www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
“นพ.มงคล”ยืนยันเจรจาซีแอลยากับสหรัฐจะหาทางออกนุ่มนวล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันการเดินทางไปสหรัฐในวันที่ 7 พฤษภาคม เพื่อเจรจากับบริษัทยา ผู้แทนการค้าสหรัฐหลังไทยใช้มาตรการทำซีแอลยา จะชี้แจงข้อมูลตามข้อเท็จจริง หาทางออกอย่างนุ่มนวลที่สุด ย้ำไทยทำซีแอลยาแค่ 5 รายการ เป็นยาจำเป็นสำหรับชีวิตไม่มียารักษาหัวล้าน แก้นกเขาไม่ขัน ส่วนการลงนามกับมูลนิธิบิล คลินตัน เพื่อจัดซื้อยารวมกับอีก 16 ประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เกิดอำนาจการต่อรองในการจัดซื้อที่เป็นประโยชน์สูงสุด เตรียมแถลงข่าวชี้แจงกับสื่อ เพราะไทยกำลังถูกมองว่าเป็นคนร้ายในสายตาชาวโลก

         นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  เปิดเผยว่า ถูกกดดันมากหลังจากประเทศไทยประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory Licensing) หรือซีแอลยา “เอฟฟาไวเรนซ์และยาคาเลตรา” ยาต้านไวรัสเอชไอวี และยา “พลาวิกส์” รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ผลการทำซีแอลประเทศไทยสามารถนำเข้ายาชื่อสามัญหรือผลิตยาจำเป็นที่ยังติดสิทธิบัตรได้ เชื่อว่าการประกาศทำซีแอลทำให้สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ในเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จากที่เคยอยู่ในการจับตามองระดับธรรมดา ทำให้เหมือนกับว่า เราเป็นผู้ร้าย ทำให้เกิด PWL อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปสหรัฐในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ตนจะพยายามชี้แจงกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างดีที่สุด หาทางออกด้วยความนุ่มนวล ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข ทำเรื่องนี้ร่วมกัน

         “ประเทศไทยจะทำซีแอลตามความจำเป็นจริง ๆ ไม่เกิน 5 ตัวจะทำยาที่ช่วยชีวิต เราไม่ทำซีแอลยาปลูกผมหรือยานกเขาไม่ขัน มันไม่เกี่ยว เราไม่ทำแน่ เราทำเฉพาะยาที่เกี่ยวกับการรักษาชีวิต ตามสาเหตุการตาย 5 อันดับแรกของประเทศไทย ซึ่งโรคเอดส์มาอันดับ 1 ตามด้วยหัวใจ มะเร็งและอื่น ๆ ไม่ใช่ทำพร่ำเพรื่อ 20-30 ตัวที่มีข่าวในสหรัฐ เป็นการสร้างข่าวให้เราเสียหายมากกว่า ผมไม่ทราบว่าข้อมูลบิดเบือนได้อย่างไร ทำให้เราเป็นผู้ร้ายได้น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้น” นพ.มงคล กล่าว

       ผู้สื่อข่าวถามว่า ความกดดันจากต่างประเทศจะทำให้ไทยต้องถอนการประกาศทำซีแอลหรือไม่ นพ.มงคล กล่าวว่า เราคงไม่แลกกับชีวิตประชาชน ซึ่งตนได้เรียนนายกรัฐมนตรี ก็มีความเห็นตรงกัน ทางเราจะหาทางออกที่นุ่มนวลให้มีความเข้าใจกันให้มากที่สุด

      นพ.มงคล กล่าวด้วยว่า การไปสหรัฐในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ เพื่อลงนามกับอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในนามมูลนิธิบิล คลินตัน พร้อมด้วยประเทศกำลังพัฒนาอีก 16 ประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม เพื่อดำเนินการจัดซื้อยาร่วมกัน ซึ่งเดิมนั้นได้มอบหมายให้ นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ เป็นผู้แทน แต่เนื่องจากผลการตรวจสมรรถภาพร่างกายหลังตนผ่าตัดทำบัลลูนหลอดเลือดหัวใจ พบว่า แข็งแรงดี จึงเดินทางไปด้วยตนเอง ซึ่งไทยจะเป็นตัวแทนประเทศกำลังพัฒนาที่รายได้ปานกลางและเคนยา เป็นตัวแทนประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ค่อนข้างน้อย ผลจากการลงนามจัดซื้อยาร่วมกันครั้งนี้จะส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนามีอำนาจต่อรองในการจัดซื้อยาทุกประเภททั้งยาต้นแบบ ยาที่ทำซีแอลแล้วในราคาที่ถูกมากขึ้น เนื่องจากจัดซื้อในปริมาณมากโดยดำเนินการผ่านมูลนิธิบิล คลินตัน

          ด้าน รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า  กฎหมายสิทธิบัตรยาคุ้มครองบริษัททยาผูกขาดจำหน่ายยาต้นแบบ เป็นเวลา 20 ปี ทำให้ราคายาสูง ซึ่งการใช้มาตรการซีแอลเป็นทางเลือกหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยา ไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องตามกฎหมายจะถูกข่มขู่ ไม่ว่าไทยหรือสังคมโลก หากไม่เคารพกฎหมายอะไรจะเกิดขึ้น ความรุนแรง สงครามย่อมเกิดขึ้น ตนไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างของการยอมแพ้หรือยอมตามแรงข่มขู่กดดันของสหรัฐเพื่อแลกผลประโยชน์ทางการค้า เพราะชีวิตคนนับเป็นตัวเงินไม่ได้ ผลประโยชน์ทางการค้าที่เขาจะกระทำกับไทย ถ้าไม่ถูกต้องสังคมโลกต้องประณาม ซึ่งยาที่ได้จากมาตรการบังคับใช้สิทธิมีคุณภาพเชื่อถือได้ เพราะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงจะนำเข้าหรือจำหน่ายได้

ที่มา       :  สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ    :  กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล  สำนักโฆษก