นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังพบ นายโทโมโอะ โฮซูมิ (Tomoo Hozumi) ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ (Unicef) ประจำประเทศไทย ว่าได้หารือในการดำเนินงานด้านสาธารณสุข 4 เรื่อง โดย 1. องค์การยูนิเซฟชื่นชมการทำงานของ สธ.ที่สามารถดำเนินยุทธศาสตร์เกลือไอโอดีนเพื่อแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีนได้ดี ขอให้เข้มข้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วยการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ต้องมีปริมาณไอโอดีน 20-40 มิลลิกรัมต่อเกลือ 1 กิโลกรัม และกำหนดให้น้ำปลา น้ำเกลือปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์ปรุงรส ให้เติมไอโอดีน 2-3 มิลลิกรัมต่อลิตร ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2554 มีการจัดตั้งชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีนแล้ว 56,584 แห่งใน 49 จังหวัด และมี 5 จังหวัด ดำเนินการได้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ได้แก่ สิงห์บุรี เพชรบุรี นครราชสีมา มหาสารคาม และนครพนม พร้อมทั้งให้ อสม.ทั่วประเทศเป็นทูตไอโอดีน รวมถึงมีการจ่ายยาเม็ดเสริมไอโอดีนให้หญิงตั้งครรภ์ทุกรายตลอดการตั้งครรภ์และให้นมลูก 6 เดือน
นายวิทยา กล่าวต่อว่า 2.การควบคุมด้านการตลาดอาหารเด็กและทารก ยูนิเซฟขอให้มีการรณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการควบคุมโฆษณานมผง ซึ่ง สธ.ได้ดำเนินโครงการโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวภายใต้โครงการสายใยรักฯ รณรงค์ให้แม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้มีการแจกผลิตภัณฑ์นมผงแก่แม่ที่คลอดในโรงพยาบาลด้วย 3. เรื่องการลงทะเบียนเด็กแรกเกิด โดยยูนิเซฟเสนอให้มีการลงทะเบียนเด็กแรกเกิดแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวที่โรงพยาบาล จะทำให้เด็กแรกเกิดทุกคนได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเรื่องนี้จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เชื่อมต่อฐานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถตรวจสอบสถานะทางทะเบียนของบุคคลเบื้องต้นได้
4.โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติเน้นที่เด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี ซึ่งรัฐบาล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัย มอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีกว่า 5 ล้านคน ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องในแต่ละช่วงอายุ ในส่วน สธ.ได้จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพเด็กไทย ได้แก่ โครงการหนังสือเล่มแรก โดยแจกให้เด็กแรกเกิดทุกคนทั่วประเทศให้พ่อแม่อ่านให้ลูกฟัง เพื่อให้พัฒนาการเด็กสมวัย โครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยให้มีความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และอารมณ์ (EQ) และโครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กปลอดโรค ตั้งเป้าว่าภายในปี 2555 ศูนย์เด็กเล็ก 15,000 แห่งทั่วประเทศ จะมีปลอดภัยจากโรคต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก ไข้หวัดนก
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล

