้องประชาชนที่ชมรายการนี้ว่าเราไม่เอาเรื่องของประเทศชาติมาเป็นเกมส์การเมือง เพราะว่าเราถือเป็นเรื่องของประเทศชาติของประชาชน

พิธีกร : มาทางท่านทูตวีรชัยฯ บ้าง เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีความเข้าใจที่ไปที่มา ลองเล่าถึงที่ไปที่มาว่าสุดท้ายแล้วทำไม ศาลโลกจะต้องกลับมาพิจารณาเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง

นายวีรชัยฯ : มุมมองของเราคือประเทศกัมพูชาต้องการจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยเจรจากันและจะทำร่วมกัน อยู่ๆในปี 2550 เขาก็ไปยื่นฝ่ายเดียว และเสนอแผนที่ที่ล้ำเข้ามา เราดูแล้วล้ำแน่นอนเข้ามาในดินแดนไทยก็วัดได้ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร จริงๆ แล้วเป็นเพราะว่าเขาจะไปยื่น แต่ประเทศกัมพูชาเขามองกลับจากเรา เขาบอกว่าเป็นของเขามาตลอด เราก็ยังไปขอจากเขา ในปี 2550 ก็มองกลับกันอยู่ แต่ผมมองจากคนไทยว่าเป็นแบบนี้จริงๆ เราเชื่อว่าเป็นของเราและอยู่ๆ เขาจะไปขึ้นทะเบียน แต่ก่อนหน้านั้นเขารุกล้ำเข้ามาก่อน เขาทำเป็นระบบค่อยๆ เข้า แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการเรียกร้องของรัฐหรือเป็นประชาชน หรืออะไรต่างๆ มันค่อนข้างไม่ชัดเจน แต่ปี 2550 ชัดเจนว่าเป็นรัฐบาลเรียกร้องแน่นอนก็เลยต้องประท้วง ในที่สุดก็เจรจากันไม่ได้ เขาไม่ยอมเจรจาภายใต้ JBC เรื่องนี้ เขาบอกว่าเขาอยู่นอก JBC เขาก็เลยมาฟ้อง เขาเป็นฝ่ายฟ้อง อันนี้ต้องไม่ลืม เพราะว่าชอบพูดว่าเราชอบขออะไรต่อมิอะไรต่อศาล เราไม่ได้ขอคือเราเป็นจำเลย เราถูกฟ้องเราก็ต้องป้องกันตัวเอง

พิธีกร : เรื่องของการที่จะให้มีการเอาปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก ทางฝ่ายไทยเคยมีความประสงค์ที่เห็นว่าควรจะร่วมกันขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เคยเป็นความประสงค์ของฝ่ายไทยด้วยหรือไม่

นายวีรชัยฯ : ใช่ครับ ก่อนหน้าปี 2550 ฝ่ายไทยทุกรัฐบาลก็ยินดีที่จะร่วมคือเหมือนกับเข้าร่วมกัน เขาเอาตัวปราสาทไป พื้นที่เล็กๆ รอบๆ และเราเอาพื้นที่รอบนอกไปจดและร่วมกันพัฒนา แต่ว่าเรื่องพื้นที่ตรงไหนเป็นของใครก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็วางแผนกันแบบนั้น แต่ว่าไปๆ มาๆ เขาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกคนเดียว และเขาก็อยากจะเอาพื้นที่ทั้งหมด ที่วางแผนเอาไว้เป็นของเขาหมด

พิธีกร : ถ้าจะให้ประเมินว่าน้ำหนักที่มีน้ำหนักที่สุด สิ่งที่เป็นข้อหักล้างของฝ่ายไทยที่มีน้ำหนักที่สุดที่เห็นว่าเรื่องนี้ศาลไม่ควรที่จะมีการตีความอีกครั้งหนึ่ง น้ำหนักที่มีความสำคัญที่สุดที่เราให้กับศาล ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาน่าจะเป็นเรื่องอะไร ที่เห็นได้ว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว ไม่ควรจะกลับมาตีความกันอีกครั้งหนึ่ง คือหลักฐานอะไร

นายวีรชัยฯ : มีหลายอย่าง อย่างที่ 1. คือว่าเรื่องเขตแดนอยู่นอกกรอบคดีเดิม อันนั้นเป็นเรื่องกฎหมาย วิธีอ้างของเขา เขาอ้างพื้นที่นี้ โดยสร้างเส้นเขตแดนบนแผนที่ภาคผนวก 1 และเราก็เชื่อว่าเส้นเขตแดนอยู่นอกกรอบคดีเดิม อันนั้นเป็นหลัก อันที่ 2. เขาเชื่อว่าไม่มีความเห็นแย้งกัน เพราะว่าได้เห็นตรงกันแล้วตั้งแต่ปี 2505 อยู่ๆ เขามาเปลี่ยนแปลงในปี 2550 45 ปี อยู่ๆ มาเปลี่ยนใจมันก็คงลำบาก เพราะว่าไม่งั้นโลกนี้ก็อยู่กันไม่สงบ ตกลงกันแล้วและก็มาเปลี่ยน ไม่เอาแล้ว เมื่อสมัยก่อน ผมคิดว่าข้อเท็จจริงก็แข็งพอสมควร จุดแข็งของเราคือแผนที่ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าว แผนที่เราทุ่มเท ในขณะที่ทางเขา เขาไม่ได้สนใจประเด็น เขาไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านแผนที่

พิธีกร : ดูเหมือนว่าข้อหักล้างหรือคำโต้แย้งของฝ่ายกัมพูชา เขาบอกว่าแผนที่ผนวกที่ 1 ที่เป็นข้ออ้างสำคัญของฝั่งกัมพูชาเป็นแผนที่สยามและฝรั่งเศสทำร่วมกัน คือประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสทำร่วมกัน นั่นหมายถึงว่าประเทศกัมพูชายืนยันว่าแผนที่ผนวกที่ 1 เป็นการยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชา อันนี้เราได้โต้แย้งไปอย่างไร

นายวีรชัยฯ : เราไม่ปฏิเสธว่าศาลได้ตัดสินว่าแผนนี้ผูกพันธ์ทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชา แต่ว่าศาลนั้นตัดสินว่าผูกพันธ์มันต้องกำจัดเฉพาะส่วนที่ศาลมีอำนาจตัดสิน ในปี 2505 ส่วนที่ศาลพิจารณาตัดสินและจำกัดคือหัวข้อเรื่องเดียว คืออธิปไตยเหนือปราสาทเป็นของใคร ไม่ใช่เรื่องเขตแดน คือศาลใช้แผนที่เป็นหลักฐานว่าเขาวาดรูปปราสาทไว้อยู่ฝั่งกัมพูชาเท่านั้นเอง ซึ่งเขตแดนอยู่หรือไม่ผิดเพี้ยนอย่างไร ศาลไม่ทราบด้วย ศาลไม่ได้บอกว่าเส้นเขตแดนนั้นถูก ศาลเพียงแต่บอกว่าเส้นเขตแดนนั้นเขียนแล้วปราสาทอยู่ฝั่งกัมพูชาแล้วก็จบ ในเมื่อศาลไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องเขตแดน ฉะนั้นคำตัดสินนั้นก็มาผูกพันธ์เราไม่ได้ ในเรื่องเขตแดน แผนที่นี้ก็ผูกพันธ์เราไม่ได้ในเรื่องเขตแดน ผูกพันธ์ได้เพียงว่าปราสาทเป็นของใคร อันนี้คือข้อต่อสู้ของเรา

พิธีกร : ฝั่งกัมพูชาก็ยืนยันว่าคำพิพากษาของศาลปี 2505 มีความเป็นอันเดียวกันกับแผนที่ภาคผนวกที่ 1 แยกออกจากกันไม่ได้

นายวีรชัยฯ : ใช่ครับ ส่วนที่ตัดสินของตอนท้ายคำพิพากษาแยกไม่ได้จากเหตุผลคือตัวแผนที่ แต่เราก็บอกว่า 1. มันแยกได้ เพราะมีเหตุผลมาก 5-6 เหตุผล แผนที่เราเป็นหนึ่งในนั้น 2. หากแม้ว่าแยกไม่ได้ก็ต้องจำกัดอยู่เฉพาะสิ่งที่ได้รับการตัดสิน คือปราสาทเป็นของใคร อย่างไรก็มายุ่งกับเรื่องเขตแดนไม่ได้เด็ดขาด

พิธีกร : นอกเหนือจากเรื่องของแผนที่แล้วมีประเด็นที่มีการพูดกันมาก ในช่วง 4 วัน ที่ผ่านมาคือเรื่องของพื้นที่บริเวรรอบตัวปราสาท สิ่งที่เราได้ให้ทางศาลได้เข้าใจว่าพื้นที่ที่เรากำหนดเป็นพื้นที่ที่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 จริง ๆ น้ำหนักหรือหลักฐานที่เราอ้างเรื่องนี้ต่อศาล เราเน้นในเรื่องอะไรเพื่อที่จะให้เห็นว่ามีพื้นที่อยู่ในบริเวณที่เราได้ล้อมรั้วไว้เท่านั้น

นายวีรชัยฯ : ในเรื่องนี้น้อยคนจะค้นเข้าไป ส่วนใหญ่เรื่องนี้จะค้นไปไม่ถึง จริงๆ แล้วประเทศกัมพูชา ในคดีเก่า เขาได้เสนอเส้นมาเส้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นที่ว่าเขาถอดแผนที่ 1:200,000 แผนที่ภาคผนวก 1 ออกมาลงบนพื้นที่ เขาเสนอในปี 2504 เรียกว่า Annex 66 c ของเขา และเส้นนี้หน้าตาใกล้เคียงกับเส้นมติคณะรัฐมนตรีมาก ศาลก็ได้มีการผลิตแผนที่ที่มีเส้นนี้คู่กับเส้นที่ประเทศไทยเสนอ ซึ่งประมาณ ๆ ก็ไปกลางขอบหน้าผา มติคณะรัฐมนตรี ภายหลังตัดสินแล้วคณะรัฐมนตรีมีมติตรงนี้ออกมา เมื่อเอามาทาบกันแล้วมันก็คล้ายกันมาก แต่ก็ไม่เคยมีใครทำ จนกระทั่งในคดีนี้ เรามีความคิดที่จ้างผู้เชี่ยวชาญมาลองศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้นำ 2 เส้นนี้มาทาบกันก็จะพบว่าใกล้เคียงกันมาก ต่างกันเพียง 0.07 ตารางกิโลเมตร เราให้เขาไปน้อยกว่าที่เขาขอตอนนี้หนึ่ง 2504 0.07 ตารางกิโลเมตร ซึ่งท่านสีหนุ ท่านก็เห็น ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรในตอนนั้น ท่านบอกว่าไม่เป็นอะไรไม่กี่เมตร ไม่ใช่เรื่องใหญ่

พิธีกร : เป็นการตีความของเราฝ่ายเดียวหรือไม่ ตามที่ประเทศกัมพูชาอ้าง และโต้แย้งในเรื่องนี้

นายวีรชัยฯ : ใช่ครับ แน่นอนในคดีนี้ เขาก็บอกว่าที่เราอ้างไม่มีพื้นฐานใดๆ เราคิดเองทั้งหมด แต่ผมก็ถามท่านว่าแล้วประเทศกัมพูชาในปี 2504 เสนอเส้นนี้มาทำไม เสนอเส้นนี้มาไม่เกี่ยวกับแผนที่ 1:200,000 ไม่เกี่ยวเลย และผมก็ถามว่าเสนอทำไม เขาก็ไม่อาจจะตอบได้

พิธีกร : อนุญาตกลับมาที่ทางท่านสุรพงษ์ฯ อีกครั้งหนึ่ง ท่านสุรพงษ์เองก็ได้มีโอกาสได้คุยกับทางผู้พิพากษายูซูฟ ที่ได้มีการขอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาไปกำหนดพิกัดให้ชัดว่าบริเวณรอบ ๆ ตัวปราสาทนั้นมันแค่ไหน อย่างไร ได้มีการคุยกับทางท่านผู้พิพากษายูซูฟหรือไม่ว่าเหตุผลที่ขอไป ขอไปเพื่อที่จะใช้ประกอบในส่วนไหนของคำตัดสินหรือว่าข้อวินิฉัยที่จะมีในปลายปีนี้ อย่างไร

นายสุรพงษ์ฯ : คืนเย็นของวันที่ 2 ที่ศาลได้จัดเลี้ยงรับรองทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาก็เป็นธรรมเนียมของศาลที่เขาจะเลี้ยงรับรอง ผมได้มีโอกาสได้พบกับท่านผู้พิพากษายูซูฟ วันนั้นก็มีท่านสุกำพลฯ ยืนข้างๆ ผม ผมก็อดใจไม่ได้ก็ต้องการรู้เหมือนกันว่าที่ท่านขอนั้นเป็นคำขอในนามของศาลทั้งหมด หรือคณะผู้พิพากหรือเป็นเฉพาะส่วนตัว ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านขอเป็นการส่วนตัว เนื่องจากท่านต้องการศึกษาให้เกิดความชัดเจนว่าที่ฝ่ายไทยคิดกับที่ฝ่ายกัมพูชาคิดนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งมีกำหนดว่าวันที่ 26 เมษายน 2556 เราต้องนำเสนอให้ศาล เป็นความคิดส่วนตัว

พิธีกร : เห็นมีผู้เชี่ยวชาญหรือว่าผู้ที่อยู่ในวงการ การพิจารณาคดี ในศาลโลกก็บอกว่าปรากฎการแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย อันนั้นเป็นจริงหรือไม่ และถ้าเป็นแบบนั้นจะส่งสัญญาณไปในทำนองที่ว่า สุดท้ายแล้วศาลโลกก็อาจจะรับเอาเรื่องนี้เข้าไปสู่การตีความหรือไม่อย่างไร

นายสุรพงษ์ฯ : เท่าที่ผมสอบถามจากทีมทนายศาลโลกเคยถาม เคยมีคำถามเกิดขึ้นมาและถามวงคณะ ถามทั้งหมดก็มี หรือบางท่านก็ถามได้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และผู้เชี่ยวชาญอาจจะตีความเข้าใจกลัวว่าจะไปใช้ในการพิจารณาของศาล โดยหลักท่านยูซูฟได้เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ท่านขอแล้ว พอแต่ละฝ่ายส่งมาก็จะถ่ายสำเนาไปให้ผู้พิพากษาทุกท่านได้เห็นเหมือนกันว่าเราขอของท่านคนเดียวที่จะมาพิจารณาของท่าน แต่ก็ไม่แน่ว่าผู้พิพากษาท่านอื่น อาจจะหยิบยกขึ้นไปศึกษาเพิ่มเติม แต่ละคนได้เขียนคำตัดสินของตัวเองขึ้นในภายหลัง หลังจากวันนี้ไป

พิธีกร : อนุญาตกลับมาทางท่านทูตวีรชัยฯ อีกครั้งหนึ่ง ทางกัมพูชาเองก็มีคำพูดอยู่หลายครั้งว่าหลังจากที่มีคำพิพากษา เมื่อปี 2505 แล้ว ฝ่ายประเทศไทยเองไม่ยอมรับที่จะเป็นไปตามคำพิพากษา หมายถึงว่าแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ในลักษณะนั้นและมีความพยายามในการที่จะส่งทหารเข้ามาในพื้นที่ที่ต่าง ๆ ของประเทศกัมพูชา และไม่ยอมถอนทหารออกไป ข้อมูลหลักฐานสำคัญที่เราได้อธิบายต่อศาล ในประเด็นเหล่านี้เราใช้น้ำหนักในประเด็นไหน

นายวีรชัยฯ : เรายื่นไปพันกว่าหน้า เราเคยคุยกันรวม ๆ แล้วประมาณ 1,300 หน้า ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นข้อมูลเรื่องนี้ แต่หลักฐานเหล่านี้จะปรากฏชัดเจนเลยว่า ประเทศกัมพูชาประท้วงเรื่องต่าง ๆ มาตลอด มีเรื่องเดียวที่เขาไม่เคยประท้วง คือว่าเขาไม่เคยบอกว่าเราไม่ได้ถอนออกไปจากปราสาท และบริเวณใกล้เคียง เขาไม่เคย ถ้าจะประท้วงตัวรั้งหรือแนวเส้น แต่เขาก็บอกว่าไม่กี่เมตร จะบอกว่าเราจะไปยึดปราสาทคืน เป็นการยอมรับในตัวอยู่แล้วว่าเราออกไปแล้ว หลักฐานพวกนี้ที่เรารวบรวมมาและประเทศกัมพูชาไม่ได้ยืนอะไรเลย ดังนั้นถ้าเขาจะมาโต้เรา ในรอบเมื่อวันจันทร์เขาจิ๊กหลักฐานเราไป จำนวนมากมายที่วันแรกเรานำมา เป็นหลักฐานที่เราเสนอทั้งนั้น เขานำมามาทิ่มแทงแล้ว แต่เราดูดีแล้วว่าในนั้นไม่มีตรงไหนเลยที่ประเทศกัมพูชาร้องเรียนว่าเราไม่ได้ถอน ถ้าจะร้องเรียนว่าเส้นนี้ไม่ถูกก็ไม่กี่เมตร ผมคิดว่าตรงนี้หลักฐานเราน่าจะแน่น

พิธีกร : สิ่งที่พิสูจน์ว่าหลักฐาน โดยเฉพาะเรื่องของแผนที่ที่ประเทศกัมพูชานำมาชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลว่าเป็นแผนที่ที่น่าจะไม่ถูกต้องตามเดิม หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับแต่อะไรต่าง ๆ อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถพิสูจน์ได้อย่างไร

นายวีรชัยฯ : แผนที่แบ่งออกเป็น 2ประเด็น ประเด็นที่ 1 คือ แผนที่ภาคผนวกหนึ่ง ประเด็นที่ 2 คือแผนที่อื่น ๆ แผนที่ภาคผนวกหนึ่ง คือเป็นแผนที่หลักฐานเดียวที่เขาใช้ ชี้ให้ศาลเห็นแล้วว่ามีอยู่ถึงประมาณ 6-7 เวอร์ชัน แล้วเวอร์ชันที่กัมพูชายื่นเมื่อปี1959 กับเวอร์ชันที่ยื่นในปีนี้ก็ไม่เหมือนกัน ที่นี่กัมพูชาคือคนทั่วไปเขาบอกว่าไม่เป็นไรทุกฉบับแสดงปราสาทเป็นของกัมพูชา ถูกต้องครับ ถ้าหากว่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคดีเดิมตามกำหนดอำนาจของคดีเดิมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็ไม่ผิดเวอร์ชันครับเพราะปราสาทเป็นของกัมพูชาหมด แต่ว่าแต่ละฉบับเป็นเขตแดนนั้นหน้าตาไม่เหมือนกัน คือทุกวันนี้ตัวปราสาทหน้ากัมพูชาแต่ตัวเส้นไม่เหมือนกัน ปัญหาก็คือในคดีนี้ กัมพูชามาขอให้เอาเส้นนี้มาใช้เป็นเขต ปัญหาคือจะเอาเส้นไหน ผมถึงได้กล่าวสรุปตอนจบว่า เมื่อวานเขาก็อุตสาห์ไปถ่ายด้านหลังของแผนที่ที่เขายื่นเมื่อปี 1959 มาโชว์ซึ่งผิดนะ เมื่อวานนี้เราค้านได้อยู่แล้วแต่ผมไม่ค้าน พอผมจะเอาดาบเขาไปฟันเขา เพราะว่าจริง ๆ เขายื่น 59 แน่ ๆ ฉบับนี้ ฉบับที่ยื่นปี 2 ปี ที่แล้ว 2011 นี้คนละฉบับก็ถือว่าตอนจบจะให้ใช้เส้นไหนก็ไม่ได้ตอบแล้วศาลจะตัดสินได้อย่างไร เราก็ชี้ประเด็นแผนที่ภาคผนวกหนึ่ง แต่แผนที่อื่น ๆ เราชี้ให้เห็นว่าศาลใช้แผนที่ถึง 60 ฉบับ โดยประมาณในคดีที่แล้ว แต่ 60 ฉบับศาลคัดมาตีพิมพ์ประกอบเอกสารประมวลคดี 6 ฉบับก็มีแผนที่ภาคผนวกหนึ่ง หนึ่งอัน 1 ในเวอร์ชั่นนั้นเป็นหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นแผนที่อื่น ๆ ซึ่งต้องนำมาดูว่าศาลเขาพิมพ์ทำไมเพราะเขาระบุแล้วว่าแผนที่ที่พิมพ์อันไหนที่พิมพ์แล้วก็ตามมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อความเข้าใจของคำพิพากษา ดังนั้นเราจะพบว่าในบรรดาแผนที่เหล่านี้มีชิ้นหนึ่ง 85D ซึ่งเป็นรูปหน้าตาหยิบขึ้นมาดูท่านจะเห็นว่าใช้ในเส้นมติคณะรัฐมนตรีมากไปกว่านี้แหละ นี้เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าพื้นที่พิพาทในคดีเก่าเป็นไปตามนี้ก็คือศาลใช้ทั้ง 2 ชิ้น ศาลใช้แผนที่อันหนึ่งเพื่อชี้ว่าปราสาทเป็นของใคร แต่ศาลใช้ 85D เพื่อดูว่าพื้นที่พิพาทอยู่ตรงไหนด้วยวัตถุประสงค์ต่างกันใช้ร่วมกันและไม่ได้ขัดกัน นี่คือทฤษฎีของเราแต่กัมพูชาเขาไม่มีอะไรอย่างอื่น ไม่สำคัญเลยภาคผนวกอย่างเดียวแต่ตรงนี้เราก็ถามว่าจะเอาอันไหนเอาเส้นไหน ผมได้ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่ตอนเปิดคดี

พิธีกร : คำพิพากษาในปี 2505 นี้ทางกัมพูชายืนยันชัดเจนว่าเป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ในเรื่องของความหมายและขอบเขตอาณาบริเวณที่เกี่ยวข้องและอยู่บริเวณรอบ ๆ ตัวปราสาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทางกัมพูชายืนยันคือว่าเมื่อมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ตีความไม่ตรงกัน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้ศาลได้มีการตีความให้เพราะว่าความเข้าใจไม่ตรงกันนี้สะท้อนผ่านอะไรบ้าง ผ่านเรื่องของความขัดแย้ง มีเรื่องของการสู้รบอะไรต่าง ๆ ซึ่งกัมพูชาเขาบอกว่าเขาพิสูจน์ไม่ว่าจะเป็นข่าวคราวต่าง ๆ ที่ออกมาหรือปัญหาที่เกิดขึ้นปัญหาความรุนแรงในบริเวณแนวชายแดนนั้นก็เป็นสิ่งยืนยันว่าทั้งไทยและกัมพูชานั้นมีการตีความคำพิพากษา 2505 ไม่ตรงกัน ตรงนี้น่าจะมีน้ำหนักที่จะบอกกับศาลโลกที่ผ่านมา

นายวีรชัยฯ : เราก็ต่อสู้อย่างนี้ครับว่าเราไม่ปฏิเสธที่มีข้อคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องตีความพิพากษาในขณะนี้ แต่ความเห็นไม่ตรงกันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2550 นี้เมื่อในไม่กี่ปีมานี้เอง 5-6 ปี ในขณะที่เราอยู่มา 45 ปีไม่เคยมีความเห็นแตกต่าง ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรถ้าหากท่านสบายใจแล้ว 45 ปี ท่านไม่เคยไปหาตำรวจไม่เคยไปหากรมบังคับคดีเราอยู่กันมาอย่างมากก็บ่นพูด อย่างมากก็บ่นไม่ไปแจ้งตำรวจไม่ทำอะไรทั้งสิ้น 45 ปีเกิดเปลี่ยนใจคราวนี้มาแจ้งตำรวจแล้ว ผมว่าแบบนี้โลกเราก็อยู่กันลำบากนี่คือท่าทีของเรา แต่ฝ่ายกัมพูชาบอกว่าทฤษฎีของไทยไม่ได้หรอก 45 ก็ยังมีสิทธิ์อยู่ เพราะถ้าหากไม่มีสิทธิ์ เขาใช้คำว่าประตูหลัง เซอร์แฟรงคลิน เบอร์แมน บอกไว้ว่าประตูหลังไปกำหนดอายุความของข้อ 60 แต่เราคิดว่าไม่เพราะข้อ 60 ไม่ใช่จะต้องเปลี่ยนใจ เปลี่ยนใจมาแบบนั้นโลกก็ไม่มีความเสถียรภาพ

พิธีกร : ขออนุญาตกลับมาทางท่านสุรพล ท่านเคยพูดไว้เหมือนกันว่าจริง ๆ คดีนี้ถ้าเราจะมาขึ้นศาลกันอีกที ประเทศไทยอย่างดีก็แค่เสมอตัว ตรงนั้นก็เป็นความรู้สึกที่ยังเป็นความรู้สึกนั่นอยู่หรือไม่ถึงตอนนี่

นายสุรพงษ์ฯ : คือต้องเข้าใจ คุณจอมแบบนี้ครับ ที่ผมให้ความเห็นว่าในการขึ้นศาลครั้งนี้เสมอตัวนั้นความหมายของผมคือศาลไม่ตัดสิน ศาลไม่รับตีความทุกอย่างกลับไปเหมือนปี 2505 เท่าที่วันนี้เราดูจากการต่อสู้ของทีมทนายตลอด 4 วัน โดยเฉพาะท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ได้ขึ้นสรุปเป็นคนสุดท้ายได้ยืนยันต่อศาลชัดเจนว่าศาลไม่ควรจะตีความเพราะเรื่องนี้ได้จบสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 ไทยก็ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลไปเรียบร้อยแล้วก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ศาลจะต้องมาตีความย้อนหลัง เพราะสิ่งที่กัมพูชาขอตีความได้ซ่อนประเด็นอื่น ๆ ไว้คือต้องการพื้นที่มากขึ้นจากเดิมที่ท่านทูตได้บอกว่า 0.35 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่พิพาท เมื่อปี 2505 วันนี้ต้องการถึง 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ วันนี้เราก็ดูแล้วว่าวันนี้อยากจะเห็นการเสมอตัว คือกลับไปอยู่กันแบบเดิม แล้วเราก็อยู่กับเขา เราก็พัฒนาพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารร่วมกันกับพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่เราอยากเห็น

พิธีกร : ถ้าจะสรุปแบบนี้จะถูกหรือไม่ คือถ้าเรื่องนี้ประเทศไทยจะชนะก็คือกลับไปสู่คำพิพากษาปี 2505 ก็คือเสมอตัว คำว่าเสมอตัวก็คือชัยชนะของไทยแบบนั้นหรือไม่

นายสุรพงษ์ฯ : ถูกต้องครับถ้าเราชนะ คดีนี้ก็คือศาลรับตามที่เราสู้คดีในครั้งนี้ก็คือเสมอตัว กลับไปเหมือนปี 2505

พิธีกร : แต่ว่าจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าสมมุติศาลมีคำวินิฉัยออกมาว่าไม่รับคำร้องแล้วก็กลับไปเหมือนคำพิพากษาปี 2505 เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะกลับไปสู่เป็นมิตรที่ดีต่อกันไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกและเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาจะจบลง คือหมายความว่าคดีปราสาทเขาพระวิหารจะจบลง เราจะมีอะไรเป็นตัวหลักประกันตรงนี้หรือไม่

นายสุรพงษ์ฯ : เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พบกับท่านสมเด็จฮุนเซน ก็ได้พูดกันหลายครั้งครับว่าถ้าผลการตัดสินออกมาอย่างไร เราก็สามารถยอมรับได้และเราจะกลับมาอยู่ด้วยกันมาบริหารจัดการปราสาทเขาพระวิหารไปด้วยกัน ที่มั่นใจได้วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายืนยันว่าเหมือนเดิมถึงแม้ว่าคดีนั้นจะเป็นอย่างไร เราจะไม่เอาเรื่องคดีไปยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านอื่น ๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชาครับ

พิธีกร : ขออนุญาตมาที่ทางท่านทูตวีรชัย พลาศรัย อีกครั้งหนึ่งเราได้วิเคาระห์กันเหมือนกันว่าคำวินิฉัยของศาลในปลายปีนี้จะออกมาอย่างไร มีการวิเคาระห์กันออกมา 4 แนวทาง แนวทางแรกคือว่ายกคำร้องไปเลย แนวทางที่ 2 อาจจะเป้นประโยชน์ต่อกัมพูชา แนวทางที่ 3 อาจจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย แนวทางที่ 4 คือว่าอาจจะเป็นคำวินิฉัยกลาง ๆ ถึงตอนนี่ท่านทูตวีรชัย พลาศรัย มีความมั่นใจในแนวทางไหนทั้ง 4 แนวทางนี่ครับ

นายวีรชัยฯ : ผม คำว่ามั่นใจไม่เคยพูดครับ เพราะว่าเราไม่อาจไปก้าวล่วงศาลได้ สิ่งที่ผมพูดคือผมมีความเชื่อมั่นว่าเราทำดีที่สุดและละเอียดที่สุด ค้นคว้าจนกล่าวได้ว่าไม่น่าจะมีอะไรเหลือที่เราไม่เห็น และที่คัดมาใช้กว่า 300 หน้า คือคัดทิ้งไปเป็นหมื่นหน้า ถ้าเราเชื่อว่าละเอียดที่สุดแล้ว ประกอบกับโปร่งใสด้วย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบทุกอย่างได้ ณ หมดวินาทีที่พูดก็สามารถตรวจได้หมดไม่มีอะไรซ้อนเลย ผลจะออกมาอย่างไร ผมสบายใจแล้วครับ

พิธีกร : ในฐานะที่ท่านเองก็เป็นหัวหน้าคณะทีมต่อสู้คดีเขาพระวิหารซึ่งผ่านการเปลี่ยนรัฐบาลมา 2 ครั้ง เปรียบเทียบความแตกต่างหรือไม่ว่าในรัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้การทำงานเหมือนเดิมหรือแตกต่างกันอย่างไรในฐานะที่เป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่อยู่ทั้ง 2 รัฐบาลที่ผ่านมา

นายวีรชัยฯ : น่าจะมีคนอื่นบ้างนะครับ แต่ผมเรียนท่านนะครับว่าไม่ต่างเลยครับได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเกือบจะคล้าย ๆ ว่าไม่มีรอยต่อและในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องบประมาณ เรื่องบุคลากร เรื่องการพัสดุแม้แต่เรื่องกำลังใจด้วย ไม่มีความแตกต่างครับ

พิธีกร : กลับมาที่ทางท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล คิดว่านับจากนี้ไปความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีอะไรมาเป็นอุปสรรคสะดุดหยุดลงและนำมาสู่ความขัดแย้งอะไรอีกหรือไม่

นายสุรพงษ์ฯ : ผมคิดว่าไม่มีครับ เพราะเท่าที่ผู้นำของเราทั้ง 2 ฝ่ายได้พบกัน และตัวผมเองกับท่านฮอร์ นัมฮง ได้พบปะพูดคุยกันหลายครั้ง ยืนยันครับว่า ความสัมพันพันธ์ของเราจะต้องแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและโดยเฉพาะเมื่อเราก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไทยกับกัมพูชาเราแยกกันไม่ออกครับ เหมือนไทยกับลาวและไทยกับเมียนมาร์ เราเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ชิดกัน ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมอะไรก็ใกล้เคียงกัน เราก็อยู่กันเหมือนพี่น้อง ผมคิดว่ายิ่งเราก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว เส้นเขตแดนแทบจะไม่มีความหมาย ผมคิดว่าเราอยู่ได้ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

พิธีกร : ความสัมพันธ์ที่ดีที่ทางรัฐบาลยืนยันและพูดถึง แต่ว่าในกลุ่มการเมืองภายในประเทศเราเองก็อาจมองความสัมพันธ์ที่ดี พยายามที่จะให้เกิดการพัฒนาเกิดขึ้นทั้ง 2 ประเทศก็อาจจะถูกตีความที่เป็นลบด้วยเหมือนกันว่าจะเอาผลประโยชน์ของประเทศไปแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่างหรือไม่ ตรงนี้จะทำอย่างไรไม่ให้นำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งแบบนี้ในประเทศไทย

นายสุรพงษ์ฯ : ผมคิดว่าประเทศเราไม่ควรจะนำการเมืองมาเล่นกับการต่างประเทศ แต่ขอร้องท่านทั้งหลายที่มีความคิดแตกต่าง เราอยู่ในสังคมโลกเราเป็นประเทศ ถ้าเปรียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเป็นประเทศที่เจริญดีอยู่แล้ว การที่จะทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านและกล่าวหากันโดยไม่มีหลักฐานอยากจะให้เลิก อย่างกรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล พยายามที่จะกล่าวหารัฐบาลว่ามีส่วนที่จะไปหาผลประโยชน์ ทั้งๆ ที่พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชามีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่เราต้องเตรียมไว้ เพื่อที่จะรองรับอนาคตของประเทศไทย เพราะประเทศไทยในอนาคตต้องการทรัพยากรธรรมชาติคือก๊าซหรือน้ำมันเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยในโครงการต่าง ๆ เราต้องการพลังไฟฟ้า เราก็ต้องการพลังงานสำรอง เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าเรามัวแต่กล่าวหากันแล้วไม่ได้เริ่มเลย ผมคิดว่าคนไทยรุ่นลูกรุ่นหลานจะเสียโอกาส ผมคิดว่ารัฐบาลเราต้องมั่นใจกันด้วยว่า เราทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะพิสูจน์ให้สังคมไทยได้เห็นว่า ทุกวันนี้เราทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ไปกล่าวหากันในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงสิ่งเหล่านี้น่าจะตระหนักกันด้วย

พิธีกร : มาที่ทางท่านทูตวีรชัย พลาศรัย กันอีกครั้ง สังคมไทยประชาชนไทยก็เฝ้าดูการให้คำแถลงด้วยวาจาตลอดทั้ง 4 วันและมองท่านวีรชัยฯในลักษณะที่มีความหวังและให้กำลังใจ ส่งกำลังใจมาโดยตลอด มีอะไรจะพูดถึงและฝากถึงประชาชนคนไทยหรือไม่ที่ให้กำลังใจตลอดเวลา 4 วันที่ผ่านมา

นายวีรชัยฯ : ก็ขอบคุณครับ ขอบคุณจริง ๆ และขอขอบคุณในแง่ข้อมูลด้วย ท่านที่ส่งข้อมูลให้ผมทั้งหลาย แต่ละท่านก็เห็นว่ามันปรากฎอยู่เห็น ๆ สะท้อนอยู่ ถ้ามีอะไรดีก็เป็นผลงานร่วมกัน อยากจะเชิญชวนให้ท่านไปศึกษาเอกสารที่เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศหรือศาลโลกที่เตรียมไว้ต้องอ่านนานต้องใช้เวลาอ่านเป็นเดือน พอเวลาคำพิพากษาออกมา ท่านฟัง ท่านจะได้สามารถเข้าใจได้เร็ว

พิธีกร : ขณะที่กำลังรอคำวินิฉัยของศาลในปลายปีนี้จะมีอะไรแนะนำกับประชาชนหรือไม่ เพราะว่าประชาชนโดยเฉพาะคนไทยก็เฝ้าระวัง เฝ้ารอด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจพอสมควร ทีนี่เราจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อที่จะเตรียมรับคำวินิจฉัยในปลายปีนี้

นายสุรพงษ์ฯ : เราก็จะให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย สมมุติว่าคำตัดสินออกมาไม่ตรงตามที่เราตั้งใจที่จะเห็นว่าเราจะต้องรับกับสิ่งใดบ้าง กับทีมงานก็จะหารือกันและพูดคุยกันเสนอผลสรุปว่าจะเป็นอย่างไรเพื่อให้คนไทยได้เข้าใจด้วย เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและเป็นหน้าที่ของฝ่ายทีมงาน ทีมทนายที่จะต้องช่วยกันปรึกษาหาข้อสรุป เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจตรงกันด้วย อยากจะให้พี่น้องประชาชนคนไทยใจเย็น ๆ รอฟังผลวินิฉัยของศาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมเชื่อมั่นครับว่าศาลยุติธรรมเขา ระหว่างประเทศคือศาลที่มีผู้พิพากษา 17 ท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์แต่ละท่านน่าจะเป็นผู้ที่ให้ความยุติธรรมได้ และผมเชื่อมั่นว่าเขามานั่งตัดสินคดีพิพาทต่าง ๆ เท่าที่ผ่านมาทุกท่านก็ต้องการเห็นคู่กรณีหรือคู่พิพาทอยู่กันด้วยความสงบอยู่ร่วมกันได้ น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นผลสรุปได้

พิธีกร : ท่านทูตวีรชัยฯ ครับนับจากนี้ไป ขนวบการของศาลโลก คณะผู้พิพากษาของศาลโลกจะต้องทำอย่างไรก่อนที่จะวินิจฉัยในปลายปี

นายวีรชัยฯ : ท่านคงต้องไปพิจารณาไปอ่านเอกสารและท่านก็คงจะประชุมกันเป็นระยะ ในที่สุดทำคำพิพากษาออกมา ผมถึงเชิญชวนประชาชนให้ศึกษาด้วย ใกล้ ๆ คำพิพากษาออกมาจะได้เข้าใจได้ทันที

พิธีกร : ท่านสุรพงษ์ฯ ครับในส่วนของการที่จะรอคำตัดสินของศาลความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาซึ่งท่านก็พูดว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น จะมีอะไรที่เป็นรูปธรรมที่เราจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชานับจากนี้ไปจะดีขึ้น นโยบายของไทย นโยบายของกัมพูชาจะทำอะไรกันต่อไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไรก็ตามในปลายปีนี้ครับ

นายสุรพงษ์ฯ : ที่จริงผมกับท่านฮอร์ นัมฮง ได้รับบัญชา ผมได้รับบัญชาจาก นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นหัวหน้าทีม ท่านฮอร์ นัมฮง ก็ได้รับบัญชาจากท่านสมเด็จฮุนเซนให้เป็นหัวหน้าทีมเพื่อจะพูดคุยกันเรื่องความร่วมมือตลอดแนวชายแดน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ตลอดแนวชายด้านร่วมกันซึ่งหลังจากนี้ไป ผมคิดว่าอีกดือน 2 เดือนคงต้องมีการประชุมร่วมของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตลอดแนวชายแดน พื้นที่เศรษฐกิจระหว่างกัน การเชื่อมโยงระหว่างกัน ตรงนี้ก็เป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องเดินต่อไป

พิธีกร : หลังจากเสร็จสิ้นการให้การด้วยวาจาไปเมื่อวานที่ผ่านมา ได้คุยกับทางท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่

นายสุรพงษ์ : ครับเมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ Phone in มาแสดงความขอบคุณกับทีมงานทั้งหมดที่เราได้ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ท่านห่วงโดยตลอด ท่านได้ติดตามให้ผมได้รายงานไปให้ท่านได้รับทราบด้วย ในแต่ละครั้งที่มีการขึ้นศาลพุดคุยกันมีการโต้แย้งกันอย่างไรบ้าง ท่านติดตามโดยตลอดครับ ว่าทีมงานจะสู้ได้อย่างไรบ้าง และในที่สุดท่านได้ติดตามการถ่ายทอดสดเช่นกัน ท่านเก็เห็นว่าทีมงานเราทำได้ดีมากกับการเตรียมข้อมูลต่าง ๆ เมื่อสักครู่ท่านก็ชื่นชม

พิธีกร : ท่านทูตวีรชัยฯ เองมีโอกาสได้คุยกับท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวหรือไม่ หลังจากที่ได้ให้การเสร็จไปเมื่อวานนี้

นายวีรชัยฯ : ไม่มี มีแต่ตอนก่อนที่ท่านกรุณาโทรศัพท์มาให้กำลังใจและสนับสนุนเต็มที่และบอกว่าให้ทำเต็มที่ก่อนที่เริ่มแถลงของเรา

พิธีกร : ประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุดของท่านวีรชัยฯ ในการเป็นหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในปี พ.ศ. นี้คืออะไร

นายวีรชัยฯ : ความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งข้าราชการ ทหาร พลเรือน และสื่อมวลชน นักวิชาการ ฝ่ายสภาฯ ทุกฝ่ายครับให้ความร่วมมือทั้งหมด ผมว่าถ้ามีอะไรดีหรือสำเร็จ ในเรื่องนี้เป็นผลงานของพวกเราร่วมกันทั้งหมด

พิธีกร : ครับในนามของคนไทยขอขอบพระคุณและเป็นกำลังใจให้ และได้ทำงานเสียสละและเหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดระยะเวลาหลายวันทีเดียว ขอบพระคุณมาก เดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัยครับ ขอบคุณนะครับ สวัสดีครับ

นายวีรชัยฯ : สวัสดีครับ

พิธีกร :นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นความคาดหวังของสังคมไทยของคนกัมพูชาด้วยว่าการพิจารณาคดีนี่ก็น่าจะนำไปสู่การที่จะนำไปสู่ให้ทั้ง 2 ประเทศนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่เหมือนเดิม ส่วนเรื่องของความขัดแย้งความไม่เข้าใจในบริเวณพื้นที่นั่นก็คงต้องว่ากันไปในส่วนของทั้ง 2 ประเทศในอนาคตด้วยนะครับ และนี่คือทั้งหมดของรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ผมจอม เพชรประดับและทีมงานลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ

..........................................

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก