• ขนาดตัวอักษร 
  •   print
นโยบายรับจำนำข้าว

คำถาม – คำตอบ นโยบายรับจำนำข้าว

 

คำถาม – คำตอบ นโยบายรับจำนำข้าว

 

……………………………………………..

 

ถาม :  นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลได้ดำเนินการมาครบ 1 ปีแล้ว อยากทราบว่านโยบายดังกล่าวมีข้อดีอะไรบ้าง

ตอบ : นโยบายดังกล่าว ทำให้ราคาข้าวนั้นสูงขึ้นได้อย่างชัดเจน ชาวนาได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะเม็ดเงินถึงมือ แม้จะไม่เอาข้าวมาจำนำในโครงการของรัฐบาล แต่ราคาข้าวในตลาดในประเทศนั้นข้าวเปลือกก็มีราคาขยับสูงขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่ในอดีต รัฐบาลเริ่มรับจำนำข้าวในฤดูกาลเพาะปลูก 54/55 หากไปตรวจดูตัวเลขราคาข้าวเปลือกในตลาด แม้กระทั่งโรงสีหรือผู้ส่งออก ที่ไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ก็จะวางราคาไว้สูงเกินกว่าหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่จับต้องได้แล้วในขณะนี้ว่าโครงการรับจำนำของรัฐบาล สามารถดันให้ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาเอาไปขายได้ในประเทศสูงขึ้น

 

ถาม :  ถ้าเปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้วเป็นอย่างไร

ตอบ : โครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลยังมีข้าวอยู่ในสต็อก ที่สามารถเอาไปบริหารได้ ทั้งเรื่องของการบริหารราคาส่งออกและการบริหารสต็อกภายในประเทศ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งหากเปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้เกษตรของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่าเม็ดเงินที่ใช้ในแต่ละปีก็อยู่ที่ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท แล้วรัฐบาลก็ไม่มีข้าวอยู่ในมือ ซึ่งหลายคนพยายามโต้แย้งว่าโครงการประกันราคาพืชผลนั้นดีกว่าโครงการรับจำนำ แต่รัฐบาลนี้เห็นว่าเรื่องการรับจำนำดีกว่า เพราะท้ายที่สุดเงินที่เข้าสู่มือเกษตรกรได้มากกว่า โครงการประกันรายได้นั้นใช้เงินแต่ละปี 7-8 หมื่นล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่มีข้าวอยู่ในมือเลย แต่โครงการรับจำนำนั้นแม้เราจะใช้งบประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท แต่เงินที่เหลืออยู่ในมือเกษตรกรคิดเป็นกำไรแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจในประเทศแข็งแรง ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โตขึ้น แล้วท้ายที่สุดกลับมาเป็นภาษีเข้ากระเป๋ารัฐบาลอีกทอดหนึ่ง

 

ถาม : ขณะนี้มีนักวิชาการบางส่วนออกมาโจมตีนโยบายนี้ว่าสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล

ตอบ : โครงการรับจำนำนั้นรัฐบาลใช้เม็ดเงินงบประมาณแต่ละปี ไม่สูงไปกว่าโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยโครงการจำนำข้าว ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2555 นั้นใช้เม็ดเงินไปทั้งสิ้นประมาณ 3 แสนล้านบาท ทั้งนาปีและนาปรัง แต่ได้ข้าวเปลือกมาอยู่ในมือรัฐบาลประมาณ 21 ล้านตัน แปรสภาพมาเป็นข้าวสารได้ประมาณ 11 ล้านตัน เม็ดเงินที่ใช้ออกไปก็ไม่ได้สูญไปทั้งหมด 3 แสนกว่าล้านบาท เพราะเมื่อระบายข้าวได้ ก็จะสามารถส่งเงินคืนให้กระทรวงการคลัง 8.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2555 และในปี 2556 จะสามารถคืนเงินให้กระทรวงการคลังอีกประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท ไม่เกินปลายปี 2556 น่าจะสามารถคืนเงินให้กับกระทรวงการคลังได้มากถึง 2.4-2.5 แสนล้านบาท ตรงนี้ชัดเจนว่าเงินงบประมาณที่เราเอามาใช้ในโครงการนี้นั้นไม่ได้หายไปไหน แม้จะมีภาระที่เราอาจจะต้องรับบ้าง คือ ค่าใช้จ่ายและผลที่อาจจะขาดทุนได้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้วถึงอย่างไรก็คงจะไม่เกินกว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ใช้ไปในแต่ละปี

 

ถาม : มีอีกเรื่องหนึ่งที่คนพูดกันมากคือ โครงการนี้เปิดช่องให้มีการทุจริตกันมาก

ตอบ : สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวนั้นอาจจะเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในระดับต่าง ๆ ก็ได้สั่งการให้ทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงข้าราชการทุกคนที่เกี่ยวข้อง ว่าต้องป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต โดยแต่ละจุดที่รับจำนำ จะต้องมีเจ้าหน้าที่จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เจ้าหน้าที่จากองค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือเจ้าหน้าที่จากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ที่ดูแลโครงการนี้มาประจำเป็นหลักในการดูแล แล้วในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ ที่กำลังเริ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ก็ได้ให้เพิ่มสัดส่วนกรรมการจากเกษตรกร จาก 1 คนเป็น 2 คน และเพิ่มในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปประจำแต่ละจุด อีกจุดละ 1 คนเพื่อป้องกันไม่ให้โรงสีทุจริต และหากเกิดกรณีไม่เป็นธรรม หรือเกิดการทุจริตก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นม้าเร็ว ก็ต้องไปถึงจุดรับจำนำที่มีปัญหาในระยะเวลาที่กำหนด

 

ถาม :  ให้หน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยกันตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ตอบ :  ได้มีการสั่งการให้มีการใช้ระบบไอที เข้ามาใช้ในการตรวจสอบการดำเนินโครงการด้วย โดยจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ทุกจุดที่มารับจำนำ ซึ่งศูนย์กลางจะอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ที่สามารถเปิดภาพดูในแต่ละจุดว่าที่รับจำนำมีการดำเนินการอย่างไร และหากมีการร้องเรียนเข้ามาก็จะสามารถจับภาพไปตรงนั้นได้เลย รวมทั้งใช้ระบบดาวเทียมมาตรวจสอบพื้นที่การเพาะปลูกทั้งหมด เพื่อคำนวณปริมาณการผลิต และจะดูว่าสอดคล้องกับตัวเลขที่มีการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการทั้งหมด ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เข้าด้วยกัน ดังนั้นการทำงานก็จะมีความละเอียดมากขึ้น รวมทั้งจะมีการปรับรูปแบบของเอกสารในการทำงาน อาทิ ใบประทวน ที่มีรูปแบบที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริต รัฐบาลต้องการให้เงินถึงมือชาวนาให้มากที่สุดอยู่แล้ว ดังนั้นทุกขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น

 

ถาม :  ราคาข้าวหอมมะลิตกลงหรือไม่ ตลาดข้าวหอมมะลิ ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตอบ :  อยู่ที่ว่าเราจะเลือกตลาดกันอย่างไร เพราะประเทศไทยมีข้าวดีอยู่ในมือ ข้าวหอมมะลิไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ข้าวหอมมะลิที่มีถิ่นกำเนิดจากทุ่งกุลาร้องไห้ จะต้องมีราคาที่สูง และเราจะไม่ขายข้าวหอมมะลิในราคาที่ต่ำแน่นอน ข้าวขาว ข้าวนึ่งไทย ก็จะมีตลาดเฉพาะของแต่ละอย่าง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กำลังปรับแนวทางการทำตลาดข้าวเสียใหม่ โดยจะมีการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ ให้มีมากขึ้นกว่า 1 มาตรฐาน ที่ผ่านมาข้าวหอมมะลิก็คือข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีมาตรฐานเดียว แต่หลังจากนี้ไปข้าวหอมมะลิอาจจะมี 2 มาตรฐาน หรือ 3 มาตรฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นและแตกต่างกัน

 

ถาม :  มีการแก้ไขปัญหาราคาข้าวในภาพรวมอย่างไร

ตอบ :  รัฐบาลยังมีแนวทางในการช่วยเหลือชาวนาเพิ่มเติมอีก โดยล่าสุด รัฐบาลได้เริ่มปรึกษาหารือกับ เวียดนาม กัมพูชา ลาวและพม่า เพื่อร่วมกันตั้งสมาพันธ์ประเทศผู้ผลิตข้าว โดยในเบื้องต้นทุกประเทศเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ว่าจะตั้งองค์กรร่วมกัน ภายใต้การร่วมมือของกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะทั้ง 5 ประเทศนี้ถือว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก คือประมาณปีละ 16-17 ล้านตัน ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายทั้งโลกมีประมาณ 32 ล้านตันต่อปี เพื่อให้ทั้ง 5 ประเทศสามารถบริหาร เรื่องปริมาณ คุณภาพ ราคา และบริหารตลาดการค้าข้าวได้ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งดำเนินการ เพื่อให้ผู้นำทั้ง 5 ประเทศจับมือเรื่องความตกลงกันให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน ในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ประเทศกัมพูชา และถ้าสามารถดำเนินการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นได้ ผลประโยชน์จะไม่เกิดขึ้นเฉพาะกับเกษตรกรไทย เพราะทั้ง 5 ประเทศ จะสามารถขยับราคาข้าวขึ้นได้อย่างแน่นอน

 

ถาม : เสียงสะท้อนจากชาวนาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ ได้รับประโยชน์เพียงใด

ตอบ : 1. โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบันชาวนาขายข้าวได้ราคาที่เป็นธรรม เกิดรายได้ให้กับชาวนา สามารถปลดหนี้และมีรายได้ทัดเทียมกับอาชีพอื่น ได้รับเงินสดทันทีเมื่อขายข้าว ชาวนามีรายได้ดีกว่าโครงการประกันรายได้ ทำให้เกิดรายได้ที่มั่งคงกับชาวนา

2. ชาวนาขายข้าวได้ทั้งหมดที่ทำได้โดยไม่จำกัดจำนวน และไม่เกิดปัญหากับผลผลิตข้าว เพราะชาวนาไม่ถูกจำกัดสิทธิ์ปริมาณการขายข้าวไม่เหมือนกับโครงการประกันรายได้ที่จำกัดสิทธิไว้รายละไม่เกิน 30 ตัน ซึ่งหากชาวนารายใดมีข้าวเกินต้องนำไปขายนอกโครงการ ทำให้พ่อค้ากดราคารับซื้อ ชาวนาจึงถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด

3. การรับจำนำทำให้ข้าวในท้องตลาดเป็นไปตามกลไกการตลาด ราคาข้าวสูงขึ้นตามความเป็นจริง เนื่องจากพ่อค้าต้องแข่งขันการซื้อข้าว หากซื้อราคาต่ำก็ไม่มีชาวนาขายข้าวให้ จะทำให้ไม่มีข้าวขาย ผิดกับโครงการประกันรายได้ พ่อค้าจะกดราคาซื้อข้าวจากชาวนาเพราะรู้ว่ารัฐบาลจะชดเชยให้

 

 

 

………………………………………………

 

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

4 ตุลาคม 2555