นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กราบทูลรายงานว่า นมแม่ จัดเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดของเด็กทารก มีสารอาหารต่างๆ มากกว่า 200 ชนิด ช่วยสร้างเซลล์สมอง เส้นใยประสาทและจอประสาทตาของเด็ก ทำให้ไวต่อการรับรู้ สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน 2 ขวบแรกซึ่งสมองเด็กจะเติบโตเร็วมากที่สุด และการกินนมแม่จะลดโอกาสป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงและโรคปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลงได้ 3-5 เท่าตัว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมให้หญิงหลังคลอดซึ่งมีปีละ 8 แสนราย เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ติดต่อกัน 6 เดือนให้ได้ร้อยละ 60 ภายในพ.ศ. 2558 หรือให้เด็กทารกกินนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือนให้ได้ 4.8 แสนคน ซึ่งที่ผ่านมาข้อมูลจากกรมอนามัยเมื่อปี 2555 พบว่าหญิงหลังคลอดทั่วประเทศ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือนเพียงร้อยละ 47.7 โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซึ่งมี 9,750 แห่ง ร่วมกับ อสม.ที่มีกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ รณรงค์ให้หญิงทุกคนฝากครรภ์และกระตุ้นให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลังคลอดภายใน 1 -2 ชั่วโมง โดยมีระบบติดตามดูแลเด็กจนถึงอายุ 5 ขวบ
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายขอความร่วมมือจากบริษัทนมเด็ก เพื่อไม่ให้มีการส่งเสริมการขายหรือทำการตลาดในกลุ่มหญิงหลังคลอด เพื่อเป็นการร่วมกันลงทุนสร้างชาติ พัฒนาคุณภาพเด็กไทยให้เป็นเด็กฉลาด ยังมีนโยบายสนับสนุนให้ขยายสิทธิข้าราชการหญิงลาคลอดต่อเนื่องจาก 90 วัน เป็น 180 วัน เพื่อให้แม่ยุคใหม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด และหนุนการขยายสิทธิให้พ่อลางานเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูกหลังคลอดและได้รับค่าแรงจากนายจ้าง จาก 15 วัน เป็น 30 วัน เพื่อส่งเสริมความอบอุ่นสถาบันครอบครัว และสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดมุมนมแม่ให้พนักงานสามารถปั๊มน้ำนมไปให้ลูกระหว่างทำงานได้ ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการ จำนวน 944 แห่ง
ทางด้านแพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ ประธานกรรมการ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมวิชาการครั้งนี้ จัดระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2556 มีการเปิดเวทีอภิปรายหลายเรื่อง อาทิ เรื่องการส่งเสริมการขายนมผงเด็กอ่อน (Why Code of Marketing of Breast-milk Substitutes) ซึ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากจะเป็นการจุดประกายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้งรัฐและเอกชน ให้มีความตระหนักในการปกป้องคุ้มครองสิทธิแม่และเด็ก และมีส่วนสำคัญในการผลักดันมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเพียงการควบคุมโดยขอความร่วมมือโดยใช้มาตรการสมัครใจ ไม่มีกฎหมายหรือกฎระเบียบใดมีผลบังคับใช้ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิในการควบคุมกลยุทธการโฆษณานมผงดัดแปลง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง หากผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคสำเร็จ แม่ทุกคนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อการตัดสินใจใช้อาหารเลี้ยงลูก และผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจากการโฆษณาที่เกินจริงให้น้อยที่สุด
************************************************** 5 มิถุนายน 2556