นายแพทย์ศิริชัย ลีวรรณนภาใส นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา กล่าวว่า โรคโปลิโอหรือ “โรคไข้ไขสันหลังอักเสบ”เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกวัยแต่มักเกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทานหรือมีแต่ไม่สูงมากพอ ผู้ที่เป็น“โรคโปลิโอ”จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นอัมพาตที่มีอาการรุนแรง และมีผลต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว โดยเชื้อจะออกมากับอุจจาระของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ และติดที่มือหรือปนเปื้อนในอาหาร ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้ จะมีผู้ติดเชื้อประมาณร้อยละ 5-10 ที่แสดงอาการป่วยให้เห็น คือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มีอาการตึงกล้ามเนื้อที่คอด้านหลัง ลำตัวและขา ผู้ที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการอัมพาตของแขนหรือขา บางรายอาจรุนแรงมากจนกล้ามเนื้อกระบังลมที่ช่วยในการหายใจเป็นอัมพาตและทำให้เสียชีวิตได้
ประเทศไทยสามารถกวาดล้างโรคโปลิโอได้เป็นผลสำเร็จและปลอดจากโรคโปลิโอมา กว่า 14 ปีแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นต้องรณรงค์ให้วัคซีนโปลิโอต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากมีเด็กต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองซึ่งจะมีการย้ายที่อยู่บ่อย จึงทำให้ได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน รวมทั้งมีรายงานพบผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชีย จึงเกรงว่าเชื้อโปลิโอจะมีโอกาสแพร่เข้ามาในประเทศไทยได้ และเพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไทยและรักษาพื้นที่ทั่วไทยให้ปลอดโรคโปลิโออย่างถาวร ซึ่งการรณรงค์กวาดล้างโรคโปลิโอ ในปีที่แล้ว(2554) มีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งเด็กไทยและเด็กต่างด้าวได้รับวัคซีนโปลิโอกันอย่างครบถ้วนและทั่วถึงพร้อมกันทั่วประเทศ ปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 และครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2555
จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครอง ของเด็กไทยที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ทุกคนและเด็กชาวต่างชาติ ต่ำกว่า 15 ปี ทุกคนพาเด็กกลุ่มดังกล่าวเข้ารับการหยอดวัคซีนโปลิโอได้ฟรี พร้อมกันทั่วประเทศอีกครั้ง ในวันที่ 18 มกราคม 2555 ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือที่จุดนัดหมายในชุมชน
นายแพทย์ศิริชัย ลีวรรณนภาใส กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการได้รับวัคซีนตามที่กำหนด จะช่วยป้องกันโรคโปลิโอได้แล้ว ควรใส่ใจสุขอนามัยส่วนบุคคลไปด้วย ได้แก่ ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและภายหลังจากการถ่ายอุจจาระทุกครั้ง รับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด ถ่ายอุจจาระลงส้วมทุกครั้ง จะสามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคโปลิโออีกทางหนึ่งด้วย
ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์
ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล