|
|
|
|
ต่อคำถามเกี่ยวเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับโครงการ “นาซ่า”นายปลอดประสพ กล่าวว่า“ เรื่องราวต่างๆที่ผมได้ยินมันไม่น่าจะเป็นจริง แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคาด การเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อมาดูว่าเราจะมีหนทางใดที่เรากับนาซ่าจะร่วมกัน ทำงานนี้อีกครั้งโดยเร็วที่สุดเพราะเป็นประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์ของนาซ่า ประโยชน์ของประเทศไทย ประโยชน์ภูมิภาค ประโยชน์ของโลกนี้ทั้งโลกด้วยซ้ำไป เกี่ยวกับเรื่องของดินฟ้าอากาศ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง
เกี่ยวกับเรื่องน้ำ รมว. วิทยาศาสตร์กล่าวว่ามาคุยกับ U.S. Army Corps of Engineers Headquarters (USACE) และ Federal Emergency Management Agency (FEMA) ว่าเขามีประสบการณ์อย่างไรเกี่ยว เรื่องใต้ฝุ่นแคทรีน่า ซึ่งน้ำท่วมกันแหลกลาญ ดูความผิดพลาดของเขาที่เราจะไม่เอาไปใช้ ดูสิ่งที่เขาคิดมาแล้วจะเอาไปต่อยอด ผมคิดว่าคงจะได้ประโยชน์
นอกจากนั้นกระทรวงได้มอบหมายให้ถวายพระ เกียรติแด่พระเจ้าอยู่หัวฯ เกี่ยวกับเรื่องดินเรื่องน้ำ ซึ่งเราจะทำพิพิธภัณฑ์ ขยายมิวเซี่ยม เงินตั้งสามพันล้าน ผมก็มาดูวิธี เขาทำมิวเซี่ยมที่นี้เป็นไลท์มิวเซี่ยม ผมไม่อยากเห็นสแตติก ผมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนสัมผัสได้ พูดง่ายๆคือผมอยากให้ประชาชนสัมผัสพระเจ้าอยู่หัวสัมผัสสิ่งที่พระเจ้าอยู่ หัวทำให้ได้รับรู้ว่าท่านทำอะไรและได้ประโยชน์อะไร
ถามเรื่องความเสียน้ำท่วมประเทศไทยปี 2554 รมว.วิทยาศาตร์โอ่ว่า “ของไทยหมดปัญหาคนว่างงาน เพราะเราทำให้คนมีงานทำไว้แล้ว เพราะทำโรงงานเสร็จ ตอนน้ำท่วมเรามีคนว่างงานไป สามแสนกว่าคนทันที เพราะนิคมน้ำมันท่วมไปหมด ทุกคนกลับบ้านและก็คิดว่าโอ้โหอีกนานกว่าน้ำหายท่วม นี่ข้อหนึ่ง–ข้อสองหายท่วมเสร็จกว่าโรงงานจะเปิดได้อีกนาน สามเดือนครับตอนนี้ 95% เปิดต้องโทรไปเรียกว่าเชิญมาทำได้แล้ว ตอนนี้นิคมที่เปิดไม่ได้มีอยู่แห่งเดียว นอกนั้นเปิดหมด …”
คำถามที่ว่าปีนี้ (2555 ) น้ำจะท่วมไหม? รมว. ตอบว่า“ไม่ท่วมครับ ไม่ให้ท่วม “ ไม่มีถ้า ไม่มีสมมุติ ไม่เกิด ” นักข่าวถามว่าการันต์ตี 100% ไหม? รมว.วิทยาศาคตร์ “99 % เพราะพูดจากโมเดลวิทยาศาคตร์ โอกาสเกิดมีแค่ 1% 100% ไม่ใช่นักวิทยาศาตร์พูดหมอดูโอกาสเกิดมีแค่ 1% ที่ไม่เกิดนี้ไม่ใช่เพราะดินฟ้าอากาศเมตตา เพราะไม่ให้เกิด ” พูดด้วยความมั่นใจ แถมท้าก่อนจบรายการสัมภาษณ์ว่า“ถ้าน้ำท่วมปีนี้ผมจะลาออก ”
ด้วยความฉงนที่น้ำท่วมประเทศไทยเกือบแหลกลาญเมื่อปี 2554 นักข่าวถามว่าเป็นเพราะอะไร? รมว.รมว.วิทยาศาสตร์ตอบว่า “…หนึ่งฝนมาเร็วกว่าปกติเดือนครึ่ง มาเร็วกว่าปกติหมายความว่าอะไร หมายความว่าทำให้พื้นดินฉ่ำตลอดไม่มีความสามารถที่จะดูดซับได้อีกต่อไป ทำให้ลำน้ำเต็มไม่สามารถจะรองรับน้ำได้อีกต่อไป –สอง – ตกมากกว่าปกติเหนือเขื่อน 30 % ตกมากกว่าปกติท้ายเขื่อน 300% โดยเฉี่ยลตกมากว่าปกติ 20% คือตก 1,800 มิล … ผมไม่โทษใครเพราะผมไม่เชื่อว่าใครจะทำร้ายประเทศ
รัฐบาลที่แล้วคงจะมีเหตุผลของเขา เขาไม่ระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่เลย เมื่อเรามาเป็นรัฐบาล นะครับ 28 กันยาฯน้ำในเขื่อน95% -ภูมิพล กับสิริกิติ์ เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมบอกแล้วมันตกเพิ่มอีก30% เก็บไม่ได้มันก็ไหลลงไปขณะที่ไหลลงไปข้างล่างตกมากกว่าปกติ 300% เพราะฉะนั้นปีที่แล้วน้ำท่วมภาคเหนือกับภาคกลางสองระลอกนะ ระลอกแรกคือ 300% ระลอกสองคือ 30% มันลงมา เรา ไม่เคยมีการ ขุดลอกคูคลอง ทางตอนกลาง หรือใน กทม. มาไม่รู้กี่ร้อยปี เราไม่เคยขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนล่าง เราหยุดการขุดลอกสันดอน มาแล้วกี่สิบปีไม่รู้ตั้งแต่เรามีท่าเรือแหลมฉบัง ปากแม่น้ำท่าจีนแม่คลอง ไม่เคยขุดลอกเลย เวลาหน้าน้ำ น้ำจะเข้ากรุงเทพประมาณเดือนพฤจิกา ธันวา ซึ่งเป็นช่วงน้ำทะเลจะสูงประจำปี
ประเทศไทยไม่มีระบบระบายน้ำมีแต่ระบบส่งน้ำ อันนี้สำคัญเลย ประเทศไทยมีระบบชลประทาน ซึ่งแปลว่าประทานชน แปลว่าส่งน้ำ ระบบส่งน้ำคือระบบที่ส่งจากใหญ่ไปหาเล็ก เล็กลงเล็กลงจนถึงห้องน้ำที่ฉีดล้างก้น สภาภูมิประเทศเป็นสามเหลี่ยมลุ่มน้ำเจ้าพระยาแปลว่าน้ำเยอะ พอถึงกรุงเทพก็เยื้อสูงขึ้น ประตูน้ำของไทยออกแบบมา 150 ปี ไม่เคย เปลี่ยน ตั้งอยู่ตรงกลาง ลำน้ำแค่นี้สร้างอยู่ตรงกลาง มีประตูน้ำเล็ก ๆ เพื่อต้องการจะยกน้ำ ลงไปสู่คลองชลปะทานเขาเรียกว่าคันน้ำคูน้ำตอนนี้เราจะระบายน้ำแต่เอาระบบส่ง น้ำมาทำระบายน้ำฉะนั้นประสิทธิภาพไปไม่ได้ ปรับปรุงใหม่ หนึ่ง เอาระบบส่งมามาเป็นหัวระบายน้ำ สอง สร้างระบบระบายน้ำใหม่ ไหน ๆก็เจ้งมาแล้ว ต้องเปลี่ยนประเทศกันเลยละเที่ยวนี้ นี้แหละเหตุผล ก็เป็นเหตุผลทางธรรมชาติอันหนึ่ง เหตุผลทางการบริหารจัดการอันหนึ่งมันถึงได้ท่วม ถามว่ากรณีมีการกักน้ำเพื่อให้ชาวนาเก็บเกี่ยวมีความจริงแค่ไหน? ใครพูด นั่นมันเรื่องของคนปากเสียพูด คือคนที่เขาอยากด่าประชาธิปัตย์ เขาก็พูดอย่างนั่นแต่ผมไม่จำเป็นต้องด่า ผมไม่สนใจที่จะไปวิจารณ์ใคร เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครจะไปทำร้ายอะไรใคร แต่ว่าขาดประสบการณ์ เพราะเราไม่เคยมีน้ำท่วมอย่างนี้ มาตั้งแต่ก่อนผมเกิดสามปี เพราะฉะนั้นก็ไม่มีการวางแผนและไม่เคยมีใครคิด เพราะอยู่ ๆมันตกขนาดท่วมสะปิลเวย์ ของเขื่อนภูมิพล กับ เขื่อนสิริกิติ์ฯ สะปีลเวย์ ท่วมพ้นไปเลย ตอนท่วมผมโวยวายผมไม่ให้เปิด เขาบอกว่าถ้าท่านไม่เปิดท่านต้องรับผิดชอบนะ ถ้าเขื่อนพังก็ฉิบหายสิ เขื่อนไม่ใช่เล็กๆ พังคนก็ตายกันไม่รู้เท่าไหร่ ก็ต้องยอมเปิดก็เปิด ทางเทคนิคคุณก็ว่าไปแต่คุณต้องรายงานผมทุกวัน ในฐานะท่านรมว. เป็นประธานจัดการน้ำ ทราบข่าวว่ามีบริษัททั้งไทยต่างประเทศประมาณ 150 บริษัท ที่จะเข้ามาทำงานเรื่องน้ำ มี-534 บริษัททั่วโลก ซึ่ง 50 บริษัทเป็นของต่างชาติ และ อีก300 เป็นของไทย “… น้ำท่วมเป็นเรื่องใหญ่เสียหายไป 1.4 ล้านล้าน เป็นเรื่องใหญ่ สอง- เราก็เอาต่างชาติไปลงทุนบ้านเราเยอะ ท่วมคราวนี้เชื่อไหมว่าการผลิตรถยนต์กระเทือนทั้งโลกเลย การผลิตฮาร์ดดิส กระเทือนทั้งโลกเลย เพราะเขาไปลงทุนที่บ้านเราตั้งเยอะแยะ ถ้าเราปล่อยให้น้ำท่วมอย่างนี้อีกนะ แมวที่ไหนจะไปลงทุนที่เมืองไทยเศรษฐกิจเราก็เจ็ง เพราะอย่างไรเราต้องพึ่งพาการส่งออก ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแค่เศรษฐกิจ อีกอย่างที่เรายอมไม่ได้ คือความปลอดภัยของคนในชาติเรา ตายไป 600 คน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และเป็นความลำบากนะ บ้านผมก็ท่วม ผมอยู่เมืองนนท์ ท่วมอยู่สองเดือน — รัฐบาลบอกว่าเราไม่มีระบบระบายน้ำ ต้องมีระบบระบายน้ำ สองต้องมีระบบวิธีคิด วิธีคิดคือคิดเองหนึ่งสองพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งมาเจ็ดข้อ ก็ต้องเอามาใช้ รมว. สาธยายต่อไปว่าจะรวบรวมความคิดจากผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำทั่วโลกใครมี ความคิดอะไรดี ๆ ก็เอามา และเอาคำแนะนำของในหลวงมารวมไว้ด้วยกัน จากนั้นก็จะให้ออกความเห็นว่าอะไรดีอะไรไม่ดีอย่างไร ซึ่งเป็นระยะของการระดมความคิดว่าจะเอาดีหรือไม่เอาความคิดไหน เปิดอากาศให้ทุกบริษัทและทุกคนเสนอความคิดเข้าไปฟรีครับไม่มีการจ่ายสตังค์ ใคร… “เพราะ ฉะนั้นไม่ใช่ไปกีดกันใคร เปิดหมดทุกคนมาทำฟรี ให้เวลาสามเดือน แต่ต้องทำในกรอบที่เขียนนะ..” อย่างไรก็ตามโครงการสามแสนห้าล้านนั้น รมว.บอกว่า“….ส่วนนี้ต้องทำส่วนนี้คือสามแสนห้า เงินอั๊ว อั๊วตัดสินใจต้องทำแน่ …” เกี่ยวกับเรื่องป้องกันน้ำท่วมระยะยาวนั้น รมว. ย้ำว่าจะต้องมีแผนของการทำให้เกิดความมั่นคงทางน้ำ โดยแบ่งออกเป็นสี่ แผนงานคือ อันที่หนึ่ง ให้มีการกระจายน้ำ ให้เกิดความยุติธรรม สอง ให้มีการใช้น้ำสูงสุดให้ได้ประโยชน์มากที่สุด สามไม่ให้เกิดน้ำท่วม สี่ ถ้าเกิดน้ำทว่มหรือฝนแล้ง ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนรู้เร็วที่สุด และถึงคนเดือดร้อนให้มากที่สุด ซึ่งเป็นปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำครั้งใหม่ทั้งประเทศที่ใหญ่ในทางปรัชญา โดยยกปรัชญาการน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ตัสทรงตรัสไว้ คือ คนไทยต้องรักน้ำ โดยหาที่อยู่ให้น้ำและหาทางไปให้น้ำ อย่างนี้เราก็อยู่กับน้ำได้เหมือนบรรพบุรุษของเรา ที่อยู่มาแต่ก่อน แต่ถ้าเราไปขืนมันถึงได้เรื่อง นักข่าวถามถึงว่าทำไมรัฐบาลถึงปล่อยให้ประชาชนบุกรุกพื้นที่ชุมน้ำ(Wetland)? รมว. ตอบว่า“…เพราะเราใจดี ผมทำเรื่องเข้า ครม. ยังถูกด่าเล็กๆ เลย แต่นายกเห็นด้วย ถ้านายกไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเข้า ครม. ให้ไปจัดการกับผู้ที่รุกล้ำ คูคลองในกรุงเทพมหานครทั้งหมด ทั้งหมด 5 พันหลังเป็นคนห้าหมื่น ให้กระทรวงสังคมและพัฒนามนุษย์ ไปสร้างแฟล็ตให้แล้วค่อย ๆ ทะยอยเขาออกไปเสีย มีปัญหามากในการขุดลอก บางแห่งขุดไม่ได้ คลองลาดพร้าว คลองบางเขน พอขนเครื่องมือเข้าไปชาวบบ้านไล่ เพราะขุดเข้าปั๊บบ้านเขาพัง – ในพื้นที่ชุมน้ำบึงบรเพ็ด หรือบึงสีไฟ คนบุกรุก ที่นี้ (สหรัฐอเมริกา)คนบุกรุกไม่ได้เพราะสังคมเขาไม่ยอม นักข่าวถามว่า“ทำไมประเทศเราถึงปล่อยให้เป็นอย่างงั้น? ” ก็เพราะคนบ้านเราไม่ได้คิดถึงส่วนรวม ไม่ได้ออกหน้าเพื่อปกป้องสังคม การควบคุมโดยสังคมอ่อนที่สุด เราจะรณรงค์ให้คนเรามีความคิดอย่างนั้นบ้าง มีความคิดครับ แต่เมื่อไหร่ ทำปุ๊บก็จะบอกว่ามีความจน คนจนแตะต้องไม่ได้ เกี่ยวกับเรื่ององค์การนาซ่า จะไปตั้งฐานสำรวจอากาศที่อู่ตะเภา “…..เดิมทีไม่ใช่ที่จะใช้ที่อู่ตะเภาหรอก เดิมทีเราคิดที่จะใช้สนามบินที่สุราษฏร์ธานี แต่ไม่สะดวก และสุราษฎร์ฯเป็นฐานบินสำคัญของเรา ขณะนี้เพิ่งทำหน่วยใหม่ขึ้นมา อีกอย่างนาซ่าเขาจะส่งคนเป็นร้อย สุราษฎร์ฯ คงไม่ค่อยสะดวกในที่อยู่อาศัย นักวิชาการก็ร้องโอโฮ ไปอยู่ สุราษฎร์ฯทำไม -อู่ตะเภาอยู่ ริมทะเล โครงการที่เราจะร่วมกับน่าซ่านั้นครอบคลุมถึงพื้นที่ทางทะเลมากกว่าทางบก เพราะไอเกลือซึ่งเป็นต้นเหตุของสิ่งแขวนลอยในอากาศไอเกลือมันก็ต้องมาจาก ทะเล เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้เรื่องไอเกลือ ก็ต้องบินเหนือทะเล และพื้นที่ที่เขาCover นั้นมีไทย,สิงคโปร์ ,เขมร ซึ่งอยู่ในทะเลส่วนใหญ่ ศูนย์พัฒนาอวกาศ ตั้งอยู่ที่ศรีราชา เพราะฉะนั้นเราคุยกันแล้ว เขาว่าเอาที่นี่(อู่ตะเภา) ดีที่สุด ความจริงโครงการอู่ตะเภานี้เราคิดกันมาล่วง 10 ปีแล้ว โครงการแรกที่นาซ่า ทำเกี่ยวกับการวิจัยเมฆและฝุ่นละอองในอากาศ เขากับจีนใช้ 430 ดัดแปลง ทำกับจีนแล้วก็ทำกับคนโน่นคนนี้ แล้วก็อ้อมมาหมายเลข 8 ทำกับฮ่อง ญีปุ่น,เกาหลี ฮ่องกงใคร? ไม่ใช่จีนหรือ รอบนี้เขาจะมาทำกับเรา เพราะฉะนั้นมันไม่มีเรื่องการเมือง เป็นเรื่องวิชาการแท้ ๆไม่ไปต้องระวังว่าจะไปทะเลาะกับใคร? เพราะอเมริกา กับจีนก็ทำกันมา โครงการนี้ซึ่งลอกก๊อปปี้กันมาเลย ว่าแต่ว่าจะทำที่ไหน? เพราะนั้นการกำหนดอู่ตะเภาเป็นพื้นที่วิจัย ซึ่งเครื่องบินขึ้น ๆ ลง ๆ นั่นมันได้กำหนดมาหลายปีแล้ว ก่อนที่จะมีการวิเคราะห์อย่างนี้ แต่ถ้าหากว่าจะเอาเรื่องของนาซ่า มาพัวพันกับการการถ่วงอำนาจทางการทหารของซุปเปอร์เพาเวอร์หรือการประเทศไทย จะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ให้สองประเทศกระทบกันก็จะไม่เกี่ยวกับเรื่องของผม เรื่องของผมถูกคิดมาก่อน ถ้าใครเอาเรื่องของผม (นาซ่า) ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็พิสูจน์ได้ว่ายกเมฆ เพราะวันเวลามันต่างกันเยอะแยะ ผมนะมาล่วงหน้า เพราะฉะนั้นถ้าจะไปวิจารณ์ทางการทหารแท้ ๆ จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ถ้าเอานาซ่าไปเกี่ยวข้องผมก็จะบอกว่าคุณกำลังโกหก คุณเอาเรื่องมาผัวพันทั้งนี้มันไม่เป็นความจริง สิ่งที่พวกผมทำนั้นมันล่วงหน้าสิ่งพูดคุยกันขณะนี้ รมว. ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานะอากาศโดยทั่วๆไปว่า ยุคนี้เป็นยุค Global Warming ซึ่งการจะพยากรณ์ฝนได้ยากขึ้น ปีนี้ก็พิสูจน์ ฝนตกที่แถวโฟโอโกกะ,ญี่ปุ่น วันเดียวตก 900 มิล มันตกๆๆๆ 900 มิล มันตกๆๆๆ ตกทีเดียวบ้านเรือนพังพนาศหมด เมื่อก่อนมันกระจายไป ตอนนี้ ไม่มีใครทำนายได้ ที่นี้มันก็กลายเป็นภัยที่ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่รู้ว่าใครจะเจอ รมว. ให้ความเห็นว่าถ้าในโลกนี้ เรามีความพยายามที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันผมว่ามันก็ดีนะ ยิ่งซุปเปอร์พาวเวอร์ ซึ่งมี Facility แยะ ๆทั้งคนทั้งเรือทั้งเครื่องบิน ทั้งเด็ปโป ซึ่งมันก็ไม่เสียหายอะไร เรื่องทหารแท้ๆผมไม่รู้นะ แต่สภาพของโลกเวลานี้ เกี่ยวกับเรื่องยกทัพจับศึกมันไม่มีแล้ว แต่การเตรียมพร้อมของกำลังทางการทหารมันเป็นเรื่องปกติ ผมไม่เชื่อว่าจะมีการระบุศัตรูกันถึงขนาดนี้เป็นของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ผมว่ามันเกินไปมั้ง ผู้ใหญ่ทางทหารสหรัฐฯที่เขาไปเมืองไทย เขาก็ไปตามหน้าที่ปกติ(Routine) ของเขา ไม่เห็นมีอะไรเลย รมว.ต่างประเทศก็ไป ฮิลรารี่ ก็เดินทางมากที่สุด ชีพออฟสต๊าฟ อาร์มี่ ก็ไปเดินอยู่สอง-สามวัน ไม่เห็นมีอะไรเลย เท่าที่ผมรู้ เราตกใจไปกันเอง ผมว่าอย่างงั้นนะ ครม. ไม่เคยถกเถียงเรื่องเหล่านี้เพราะผมเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีสถานการณ์ตึงเครียด ที่ประเทศไทยจะต้องระวังตัว เกี่ยวกับการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น รมว. กล่าวว่าเมืองไทย ในแผนของเราสั่งให้กรมป้องกันสาธารณภัย ต้องทำเด็ปโป 4 ที่เด็ปโป คือศูนย์ที่เก็บสำรองเครื่องมือ ขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ได้ในเมืองไทยนะ มี 4 ตัว จะมีรถแทรกเตอร์ รถแม็กโคร เสื้อกันฝน เสื้อกันหนาวและอาหาร เยอะแยะ และมีรายชื่อสิ่งของที่เก็บในโกดังระดับประเทศ ถ้าหากในระดับภูมิภาคท้องถิ่นเรามีเด็ปโป ในระดับท้องถิ่น ผมก็ไม่เห็นว่ามันเสียหายอะไร หรือแม้กระทั่งโลก มันจะมีเด็ปโป ระดับโลก ก็ไม่เห็นจะเสียหาย อะไร แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างนะแต่โกดังเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นสำคัญต้องรู้ว่าอะไร อยู่ที่ไหน เวลาจะเอา จะเอาอย่างไร เกี่ยวกับการชะงักความร่วมมือกับองค์การนาซ่ารมว. วิทยาศาสตร์แสดงความผิดหวังว่า “…..เพราะเป็นการสูญเสียทางวิทยาศาตร์ เราเตรียมกันมา 3-4 ปี มหาวิทยาลัย 5 แห่ง เด็กนักเรียนรอทำปริญญาโท ปริญญาเอกอยู่บาน ก็เกิดเหตุขึ้นมาเพราะเราไม่คาดการรณ์ว่ามันจะเกิดเหตุขึ้นมา เราไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องทางการเมืองหรือความมั่นคงใดๆ แต่ก็เกิดเหตุขึ้นมา เพื่อรักษาโมเมนตัม และเพื่อความพร้อม รัฐบาลไทยเลยตัดสินใจทำเองเลย เท่าที่ทำได้ ครม.อนุมัติเรียบร้อยแล้วเท่าที่ทำได้นะ 2 ร้อยล้าน มีมหาวิทยาลัย มาเพิ่มอีกแห่งคือสงขลานครินทร์ ทำเองเลย เท่าที่ทำได้นะ แล้วมีมหาวิทยาลัย 6 แห่งร่วม ทำเท่าที่ทำได้ ใช้เครื่องบินลำเดียวของสำนักฝนหลวง ใช้เรือของซีเต็ก ใช้บอลลูนของกรมอุตุ และมั่นใจว่าองค์การนาซ่าจะมารวมอีกภายหลัง พร้อมกับตบท้ายด้วยความมั่นใจว่า “ผมบอกเขา (ผู้แทนนาซ่า) ว่า คนโง่ เท่านั้นที่ไม่ทำงานกับนาซ่า เพราะนาซ่าเก่ง ใครก็รู้ว่านาซ่าเก่ง ผมนะเสียใจจริงๆ และเขาก็บอกว่าเขาเสียใจจริงที่ cancel ผมบอกว่าไม่ใช่แคนเซิ่ล ยู อย่าใช้แคนเซิ่ล เพราะมันยังไม่ได้เริ่ม…..” ที่มา : Asian Pacific News เผยแพร่ข่าว : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ |
