นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อป้องกันน้ำท่วมในส่วนของกระทรวงคมนาคมว่า กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบดำเนินโครงการยกระดับถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และท่าจีน รวมระยะทางประมาณ 400 กม. และยกระดับถนนสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะถนนรอบนิคมอุตสาหกรรม วงเงินรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 1-2 ปี โดยระยะเร่งด่วนต้องเร่งยกระดับถนนรอบนิคมฯ ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
ทั้งนี้ ปัจจุบันได้เสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ไปแล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณจาก พ.ร.บ.เงินกู้วงเงิน 350,000 ล้านบาท ส่วนรูปแบบการก่อสร้างถนนยกระดับนั้น จะไม่ยกระดับทั้งหมด แต่จะยกระดับเฉพาะถนนที่ต่ำเป็นจุด ๆ ไป โดยความสูงของถนนที่จะยกระดับ จะต้องร่วมกับกรมชลประทานเพื่อนำข้อมูลระดับน้ำในปีที่ผ่านมา มาคำนวณความเหมาะสมของความสูงถนน
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมในการขยายโครงข่ายทางยกระดับเพื่อเชื่อมไปยังจังหวัดใกล้เคียงเพิ่มขึ้น 3 แห่ง ได้แก่ 1. ส่วนต่อขยายโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์-วังน้อย 2. ส่วนต่อขยายถนนบรมราชชนนี-นครปฐม และ 3. ส่วนต่อขยายทางด่วนพระราม 2-วงแหวนรอบนอก วงเงินรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท เฉลี่ยเส้นทางละ 20,000 ล้านบาท โดยจะช่วยรองรับการคมนาคมหากน้ำท่วมถนนจะไม่ถูกตัดขาด ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นแผนระยะยาว 4-5 ปี
“ตามหลักสถิติปีนี้ ไม่น่าห่วงเรื่องน้ำท่วมใหญ่ เพราะโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่การดำเนินโครงการป้องกันน้ำท่วมก็ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะต้องดำเนินการเพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันเชื่อว่าปริมาณน้ำท่วมสูงเหมือนในปี 54 ไม่น่าเกิดขึ้นได้อีกเพราะรัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ”
สำหรับรูปแบบการบริหารปริมาณน้ำในสัดส่วนเท่ากับปี 54 ที่ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นการจัดการน้ำเข้าเขื่อน 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การจัดการในพื้นที่แก้มลิง 5,000 ลูกบาศก์เมตร ที่เหลือ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จะให้ระบายในแม่น้ำออกสู่ทะเล ซึ่งบริเวณแม่น้ำที่แคบมากที่สุดจะสามารถระบายน้ำได้ภายใน 2 เดือน ซึ่งถือว่าระบายได้เร็วทีเดียว โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคมต้องดูแลเพิ่มความแข็งแรงเขื่อนและถนนริมแม่น้ำ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมออกนอกพื้นที่ควบคุม
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล

