ซึ่งกรณีนี้ได้รับคำยืนยันจากทั้งแม่ทัพภาคที่ 1 และ 2 ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนยังเป็นไปตามปกติ หลังมีรายงานในสื่อของกัมพูชาทั้งหนังสือพิมพ์ และ สื่อออนไลน์ เกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์เข้ามาในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมระบุถึงคำกล่าวของนายเขียว กันหฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาข่าวสารกัมพูชาที่ระบุว่า กัมพูชามีความพร้อมในการทำการรบ และ พร้อมจะตอบโต้ประเทศไทยที่รุกล้ำดินแดนกัมพูชา รวมถึงการออกแถลงการปฏิเสธไม่ยอมปลดธงกัมพูชาที่หน้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระลง
กรณีนี้นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กระทรวงฯเตรียมออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์ของกัมพูชาตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสั่งการแล้ว โดยจะมีการยืนยันถึงประเด็นเรื่องการปลดธงว่าไม่ควรมีใครนำธงชาติไปอ้างสิทธิในพื้นที่พิพาท ขณะที่บันทึกข้อตกลงบันทึกไทย-กัมพูชา หรือ เอ็มโอยู ปี 2543 ที่แถลงการณ์กัมพูชาอ้างถึงเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจให้ 2 ประเทศมีกลไกและกรอบในการเจรจา มิได้มีผลผูกพันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่รัฐบาลกัมพูชากล่าวอ้าง
ส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ระบุว่า ขอให้ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในกำลังของกองทัพที่มีความเข้มแข็งและพร้อมจะปกป้องอธิปไตย แต่ยังยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยยังยึดหลักสันติเจรจาเป็นหลัก
ขณะที่ทหารจากกองกำลังสุรนารี และ ทหารพราน ชุดเฉพาะกิจ 2307 กรมทหารพราน 23 อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งประจำอยู่ตามแนวชายแดน ด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีการวางกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยตามปกติ พร้อมทั้งเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาเกี่ยวกับเสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่ติดชายแดนตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้ รวมถึงยังมีการตั้งจุดตรวจ ตรวจเข้มรถยนต์ ทุกชนิดบนถนนที่มุ่งหน้าสู่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เพื่อเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัย
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในส่วนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาภาพรวมมีการปรับกำลังให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ส่วนเรื่องการฝึกตามแนวชายแดนของกองทัพภาคต่างๆเป็นการฝึกต่อเนื่อง และ เป็นเรื่องของหน่วยในพื้นที่ที่จะกำหนดเอง
ส่วนการที่มีรายงานว่าทหารกัมพูชามีการเคลื่อนรถถังมาประชิดชายแดนไทยเป็นเรื่องภายในของกัมพูชา แต่ทางฝ่ายกองทัพไทยก็มีการเตรียมพร้อมเช่นกัน สอดคล้องกับความเห็นของ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ระบุว่า ทหารไทยมีความพร้อมในการรักษาอธิปไตย และ ยังเชื่อว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังเป็นไปตามปกติ และ สามารถเจรจากันได้ไม่ถึงกับต้องมีการสู้รบตามที่หลายฝ่ายกังวล
ส่วนการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีคำยืนยันจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมว่า จะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามข้อเรียกร้อง
นอกจากนี้ยังยืนยันด้วยว่าจะไม่มีเวทีดีเบต หรือ เจรจาใดๆกับรัฐบาลและในวันนี้(31 ส.ค.)นายตายแน่ มุ่งมาจน และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ 2 ใน 7 คนไทย ที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมจะเดินทางไปยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีที่ทำให้ทั้งคู่เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ส่วนกรณีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติที่ได้ประสานกับกลุ่ม นชป.เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่วมกันค่อนข้างชัดเจนว่า ทั้งแกนนำพันธมิตรและแกนนำ นปช. ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว โดย นปช. ยืนยันจะจัดชุมนุมในวันที่ 13 ก.พ.บริเวณหน้าศาลอาญา ก่อนจะเคลื่อนการชุมนุมไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ จะไม่มีการรวมกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอน
นอกจากวันนี้นายตายแน่ และ ร.ต.แซมดินจะยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี ยังมีรายงานว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็เตรียมส่งตัวแทน ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศในกรณีเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค.
ที่มา : ทีวีไทย (ทีพีบีเอส)
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

