นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ตามที่ประเทศกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ ลงวันที่ 28 มกราคม เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีไทย ให้กัมพูชาปลดธงกัมพูชาลงจากยอดเสา ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ ลงวันที่ 31 มกราคม ระบุว่า ประเทศไทยยืนยันว่า วัดแก้วสิกขาคีรีศวร ตั้งอยู่ในอาณาเขตไทย และเรียกร้องให้ประเทศกัมพูชารื้อถอนวัดแก้วฯ และปลดธงกัมพูชาที่ประดับเหนือวัดแก้วฯ ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ เป็นการย้ำถึงการประท้วงหลายครั้งของไทยต่อกัมพูชา เกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ในวัดแก้วฯ และบริเวณโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นการละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับข้ออ้างของกัมพูชาว่า แผนที่ 1 ต่อ 200,000 เป็นเอกสารที่จะกำหนดเขตแดน โดยประเทศไทยถือตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 อนุสัญญาและสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้สัญญาทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเขตแดน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศยืนยันอีกครั้ง ถึงความมุ่งมั่นของไทย ที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยสันติวิธี ภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา การกำหนดเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร ยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการเจรจาภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการฯ
“การออกแถลงการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการขั้นแรก ยังไม่มีความจำเป็นต้องยื่นหนังสือใดๆ ต่อฝ่ายกัมพูชาอีก” นายธานี กล่าว
นายธานี กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่าน กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชา เกี่ยวกับการพิจารณาคดี 7 คนไทย ย้ำว่า ทั้งหมดไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา หรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังย้ำด้วยว่า คำวินิจฉัยของศาลกัมพูชา ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องเขตแดน และไม่กระทบกับสิทธิของไทยภายใต้บริบทเจบีซี
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

