นายกฤษณพร เสริมพานิช อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดสรรคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ภายในระยะเวลา 180 วัน เมื่อได้คณะกรรมการฯ แล้ว สิ่งแรกที่จะเริ่มดำเนินการ คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ทั้งหมด โดย กรมประชาสัมพันธ์ ต้องคืนคลื่นความถี่โทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงทั้งหมด เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ดังนั้นกรมประชาสัมพันธ์ต้องเร่งวางแผนงานอย่างเข้มข้นในการขอคลื่นความถี่กลับคืนมา โดยคลื่นที่ได้รับการจัดสรรมานั้น จะเน้นการกระจายเสียงในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสาร และต้องมีการกำหนดขอบเขตของการใช้สื่อทั้งวิทยุและโทรทัศน์ จึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนบทบาทของกรมประชาสัมพันธ์ใหม่ทั้งระบบในการออกเป็นแผนแม่บทคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเนื้อหาของแต่ละรายการ เพราะหลังจากกฎหมาย กสทช.เกิดขึ้นแล้วทำให้ตลาดการแข่งขันด้านคลื่นความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเนื้อหารายการ เนื่องจากประชาชนมีสิทธิ์และมีทางเลือกในการรับชมรับฟังมากขึ้น
สำหรับแผนแม่บทที่กำลังจัดทำนี้จะต้องสื่อไปถึงประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม ขณะเดียวกันเมื่อมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่แล้ว กรมประชาสัมพันธ์ ต้องพัฒนาบุคลากร เนื้อหา และรูปแบบของรายการให้น่าสนใจ เพื่อแข่งขันกับคลื่นความถี่อื่นๆ ด้วย ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ จะเน้นหนักเนื้อหาสาระที่เป็นสาธารณะประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เรื่องข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงครอบคลุมทุกเนื้อหาสาระ , มีการนำเสนอรูปแบบรายการจากภาครัฐที่มีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนได้รับรู้ และมีการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวด้วยว่า กฎหมาย กสทช.ใหม่นี้ จะช่วยป้องกันการใช้คลื่นความถี่วิทยุชุมชนที่ผิดกฎหมาย เพราะได้กำหนดชัดเจนแล้วว่ามีกลุ่มใดบ้างที่ใช้คลื่นวิทยุชุมชน มีการออกใบอนุญาต กำหนดกำลังส่ง และจุดพื้นที่ตั้งออกอากาศที่มีการจัดระบบอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถเปิดคลื่นความถี่ผิดกฎหมายในการแสวงหาประโยชน์หรือปลุกปั่นประชาชนได้อีก หากมีการละเมิดการใช้คลื่นความถี่จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีถึงขั้นปิดสถานี รวมไปถึงกรณีที่เนื้อหารายการมีการละเมิดหรือพาดพิงบุคคลที่ 3 จะมีการดำเนินคดีเช่นกัน
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

