ถอดเทป
รายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน”
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 08.00 น.
ช่วงที่ 1
พิธีกร (ดร.อริสรา กำธรเจริญ) : ขอต้อนรับท่านผู้ชมเข้าสู่รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ดิฉัน ดร.อริสรา กำธรเจริญ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ สัปดาห์นี้เราพบกันในบรรยากาศของสงกรานต์ ซึ่งจะได้พูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงงานสงกรานต์ รวมทั้งภารกิจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมให้กับพี่น้องคนไทย สวัสดีค่ะ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีค่ะ
พิธีกร : วันนี้ 13 เมษายน 2556 วันสงกรานต์และวันผู้สูงอายุด้วย ที่ผ่านมาในปีนี้ รัฐบาลเน้นเรื่องของการสืบสานประเพณีสงกรานต์ และอยากจะให้พี่น้องคนไทยกลับไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ด้วย
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ ต้องบอกว่าประเพณีสงกรานต์ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของไทย และเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน อยากให้ใช้โอกาสนี้ในการรักษาอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ตั้งแต่วิธีการรดน้ำสงกรานต์ ซึ่งเป็นวิธีการที่สื่อภาษาและแสดงการอวยพรปีใหม่อย่างน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้ อยากขอเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทุกท่านในการที่จะร่วมกันสืบทอดและร่วมประเพณีสงกรานต์ด้วยกันตั้งแต่เรื่องของการทำบุญตักบาตร เทศกาลสงกรานต์นอกจากจะมีการรดน้ำแล้วก็มีการสรงน้ำพระ ซึ่งน่าจะใช้โอกาสนี้ในการขอพรจากผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และรวมถึงผู้ที่มีพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ด้วย ดิฉันก็มองว่าในช่วงสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลก็ให้วันหยุดเพิ่มอีก 1 วัน เป็น 5 วัน ก็ถือโอกาสนี้ในฐานะที่วันที่ 14 เมษายน 2556 เป็นวันครอบครัวก็อยากให้ทุกท่านใช้โอกาสนี้ในการให้ความอบอุ่นกับครอบครัวและอยู่ร่วมกันเป็นวันแห่งความสุขของครอบครัวของพวกเราด้วย เพราะจริง ๆ แล้ว ช่วงสงกรานต์ถือว่าเป็นประเพณีที่ดี นอกจากจะได้มีความสุขร่วมกัน ครอบครัวก็ได้อยู่รวมกัน และมีโอกาสได้ให้บุตรหลานรู้ถึงความกตัญญูกัตตเวทิตาของผู้มีพระคุณด้วย
พิธีกร : ท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะเห็นภาพสงกรานต์ปีนี้ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่าอยากเห็นภาพสงกรานต์ปีนี้เป็นสงกรานต์ที่มีความสุข มีรอยยิ้ม และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ในการเล่นสงกรานต์เรียกว่าการรักษาประเพณีและไม่อยากเห็นการดื่มเหล้า ดื่มสุรามาก และอาจจะทำให้เกิดอันตรายในการขับรถ รัฐบาลเป็นห่วง ในส่วนของภาครัฐ เราก็คอยในการที่จะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ในการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เช่น เรื่องของการขับรถกลับบ้าน หลายท่านก็ขับรถกลับบ้าน และไม่อยากให้ดื่มในขณะที่ขับรถ หรือเรื่องของการแต่งกายต่าง ๆ ด้วย อยากให้แต่งกายสุภาพเพื่อที่จะลดจากเหตุอันตรายต่าง ๆ ต่อไป
พิธีกร : หลายคนบอกว่าในปีนี้อากาศร้อนกว่าทุกปี บรรยากาศการเมืองก็ร้อนเหมือนกัน ท่านอยากเห็นน้ำสงกรานต์ในบ้านเราเป็นอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่าสงกรานต์นอกจากจะเป็นปีใหม่ เราก็ถือว่าเราจะมีการละเล่น การเล่นน้ำ เพื่อที่เราทำงานเหนื่อยมาทั้งปี และเพื่อที่จะขอพลังสำหรับเป็นกำลังใจในปีต่อไป สำหรับสงกรานต์นี้หลายท่านอาจจะบอกเป็นเดือนที่ร้อน ร้อนทั้งอากาศ อุณหภูมิทางการเมืองก็ร้อน ดิฉันก็หวังว่าน้ำสงกรานต์ครั้งนี้ก็จะเป็นน้ำเย็นที่มาหล่อเลี้ยงจิตใจและความสุขให้กับคนไทย ในช่วงนี้เราก็อาศัยช่วงวันหยุดเป็นช่วงที่ทุกคนจะได้มีโอกาสได้พักผ่อนตนเอง และใช้ความสุขที่มีอยู่ รวมถึงเล่นน้ำสงกรานต์เพื่อให้จิตใจมีความสุขและร่มเย็น เพื่อเราจะได้พร้อมเป็นพลังในการทำงานร่วมกัน และให้มีความสุขเจอแต่สิ่งที่ดี ๆ ตลอดไป
พิธีกร : แต่ก่อนจะหยุดสงกรานต์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันอังคาร ท่านนายกรัฐมนตรีได้เปิดศูนย์ช่วยเหลือสังคม ซึ่งถือว่าเป็นการเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลที่อยากจะแก้ไขปัญหาสังคม อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกกับท่านผู้ชมว่าสิ่งนี้จะมาช่วยเหลือพวกเราได้อย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : เรียนว่าศูนย์นี้ชื่อเต็มว่า ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ภาษาอังกฤษคือ One Stop Crisis Center (OSCC) เป็นศูนย์ที่เราต้องการที่อยากจะช่วยเหลือดูแล เด็ก สตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ถือว่าเป็นผู้ที่เป็นเพศที่อ่อนแอ หรือกายภาพที่อ่อนแอ เราอยากจะให้การช่วยเหลือดูแล เพราะว่าปัญหาสิ่งที่เราเจอคือปัญหาสังคม เช่นเรื่องของการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก การกระทำที่รุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ซึ่งหลาย ๆ อย่างเหล่านี้ และรวมถึงเรื่องของการที่เด็กวัยรุ่นวันนี้อาจจะเกิดปัญหาเรื่องของการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งส่วนตรงนี้ เราเรียกว่าคุณแม่วัยใส ปัญหาทั้งหมดของสังคม ถามว่าวันนี้จริง ๆ แล้วทุก ๆ หน่วยงานก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ซึ่งเราพบว่ามีหลายกระทรวง หลายหน่วยงานรวมถึงภาคประชาชน มูลนิธิ เครือข่ายต่าง ๆ ก็ได้ช่วยกันทำงานนี้มาตลอด เราก็เห็นว่าในการทำงานทั้งหมดนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมานั้นปัญหาต่าง ๆ ก็มีอยู่ตลอดอย่างต่อเนื่อง เราจะพบว่าผู้ที่ได้รับปัญหานี้จะต้องมีการประสานงานหลายจุด เราก็รู้สึกว่าทำไมเราไม่มาทำศูนย์ที่เป็น One Stop โดยบูรณาการศูนย์นี้จากทุก ๆ คน ทุก ๆ หน่วยองค์กร เรามองว่าช่องทางในการติดต่อ เราอยากให้มีช่องทางในการติดต่อตั้งแต่เรื่องของการไปพบกับศูนย์ต่าง ๆ เข้าไปแจ้งด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานีตำรวจ โรงพยาบาล หรือมูลนิธิต่าง ๆ ที่สามารถเข้าไปแจ้งได้ทุกเรื่อง หรือโทรผ่านฮอตไลน์ 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง และมีเว็บไซต์ที่จะคอยให้คำตอบว่าสามารถที่ติดต่ออย่างไร รวมถึงการแจ้งเบาะแสทั้งหมด ซึ่งเราถือว่าช่องทางต่าง ๆ นี้ เราก็บูรณาการร่วมกันก็จะทำให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นสามารถที่จะแจ้งไปยัง 3 ช่องนี้ได้ จากการแจ้ง 3 ช่องทางนี้ สิ่งที่พบคือว่า การทำงานเราจะมีการบูรณาการระบบส่งต่อให้ เช่น เด็กคนหนึ่งอาจจะถูกกระทำรุนแรง บางครั้งจุดที่ไปได้ 2 จุด อาจจะไปถึง ถ้าไม่ลำบากมากเขาก็จะไปแจ้งความก่อน และไปรักษาตัวทีหลังหรือบางครั้งจะไปโรงพยาบาล และสถานีตำรวจ ซึ่งบางครั้งในการทำงานก็ต้องมีการส่งต่อ เราเองเราก็บูรณาการระบบนี้ไม่ว่าจะไปที่ศูนย์ไหน ทุกศูนย์จะรับเรื่องราวให้ และสมมุติถ้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เราก็จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะรับเรื่องราวแจ้งความและติดตามผู้กระทำความผิด รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราก็จะบูรณาการทั้งหมด 1. คือศูนย์ทุกศูนย์จะบูรณาการเป็นศูนย์เดียว ซึ่งวันนี้เราก็ได้ประสานงานทุกศูนย์แล้วก็ประมาณ 20,000 กว่าศูนย์ที่จะรับเรื่องทั้งหมด
พิธีกร : จะอยู่ทั่วประเทศ สะดวกที่ไหนก็ไปแจ้งด้วยตัวเองได้ นี่เป็นอีกช่องทางหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ศูนย์ทุกศูนย์ก็จะทำงานประสานกันทั้งหมด เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ทันและรวดเร็ว หลังจากที่ประสาน อันนี้จะเรียกว่าการแก้ไขปัญหาที่ช่วงวิกฤตและเราจะมีเจ้าหน้าที่ในการติดตามเรื่องให้ เพราะบางครั้งในการแจ้งแล้ว อาจจะไม่มีใครได้ติดตามตามความเร่งด่วน เราจะมีหน่วยงานในการติดตามให้ เพื่อให้แน่ใจว่างานทุกงาน เรื่องทุกเรื่องนั้นได้รับการดูแล และมีผู้ที่ได้รับการดูแลและตัดสินใจช่วยเหลือ นี่คือช่วงของขั้นตอนที่เกิดปัญหา แต่หลังจากเกิดปัญหาแล้ว เราก็เห็นว่าในส่วนของการเกิดปัญหาภายหลังนั้นก็จะมีหลาย ๆ อย่างที่ประชาชนหลายท่านไม่รู้ว่ารัฐบาลมีสิทธิพิเศษอะไรให้ หรือกฎหมายคุ้มครองอย่างไรบ้าง เราก็อยากจะเห็นในเรื่องของการที่จะใช้ข้อกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิตามหลักของรัฐธรรนูญในแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี ผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่มีสิทธิ ในเรื่องของการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพตามกฎหมายนี้ให้อย่างเต็มที่ และรวมถึงการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ เพราะบางครั้งผู้ที่ประสบปัญหานี้ก็อาจจะกลับไปอยู่ในสังคมไม่ได้ อาจจะมีความหวาดกลัวว่าจะทำอย่างไรในการมีสถานที่พักพิงชั่วคราว เพื่อให้เขาได้รับการพักฟื้นจิตใจ การดูแล และนอกเหนือจากนั้น เช่น เด็กที่ลืมตาดูโลกพ่อแม่อาจจะไม่มีความพร้อม รัฐจะเข้ามาช่วยเหลือสังคมอย่างไร และไม่อยากเห็นเด็กคนนี้เกิดขึ้นมาแล้วไม่มีใครดูแล ถูกทอดทิ้งเป็นปัญหาของสังคมต่อไป และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่จะดูแลช่วยเหลือเด็ก ซึ่งเราจะมีในเรื่องของสวัสดิการของรัฐ หรือกองทุนต่าง ๆ ที่รัฐมีให้เพื่อให้ทุกคนนั้นสามารถเข้าถึงสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย เข้าถึงการดูแลเยียวยาและกองทุนต่าง ๆ ให้ครบสมบูรณ์ นี่คือที่มาและเจตนารมณ์ของโครงการนี้
พิธีกร : หมายความว่า รัฐบาลจะเข้ามาดูแลทั้งในช่วงที่เกิดวิกฤตและหลังวิกฤตก็ยังเข้าไปดูแล โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าหลาย ๆ คนก็ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้ว เรามีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง ตรงนี้รัฐบาลก็จะเข้าไปช่วยดูแลด้วย
นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่ารัฐบาลทำหน้าที่บูรณาการ เพราะหน่วยงานภาครัฐก็จะได้บูรณาการร่วมกัน และรวมถึงหน่วยงานภาคเอกชน มูลนิธิ ซึ่งตรงนี้เราเองเราก็หวังว่า เราจะได้มีโอกาสเรียนเชิญเครือข่ายต่าง ๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะรัฐบาลก็ถือว่าเรามาช่วยกันทำงาน เพราะจุดมุ่งหมายเดียวกันคืออยากให้สังคมนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และได้รับการดูแลสิทธิของเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการ อย่างเท่าเทียมกัน
พิธีกร : 20,000 หน่วยก็พร้อมทำงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้ามีปัญหาก็สามารถที่จะแจ้งได้
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ อีก 2 เดือนข้างหน้าเราจะบูรณาการระบบให้เป็นคอมพิวเตอร์หมด วันนี้อาจจะต้องเรียนว่าเราก็จะเป็นระบบส่งต่อได้แล้ว แต่ในเรื่องของข้อมูลต่าง ๆ เราจะพัฒนาโดยการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อที่จะมาใช้ในการติดตามให้มีความรวดเร็วมากขึ้น
พิธีกร : ภาพที่อยากเห็นหลังจากที่ศูนย์นี้ได้ดำเนินการไประยะหนึ่งแล้วคือภาพไหน
นายกรัฐมนตรี : อยากเห็นคำว่าศูนย์นี้ไม่ทิ้งผู้ที่เดือดร้อน เรียกว่าทุกศูนย์สามารถที่จะเป็นที่พึ่งของผู้ที่ประสบความเดือดร้อนได้ และมีผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพในการติดตามจนจบก็จะรู้สึกว่าไม่อ้างว้าง และโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวในสังคมนี่คือกำลังใจที่เราจะบอกว่าทุกคนร่วมกัน และมีพลังในการที่จะร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสังคม เพื่อให้สังคมนี้เป็นสังคมที่น่าอยู่ต่อไป
พิธีกร : นี่คือเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลได้ตั้งใจทำและมีการเปิดศูนย์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา กลับมาในบรรยากาศของสงกรานต์ ท่านนายกฯ โพลสำรวจออกมาหลายสำนักบอกว่าคนไทยอยากจะรดน้ำขอพรท่านนายกรัฐมนตรี อยากจะไปเล่นน้ำสงกรานต์กับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกฯบอกได้หรือไม่ว่าสงกรานต์นี้จะอยู่ที่ไหน เผื่อว่าคนไทยจะได้ไปรดน้ำแบบใกล้ชิดกับท่านนายกฯ
นายกรัฐมนตรี : ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้เกียรติดิฉัน และอยากจะรดน้ำสงกรานต์ดิฉัน ดิฉันถือว่าแค่ได้ยินโพลสำรวจก็มีความสุขแล้ว สำหรับสงกรานต์นี้ก็คงกลับไปที่บ้านเกิด และมีโอกาสได้ไปกราบไหว้ผู้ใหญ่และบรรพบุรุษ รวมถึงได้มีโอกาสอยู่กับลูก เพราะลูกเองก็มีความผูกพันธ์กับประเพณีสงกรานต์
พิธีกร : น้องไปร์อยากให้คุณแม่พาไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษหรือไม่สงกรานต์นี้
นายกรัฐมนตรี : คงไม่มีทริปพิเศษ เขาอยากจะไปอยู่ในบรรยากาศต่าง ๆ ก็คงถือโอกาสนี้ว่าแม่คงจะตามลูกในช่วงวันหยุด
พิธีกร : คุณแม่ได้หยุดหรือไม่
นายกรัฐมนตรี : ก็คงได้หยุด แต่ด้วยภารกิจ ดิฉันคงคอยติดตามข่าวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ข่าวบ้านเมืองให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย ได้มีโอกาสอยู่กับลูกมากขึ้นในช่วงวันหยุดสงกรานต์
พิธีกร : ปิดท้ายช่วงแรกของรายการในวันนี้ อยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้อวยพรปีใหม่ไทยให้กับคนไทยทุกคน
นายกรัฐมนตรี : สำหรับปีใหม่ไทยถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยมีแต่ความสุข สดชื่น และได้ใช้เวลาเต็มที่กับครอบครัว และขอให้ปีใหม่ไทยปีนี้มีแต่สิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิต รวมถึงสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง คิดสิ่งไหนก็ขอให้สมความปรารถนาตลอดไป
ช่วงที่ 2
พิธีกร : กลับมาติดตามช่วงที่ 2 ของรายการนายกฯยิ่งลักษณ์ พบประชาชน ช่วงนี้จะได้พูดคุยถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล สงกรานต์ รัฐบาลในปีนี้เน้นการสืบสานประเพณีไทย ช่วงนี้เราจะได้พูดคุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านสนธยา คุณปลื้ม และผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่านสุรพล เสวกเสวี สวัสดีค่ะ เรียนถามท่านรัฐมนตรี ว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมจะเข้ามาสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างไร รวมทั้งในปีนี้ท่านนายกฯเน้นบรรยากาศแห่งความสุข และการสืบทอดประเพณีที่งดงามของไทยด้วย
นายสนธยาฯ : ถ้าเราจะมองย้อนกลับไป ประเพณีสงกรานต์ อยู่คู่ประเทศไทยมาแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยา ตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถและในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ มีการออกกฎมณเฑียรบาลถึงเรื่องงานประเพณีสงกรานต์ การที่จะมีการรดน้ำดำหัว มีการสาดน้ำตั้งแต่ในอดีตมาเลยและถือว่าเป็นสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่เปลี่ยนทางสุริยคติมาสู่ราศีหนึ่งไปยังอีกราศีหนึ่ง เป็นการเคลื่อนย้ายตรงนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเบื้องต้นในเรื่องของสงกรานต์ แต่พอเรามองมาถึงปัจจุบันในเรื่องงานสงกรานต์เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงจากในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณี กลับมามีในเรื่องของการละเล่นการเล่นน้ำ การสาดน้ำ และเป็นการรับเอาเรื่องของวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามา จึงทำให้ในเรื่องของงานประเพณีสงกรานต์ซึ่งถือว่าเป็นปีใหม่ไทยอาจจะจืดจางลงไป ทางท่านนายกรัฐมนตรีเองจึงมี นโยบายในการฟื้นฟูในเรื่องของวัฒนธรรมที่ดีของไทย ซึ่งถือว่าเป็นรากของประเทศไทยทางวัฒนธรรม เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นในช่วงสงกรานต์นี้จึงเป็นช่วงที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับหลายหน่วยงานในการที่จะฟื้นฟูในเรื่องของประเพณีสงกรานต์ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาคที่ไม่เหมือนกัน ทางเหนือก็อย่างหนึ่ง ล้านนา ทางอีสานก็อย่างหนึ่ง ภาคกลางอย่างหนึ่ง ภาคใต้เขาก็อย่างหนึ่ง จึงเป็นในส่วนของการที่ทางกระทรวงเราหน่วยงานก็คือ วัฒนธรรมจังหวัด อยู่ทุกจังหวัด เราจึงให้วัฒนธรรมจังหวัดไปร่วมกับแต่ละจังหวัดในการที่จะส่งเสริมให้มีการจัดงานสงกรานต์ตามประเพณี เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันคนรุ่นใหม่ได้เห็นว่างานสงกรานต์ที่เป็นรากของประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทยามีอย่างไรตั้งแต่ทำบุญใส่บาตร สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ และก็การละเล่น กีฬาพื้นบ้านต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่ามีหลากหลาย แต่ละพื้นที่ตรงนี้จะสร้างถึงบรรยากาศสร้างถึงวัฒนธรรมที่มีมานานของเราโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตรงนี้จึงทำให้กระทรวงในภาพรวมทั้งประเทศเราทำแบบนี้
พิธีกร : ผ่านทางวัฒนธรรมจังหวัดคือจะเข้าไปดูแล
นายสนธยาฯ : วัฒนธรรมจังหวัดร่วมกับทางจังหวัดต่างๆที่จะเข้าไปร่วมกันไปดูแล ไปช่วยให้ความร่วมมือประสานส่งเสริมให้มีการจัด ซึ่ง ณ วันนี้กราบเรียนเลยว่าทุกจังหวัด ทุกท้องถิ่นก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับในเรื่องของการส่งเสริมทางด้านวัฒนธรรมประเพณี จริงๆ แล้วเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ สำหรับเรื่องวัฒนธรรมของไทย
พิธีกร : แต่สายตาของคนรุ่นใหม่ที่สนใจประเพณีดั้งเดิมของเราก็มากขึ้นด้วย ก็เป็นข้อมูลที่น่าชื่นใจ กิจกรรมหลักๆที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นสำหรับสงกรานต์ปีนี้มีอะไรบ้างคะ
นายสนธยาฯ : เรามีทั้งหมด 3 กิจกรรม กิจกรรมแรกเราจัดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน ตอนกลางวันสบายๆ คือการรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติผู้มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งทุกคนได้รับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็เชิญศิลปินแห่งชาติมาเพื่อที่จะทำพิธีรดน้ำ เพื่อที่จะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลและจะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องของนิทรรศการการรดน้ำของ 4 ภูมิภาคเช่นเดียวกัน เราจัดที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ที่หอประชุมเล็ก อันนั้นเป็นกิจกรรมแรก กิจกรรมที่ 2 เราจัดที่สยามแสควร์ เป็นการส่งเสริมทางด้านวัฒนธรรม ส่งเสริมเรื่องผ้าไทยและส่งเสริมในเรื่องกิจกรรมสำหรับครอบครัวเป็นสงกรานต์สีขาวใช้ชื่อว่าสงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ารวมไทย มวลสงกรานต์ล้านนา ซึ่งก็จะจัดที่บริเวณสยามแสควร์ ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน 2556 เที่ยงวันถึง 18.30 น.ตอนเย็น บรรยากาศสบายๆ อีกกิจกรรมหนึ่งก็คือที่เชียงใหม่ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่
นายสนธยาฯ : ในการจัดงานสืบฮีต สานฮอย ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง วันที่ 13-15 เช่นเดียวกัน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเป็นประธานเปิดในวันที่ 13เมษายน ในช่วงเช้า ซึ่งจะเป็นการสืบสานประเพณีสงกรานต์แบบล้านนา ซึ่งจัดบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จะเห็นว่าสงกรานต์ล้านนาในอดีตเขาเล่นกันแบบไหน การอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เป็นอย่างไร เรื่องอาหาร กาดหมั้ว การทำตุง การทำในส่วนของเกี่ยวกับเรื่องขันโตกต่างๆ จะเป็นอย่างไรตามประเพณีสงกรานต์ในอดีตของล้านนา ซึ่งในปัจจุบันนี้อาจจะไม่ได้เห็นแล้วหรือเห็นน้อย จะทำให้คนมาเล่นสงกรานต์ที่ล้านนาที่เชียงใหม่คือมีทั้งความสนุกสนาน ได้สัมผัสประเพณีเก่าแก่ด้วย เป็น 3กิจกรรมหลักๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดขึ้น ซึ่งได้ร่วมกับภาคเอกชนหลายๆ แห่ง อย่างที่สยามมาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิธีกร : ช่วงเวลาที่เราออกอากาศอยู่ในขณะนี้ ท่านรัฐมนตรี และ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ที่เชียงใหม่ เป็นบรรยากาศสงกรานต์ปีใหม่ที่ท่านรัฐมนตรีได้กราบเรียนเมื่อสักครู่นี้
พิธีกร : เรียนถามท่านผู้ว่า ททท. ถึงงานในปีนี้ทาง ททท. จัดกิจกรรมในหลายพื้นที่เหมือนกัน มีที่ไหนบ้าง
นายสุรพลฯ : ในเรื่องของสงกรานต์และการท่องเที่ยว คงแยกกันไม่ออก ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีการจัดการและมีส่วนสนับสนุนด้วย โดยเน้นในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีการเฉลิมฉลองสงกรานต์แบบที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีตั้งแต่ภาคเหนือก็คือที่จังหวัดเชียงใหม่ จะทำสงกรานต์ที่แปลกแหวกแนวออกไปจะทำร่วมกับประเทศในอาเซียน เราเรียกว่า สงกรานต์อุษาคเนย์ จะมีประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า ประเทศลาวและจีนตอนใต้ ซึ่งจะมีวัฒนธรรมเฉลิมฉลองปีใหม่แบบสงกรานต์เช่นเดียวกับเรา ซึ่งจะมีรูปแบบมีรายละเอียด มีวิธีการที่แตกต่าง เราก็มาทำร่วมกันที่สวนบวกหาดในวันที่ 11-15 ก็จะเห็นว่าวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านที่ฉลองสงกรานต์ ในลักษณะในวันที่เดียวกันในวันที่ 13 แต่ว่าเราก็จะมีกิจกรรมเรื่องของขบวนแห่ ขบวนแห่สงกรานต์อุษาคเนย์ก็จะมีนักแสดง นาฏศิลป์ต่างๆ ของแต่ละประเทศส่งเข้ามาร่วมด้วย แต่ละประเทศก็ส่งเข้ามา 50-60 คน จะดูน่าสนใจและมีความสวยงาม ส่วนในสวนบวกหาดแต่ละคนก็จะมีพื้นที่ของแต่ละประเทศที่จะนำเสนอในเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของศิลปะหัตถกรรมต่างๆ ที่เชียงใหม่ และที่สุโขทัยก็จะมีพื้นที่ที่เราสนับสนุนและร่วมทำงานอยู่ด้วยใน 3 พื้นที่ด้วยกัน คือในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอีกที่หนึ่งอยู่ในเมืองสุโขทัย อีกอันก็คือศรีสัชนาลัยซึ่งทั้งหมดก็เป็นสถานที่สวยงามมากนะครับ แล้วก็จะมีการจัดขบวนสงกรานต์แบบย้อนยุคต่อจากนั้นที่ภาคอีสานก็จะมีความโดดเด่น เช่น จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย จังหวัดขอนแก่น ก็จะมีถนนข้าวเหนียวที่มีคลื่นมนุษย์ที่ทำเป็น HUMANWAVE ที่ใหญ่ที่สุดก็จะเป็นที่นั่น แล้วที่หนองคายก็จะมีขบวนแห่แล้วก็สรงน้ำหลวงพ่อพระใส ที่จังหวัดนครพนมถนนข้าวปุ้นในส่วนของภาคกลางก็จะมีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสงกรานต์กรุงเก่า แล้วก็จะมีที่กรุงเทพมหานครมีที่จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วก็มีที่จังหวัดชลบุรี ชลบุรีนี่จริงๆค่อนข้างเฉลิมฉลองยาวนานเลยนะครับ ที่เขาเรียกว่าวันไหล เริ่มตั่งแต่บางพระ ศรีราชา บางแสน ไปจนถึงพัทยาก็ตั้งแต่วันที่ 12 มาเสร็จวันที่ 21 แล้วที่จังหวัดสมุทรปราการก็จะเป็นพวกส่งท้ายคือสงกรานต์ชาวรามัญ วันที่ 21 อันนั้นก็จะเป็นในพื้นที่ภาคกลางที่กรุงเทพฯ เราก็จะทำหลายที่มีเรื่องของสงกรานต์ ก็จะมีในเรื่องของการไหว้พระ 9 วัดที่ไปประสานงานวัดอารามหลวงต่างๆก็จะอำนวยความสะดวก เป็นส่วนหนึ่งของการไหว้พระขอพร นอกจากนั้นก็จะมีวัดพระเชตุพลก็จะมีการจัดรูปแบบเฉลิมฉลองสงกรานต์แบบชาวเหนือที่วัดราชโอสรก็ฉลองสงกรานต์แบบภาคอีสานแล้วก็จะมีอีก2 วัดที่จะเป็นการเฉลิมฉลองแบบภูมิภาค
นายสุรพลฯ : แล้วก็จะมีอีกสองวัดที่จะเป็นการเฉลิมฉลอง แต่ละภูมิภาคก็จะมีวัดสุทัศแล้วก็จะมีที่วัดสระเกศ นอกจากนั้นก็จะมีลงไปที่นครศรีธรรมราชเป็นแห่นางดานซึ่งเป็นสงกรานต์มีที่ความโดดเด่นที่สุด แล้วก็ที่หาดใหญ่ อันนี้ก็เป็นสงกรานต์รูปแบบใหม่คือสงกรานต์แบบมิดไนท์สงกรานต์คืนวันที่ 12 ต่อวันที่ 13 ก็หลังจากเล่นกันไปถึงตอนช่วงสงกรานต์ไปเล่นกันตอนกลางคืนเพราะว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากต่างประเทศจากมาเลเซียจากสิงค์โปรมาร่วมด้วย แล้วก็เสร็จแล้วตอนเช้าก็ตักบาตรเลยปรากฏว่าได้รับความสนใจมากจากนักท่องเที่ยวจากเพื่อนบ้านแล้วก็สุดท้ายที่ภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างๆเข้ามามากมายก็อยากจะให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสเรื่องของการเฉลิมฉลองสงกรานต์ด้วยเป็นสงกรานต์ออนเดอะบีช แล้วก็หาดป่าตองตลอดแนวจะมีเรื่องของการเล่นสงกรานต์ด้วย อันนี้ก็จะเป็นภาพรวมๆแล้วก็แหล่งพื้นที่สำคัญๆ12จังหวัดที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมสนับสนุนและก็ไปจัดงานนะครับ
พิธีกร : แต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์และก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เลือกไม่ถูกเลยว่าจะไปที่ไหนแต่ก็เที่ยวได้ยาวนะคะสงกรานต์นี้เที่ยวได้ไปจนถึง 21 ไม่ว่าจะเป็นที่ศรีราชา
นายสุรพลฯ : หรือว่าที่พระประแดง
พิธีกร : ถ้าวันหยุดเยอะแล้วก็ยังไม่ทราบว่าจะไปไหนก็ทยอยเที่ยวนะคะไล่ไปตั้งแต่วันนี้ 13 เมษายนเรื่อยไปจนถึงวันที่ 21 เมษายน กลับมาเรียนถามท่านรัฐมนตรีถึงงานใหญ่ที่เราจัดในกรุงเทพมหานครที่สยามสแควร์คือเราเน้นสงกรานต์สีขาวแล้วก็เน้นผ้าขาวม้า
นายสนธยาฯ : เน้นสงกรานต์สีขาวไร้แอลกอฮอล์แล้วก็เรื่องของส่งเสริมผ้าไทยคือผ้าขาวม้า ในประการแรกที่เราใช้ผ้าขาวม้าก็เพราะว่าผ้าขาวม้าคู่กับคนไทยกับเรื่องน้ำเราจะเห็นว่าจะใช้อยู่เป็นประจำตั้งแต่โพกหัวคล้องคอพาดเอามานุ่ง ใช้ตั้งแต่อาบน้ำอะไรต่างๆยังนำผ้าขาวมาคู่กับสงกรานต์ซึ่งก็จะเห็นว่าในส่วนของปัจจุบันผ้าขาวม้านอกจากใช้อย่างในอดีตแล้ว ปัจจุบันใช้ทำผลิตภัณฑ์ได้อย่างมากมายอย่างผมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าขาวม้าอันนี้เป็นผ้าขาวม้าของที่ราชบุรีแล้วแต่ละจังหวัดเขามีเอกลักษณ์แตกต่างกัน เราจึงนำตรงนี้เข้ามาในการจัดที่สยามสแควร์ที่ร่วมกับจุฬาลงกรณ์ มีการจัดทั้งหมดอยู่ 3 วันตั้งแต่วันที่ 13 จะมีในเรื่องของการละเล่นต่างๆ มีในเรื่องของการที่นำสงกรานต์ของสี่ภาคเข้ามาแสดงในพื้นที่สยามสแควร์เพื่อที่จะให้คนที่เข้ามาร่วมงานได้มาสัมผัสกับสงกรานต์ทางเหนือและยังเห็นว่ามีสงกรานต์รามันเช่นเดียวกันอย่างที่ท่านผู้ว่าฯบอก เราจะมีการสรงน้ำพระพุทธรูปโดยผ่านรางกระบอกไม้ไผ่แล้วก็จะมีสงกรานต์ล้านนามาแสดง ในบุญเดือนห้าทางอีสานสงกรานต์ภาคกลางแล้วก็ประเพณีวันว่างก็คือประเพณีสงกรานต์ทางภาคใต้เพื่อที่จะให้คนกรุงเทพฯได้มีโอกาสได้สัมผัส ได้มีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นเพลงโบราณในเรื่องของการละเล่นต่างๆมีดนตรีที่เห็นว่าเราจะนำดนตรีสมัยใหม่มาบอกกับจังหวะไทยอย่างสามช่ารำวงให้รู้ว่าเรามีความสนุกสนานกันอย่างไรแล้วก็ศิลปินในยุคปัจจุบันที่เป็นรุ่นใหม่เขาก็จะมาเล่นเป็นสามช่าเพื่อทำให้เห็นว่าการผสมผสานกันระหว่างร่วมสมัยกับวัฒนธรรมในทางดนตรีในช่วงสงกรานต์เป็นอย่างไร แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นร่วมสมัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตอนนี้เขานิยมการละเล่นของการเต้น แสดงหรือรำเหมือนๆกันที่เรียกว่าแฟลชม็อบ ช่วงนั้นเราก็มีแฟลชม็อบรำไทยสามช่าผ้าขาวม้าสามช่าซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ให้เห็นถึงความร่วมสมัยของงานประเพณีวัฒนธรรมที่สามารถที่จะอยู่คู่ไปกันได้ตลอด ซึ่งทั้งหมดในช่วง 13 -15 จะอยู่ในบริเวณพื้นที่สยามสแควร์ทั้งหมดเลยซึ่งก็ถือว่าจะทำให้ครอบครัวมาได้มาเพราะว่าเราเป็นสงกรานต์สีขาว ไม่มีการเล่นแป้ง ไม่มีการสาดน้ำรุนแรง ไม่มีแอลกอฮอล์แล้วก็แถมยังมีการละเล่นที่ทำให้คนในกรุงเทพฯลูกหลานสามารถมาด้วยกันเป็นครอบครัวแล้วได้มาสัมผัสกับในเรื่องของความเป็นวัฒนธรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งก็สามารถที่จะสนุกสนานได้แล้วก็เป็นการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในแต่ละยุคมาจนถึงความร่วมสมัยทั้งเรื่องดนตรีเรื่องการแสดงอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่า
นายสนธยาฯ : ทั้งในเรื่องดนตรี เรื่องการแสดง อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่า เราได้ร่วมกับร้านเสื้อบริเวณสยามสแควร์ในการที่จะทำแฟชั่นผ้าขาวม้า จะเห็นว่าผ้าขาวม้าสามารถที่จะนำมาตัดเย็บได้ทั้งเสื้อ กางเกง เป็นแบบแฟชั่นหรือที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวันทุกวัน อย่างที่ผมใส่อยู่แบบนี้ด้วย และแบบต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นก็สามารถที่จะใส่ได้ ก็ได้รับความร่วมมือตรงนี้เป็นอย่างดีจะทำให้เห็นว่าผ้าไทยใส่ไม่เชย ตรงนี้ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะว่าท่านนายกฯเองก็เน้นในเรื่องของการรณรงค์ที่ให้คนไทยมาใช้ มาสวมใส่ผ้าไทยในทุกๆ โอกาส ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญ เป็นหัวใจของช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลแห่งความรัก เทศกาลของการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นประเพณีที่เราสืบทอดกันมานานอย่างที่ผมเรียนว่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาครับ
พิธีกร : เมื่อปีที่แล้วถ้าจำบรรยากาศได้ ที่สยามสแควร์ก็มีการจัดงานโดยกระทรวงวัฒนธรรมและประสบความสำเร็จ เป็นที่พูดถึงในกลุ่มวัยรุ่นมากว่าผ้าขาวม้านำมาออกแบบได้หลากหลาย และก็สวมใส่แล้วไม่เชย ภาพที่เห็นที่น่าชื่นใจมากปีนี้คาดหวังแบบนั้นเหมือนกันไหมคะ
นายสนธยาฯ : ก็คาดหวังแบบนั้นครับ อย่างที่ผมเรียนไว้ว่า ปีที่แล้วเรายังไม่ได้มีความร่วมมือกับร้านเสื้อผ้ามากนัก แต่ปีนี้ทุกฝ่ายร่วมกันเพราะปีที่แล้วเขาเห็นแล้วนำมาทำเป็นทั้งเสื้อ ย่าม ตุ๊กตา หมวก กระเป๋า โบว์ผูกผม อะไรทุกอย่างเต็มไปหมดเลย ปีนี้มีพิเศษอีกส่วนหนึ่งก็คือ เราร่วมกับสถาบันการศึกษา จะมีการประกวดในเรื่องของการออกแบบเสื้อผ้า โดยนักออกแบบระดับอุดมศึกษา นักศึกษา ออกแบบในเรื่องของเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าขาวม้า ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เห็นว่าผ้าขาวม้าซึ่งเป็นหนึ่งชนิดเท่านั้นเองของผ้าไทยสามารถที่จะนำมาออกแบบตัดเย็บได้อย่างสวยงามใช้ได้สำหรับในทุกๆ โอกาส และก็ทันสมัยด้วย ตรงนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของสำหรับในการจัดงานสงกรานต์ ซึ่งเราใช้ชื่อว่า “สงกรานต์เมษา ผ้าขาวม้ารวมไทย มวลสงกรานต์ล้านนา” ซึ่งปีนี้เรานำเรื่องของการจัดแบบล้านนามาเป็นจุดเด่นสำหรับปีนี้ของที่สยามสแควร์ ปีหน้าอาจจะเปลี่ยนเป็นภาคอื่น ที่จะเอามาให้คนได้เห็นว่าสงกรานต์เราในแต่ละภูมิภาคเรามีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม มีความสวยงาม นั้นก็คือรากแห่งวัฒนธรรมที่จะได้มีโอกาสได้สัมผัส เรียนรู้ เราจะได้มีความรัก ความหวงแหน และภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของเรา
พิธีกร : สงกรานต์ที่นี้เริ่มเร็วตั้งแต่ตอนเที่ยงจนถึง 6 โมงเย็น วันนี้ก็สามารถจะเดินทางไปร่วมงานได้เป็นวันแรก และก็จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในช่วงเวลา 16.00 น. ด้วย แต่ว่าถ้าเกิดว่าอยากจะไปสัมผัสกับสงกรานต์ในหลากหลายภูมิภาคแต่อยู่ในกรุงเทพมหานครก็ไปตามวัดอย่างที่ท่านผู้ว่า ททท. ได้เรียนไปสักครู่นี้ แนวคิดของการนำสงกรานต์แต่ละภูมิภาคมาจัดที่วัด ที่ท่านผู้ว่าฯ ได้เรียนไปเมื่อสักครู่นี้ ปีนี้ได้แตกต่างจากปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้างคะ
นายสุรพลฯ : ในปีนี้ก็จะมีในเรื่องของการไหว้พระ 9 วัดแล้วนะครับ ทางวัดก็ต้องการที่จะสืบสานประเพณี และก็อยากจะนำคติเรื่องของการเฉลิมฉลองสงกรานต์ในรูปแบบของประเพณีไทย เนื่องจากว่ามีความหลากหลายเลย แต่ละวัดท่านได้กรุณาจัด ซึ่งเราก็จะไปสนับสนุนอย่างที่เรียนไปแล้ว วัดพระเชตุพนก็จะเป็นภาคหนึ่ง วัดราชโอรสก็จะเป็นภาคหนึ่ง วัดสระเกศ และวัดสุทัศน์อีกที่หนึ่ง เป็นเรื่องของการที่ไปไหว้พระขอพรเสร็จแล้วก็จะได้เรียนรู้ของวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นก็จะเป็นพื้นที่ที่เราไปจัด อย่างที่เรียนให้ทราบคือเป็นการที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละที่ เพราะฉะนั้นอยากจะกระจายตัวผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวและก็เฉลิมฉลองสงกรานต์ไปทั่วๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เพื่อที่จะได้ไม่ไปกระจุกตัวไปที่ใดที่หนึ่ง และก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมที่มีหลากหลาย
พิธีกร : ตามภาคต่างๆ ทราบว่าถ้าเกิดผู้ที่ไปร่วมงานแต่งตามภาคนั้นเข้าไปร่วมงานอย่างถ้าเกิดว่าไปที่วัดสระเกศแล้วแต่งกายด้วยผ้าไทยเป็นชุดภาคกลางไปก็มีของรางวัลพิเศษมอบให้ด้วย
นายสุรพลฯ : ใช่ครับ ก็เป็นการดึงดูดเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนได้ช่วยกันแต่งผ้าไทย ใช้ชุดไทย อย่าง
ท่านรัฐมนตรีฯ ได้กรุณากล่าวเมื่อสักครู่ก็คือจริงๆ แล้วไม่เชย จริงๆ แล้วก็มีความสวยงาม และก็เหมาะสมกับกาลเทศะด้วยนะครับ
พิธีกร : ทราบว่าทางผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวตื่นเต้นมากสำหรับงานสงกรานต์ที่จะมีการจัดขึ้นในแต่ละพื้นที่
นายสุรพลฯ : ครับ เพราะว่า จะเป็นช่วงของวันหยุดยาวและเป็นวันของครอบครัว เพราะฉะนั้นการเตรียมตัว เรื่องการเดินทางกันทั่วประเทศเลย โดยปกติในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวในช่วงที่เป็นวันหยุด 12-16 อย่างปีนี้ เราคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวไทยคงไม่ต่ำกว่า 2,000,000 คน ในช่วงดังกล่าว และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ประมาณ 700,000 คน ถือว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจริง ๆ แล้วในเดือนเมษายน ปกตินี้เป็นช่วงฤดูที่นักท่องเที่ยวจะเริ่มชะลอตัวลง แต่เมื่อมีช่วงเทศกาลสงกรานต์เข้ามา เรามีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องกันมา ซึ่งกลายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเขาได้ใส่ไว้ในปฏิทินของเขาที่จะเดินทางมาร่วม เพราะฉะนั้น ในปีนี้เบื้องต้นก็คือเที่ยวบินเช่าเหมา มาจากภูมิภาคเอเชียไม่ต่ำกว่า 200 เที่ยวบิน ที่มาในช่วงสงกรานต์นี่ จะมีเฉพาะที่นั่งอย่างเดียวประมาณเกือบ 40,000 ที่นั่ง นอกนั้นก็เดินทางมาตามเที่ยวบินปกติ ฉะนั้นจะถือว่าไปทุกพื้นที่อย่างคึกคักทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
พิธีกร : ท่านผู้ว่าฯ มองรายได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์นี้ รายได้จากการท่องเที่ยวมองตัวเลขไว้ที่ประมาณเท่าไหร่
นายสุรพลฯ : เราประมาณการในลักษณะการใช้จ่ายของการท่องเที่ยวเลย ไม่รวมการใช้จ่ายในครัวเรือน ในช่วงนั้นจะไม่ต่ำกว่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นของชาวต่างประเทศ ประมาณ 6,000 ล้านบาท และชาวไทยที่มีการใช้จ่ายประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท และที่ได้เรียนแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ต่ำกว่า 2,000,000 คน นักท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 700,000 คน
พิธีกร : เรียนถามเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ช่วงหลังต้องยอมรับเหมือนกันว่ามีข่าวนักท่องเที่ยวถูกทำร้ายในบ้านเราหรือว่าเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลแบบนี้ท่านผู้ว่าฯ ท่านรัฐมนตรีมีมาตรการในการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้างคะ
นายสุรพลฯ : ในส่วนของนโยบาย รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ก็ได้มีการประสานงานว่าเราตระหนักเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเรื่องของการอุ่นใจ เรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นก็ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เป็นผู้กำกับดูแล เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของการคมนาคมโดยเฉพาะสงกรานต์ เรียกว่าแต่ละหน่วยงานจะจัดแผนในการที่จะรองรับ เพราะ เนื่องจากจะมีการเดินทางหนาแน่นและมีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ก็จะมีผู้คนที่คิดไม่ดีหรือพยายามที่จะจ้องหาโอกาสอยู่มาก ฉะนั้นในส่วนของการท่องเที่ยวและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีตำรวจท่องเที่ยวและจะมีเรื่องของ Call Center ที่เราจะคอยรับเรื่องแต่จริง ๆ แล้วจะมีทั้งส่วนของการป้องปรามนะครับให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยวและการใช้รถใช้ถนนต่าง ๆ เหล่านี้ มีการระดมกำลังของตำรวจที่อยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทั้งหมด เป็นเบื้องต้นที่เราจะดำเนินการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้ ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข จะเข้ามาดูแลความปลอดภัย ความสะดวกให้กับผุ้ที่เดินทางและนักท่องเที่ยวด้วย
นายสนธยาฯ : โดยภาพรวมที่ท่านนายกฯ ได้กระชับลงไป คือให้ทั้งส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดลงไปดูแลในเรื่องของความปลอดภัย ในเรื่องของแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละสถานที่ที่มีการจัดงานก็ต้องลงไปดูในเรื่องของรายละเอียดเรื่องการจัดงาน ดูในเรื่องการดื่มสุราทั้งในเรื่องระหว่างการเดินทางหรือว่าบริเวณจัดงานเพื่อจะทำให้เป็นการป้องกันป้องปรามในสิ่งที่จะเกิดขึ้นซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญมากในเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลแห่งความรัก ก็คือเทศกาลสงกรานต์นี้ อยากให้ทุกคนไปร่วมงาน กลับบ้านไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ละคนแต่ละท้องถิ่นอย่างมีความสุขสนุกสนานเดินทางอย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับจะเห็นว่าเรามีการอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทางทั้งไปและกลับ เพื่อการดูแลและความปลอดภัย และในบริเวณงานก็ดูเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในแต่ละแห่งซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลที่ทางรัฐบาลถือว่า เราจะมีการดูในเรื่องของสถิติ ดูในเรื่องการเดินทางและรายละเอียดต่าง ๆ มาก และมีวางมาตรการเพิ่มขึ้นทุกปีซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ในการเดินทางกลับบ้าน หรือว่าเดินทางไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ในแต่ละแห่ง แต่ละงานทุกคนจะไปด้วยความสุข ความรัก และได้ความสุขความรักกลับมาเช่นเดียวกัน
พิธีกร : อุ่นใจและมั่นใจในการท่องเที่ยวงานสงกรานต์แต่ละที่ เพราะว่าทางรัฐบาลได้มีมาตรการในการดูแลในหลายมิติด้วยกัน เพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสุขขึ้นจริง ๆ สุดท้ายอยากให้ทั้งสองท่านได้เชิญชวน ท่านผู้ชมได้มาเที่ยวงานสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งอวยพรปีใหม่กับประชาชนด้วย
นายสนธยาฯ : สำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นปีใหม่ไทย เป็นเทศกาลแห่งความรัก เทศกาลแห่งความสุข เทศกาลการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที เป็นวัฒนธรรมของคนไทยในแต่ละพื้นที่ มีการจัดงานสงกรานต์ตามประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือ ทางอีสาน ทางใต้ ทางภาคกลาง ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมได้เป็นผู้จัดเองไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์วัฒนธรรม สยามสแควร์ หรือที่เชียงใหม่ จะขอเชิญชวนให้ทุก ๆ ท่านได้มาร่วมงาน ได้มาสัมผัสกับกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรม ถือว่าเป็นรากของประเทศไทย รากแห่งวัฒนธรรม เพื่อเราจะได้ซึมซับมีความรัก ความภาคภูมิใจ และหวงแหนในวัฒนธรรมของเราร่วมกันสืบสานประเพณี และในโอกาสปีใหม่ไทยวันสงกรานต์ขอให้ทุก ๆ ท่านมีความสุขสดชื่นมีความเจริญรุ่งเรืองเดินทางไปและกลับโดยสวัสดิภาพ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ ในปีใหม่ไทยปีนี้ ขอบคุณครับ
พิธีกร : ท่าน ผู้ว่าฯ ททท. คะ
นายสุรพลฯ : ผมคงจะเป็นเรื่องให้เที่ยวไทย แต่งไทยและเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์แบบไทย และขอให้ท่านประสบแต่สิ่งที่ดีงามในสงกรานต์และปีใหม่ไทย
พิธีกร : ทั้งหมดนี่คือการท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปีนี้ต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านสนธยา คุณปลื้ม และท่านผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่านสุรพล
เสวกเสวี คะ ขอบคุณค่ะ
พิธีกร : ทั้งหมดนี่คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนในสัปดาห์นี้ ดิฉัน ดร. อริสรา กำธรเจริญ หมดหน้าที่แต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ
………………………………………
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
