ในอนาคตโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อยู่ที่ว่ามนุษย์จะพัฒนาโลกแบบไหน หากภาวะเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในระดับต่ำประมาณไม่เกิน 500 ส่วนใน 1 ล้านส่วน อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 2 – 2.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ต้องสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพประมาณร้อยละ 20 – 30 และในอนาคตหากมนุษย์ยังพัฒนาโลกแบบเต็มกำลังความสามารถและไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส จะก่อให้เกิดการล่มสลายของระบบนิเวศน์ทันที
แม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ร้อยละ 0.6 เท่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน หากทุกคนช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะช่วยลดโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อย นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ส่วนประเทศที่เป็นตัวการสำคัญส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ในส่วนประเทศไทยช่วยลดโลกร้อนได้ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการตัดไม้ทำลายป่า และขอให้ช่วยกันรักษาป่าไว้เพราะป่าไม้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยดูดก๊าซเรือนกระจกให้กับโลก สิ่งเหล่านี้จะประสบผลสำเร็จได้ดีทุกคนทั่วโลกตั้งร่วมมือกันอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เห็นความสำคัญปัญหาโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ประจำปี 2550 “หยุดโลกร้อนด้วยชีวิตพอเพียง” ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และภูมิปัญหาท้องถิ่นมาปรับใช้ในการลดปัญหาโลกร้อน เพื่อให้คนไทยตื่นตัวเห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และหันมาเรียนรู้การปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ในอนาคต ที่สำคัญเพื่อให้คนไทยดำรงชีวิตที่พอเพียง พึ่งพาตนเอง ไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป และเป็นรากฐานนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น พร้อมร่วมประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อนด้วยชีวิตพอเพียง โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่อิมแพค เมืองทองธานี
ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

