พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. แถลงผลการประชุมในวันนี้ (7 ต.ค. 53) โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ.เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้หารือและทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดย ศอฉ.ได้ขอบคุณที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรมอยู่ในกรอบของกฎหมายและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งหวังว่า ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ที่จะจัดกิจกรรมอีกครั้ง จะปฏิบัติตามกรอบที่กฎหมายวางไว้เช่นเดิม ขณะเดียวกัน เตือนเรื่องการใช้แผ่นป้ายที่อาจมีข้อความในลักษณะ หมิ่นเหม่ต่อสถาบัน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ พลเอก ประวิตร ได้หารือกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานครดูแลเรื่องการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงในการติดตั้ง รวมทั้งการใช้กำลังพลในการป้องกันการเกิดเหตุ ซึ่งต้องมีการประสานกันระหว่างกรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยังได้รายงานต่อที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ กรมราชทัณฑ์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปตรวจสอบเรือนจำ 17 แห่งทั่วประเทศ ว่ามีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในช่วงการชุมนุม และมีผู้ที่ถูกควบคุมตัวไม่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
พันเอกสรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการ ศอฉ. โดยเสนอแนวทางการปรองดอง 3 ข้อ คือ แผนการปรองดองควรได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายและดำเนินการอย่างรวดเร็ว และ การปล่อยให้กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวตามธรรมชาติเป็นผลเสียมากกว่าผลดี จึงควรให้คำแนะนำเป็นไปตามหลักที่ถูกต้อง รวมทั้ง ควรแยกแยะกลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวแบบสันติ ออกจากกลุ่มเคลื่อนไหวรุนแรง และให้มีการประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเรื่องดังกล่าวที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า การดำเนินการควบคุมผู้ต้องหาเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอาญา ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวกับ ศอฉ. หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น รัฐบาลและ ศอฉ.คงไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย และทำตามที่นายวีระ ร้องขอได้ เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจในการดำเนินการ
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

