ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ กล่าวในการแถลงข่าวครั้งนี้ว่า แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ พ.ศ.2550 -2559 นี้เป็นแผนแม่บทที่จัดทำขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงนโยบาย ทิศทางตลอดจนแนวทางการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุของประเทศ ในอุตสาหกรรม “เป้าหมาย” (niche areas) ที่ประเทศมีโอกาสและศักยภาพสูง ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร 2. อุตสาหกรรมยานยนต์ 3. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 4. อุตสาหกรรมแฟชั่น 5. อุตสาหกรรมพลังงาน 6. อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และ 7. อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทราบและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมรวมทั้งจัดสรรทรัพยากรของหน่วยงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศก้าวทันกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ และ มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กนวท.) รับผิดชอบในการกำกับดูแล ประสานงาน และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนยุทธศาสตร์ฯ ไปปฏิบัติ รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมต่อไป
นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้ทุกกระทรวง กรม และรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน นำแผนยุทธศาสตร์ฯ ไปพิจารณาบทบาท ขอบเขตหน้าที่ และความรับผิดชอบของหน่วยงาน เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านวัสดุของหน่วยงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ฯ ทั้งในด้านสาระและกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน ตลอดจนให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติในการผลักดันโครงการต่างๆ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ ทั้งนี้ ให้สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นำแผนยุทธศาสตร์ฯ มาใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุของประเทศไทยต่อไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังกล่าวต่ออีกว่าในระยะแรกจะมีการผลักดันแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวัสดุแห่งชาติ ใน 2 คลัสเตอร์แรก คือ โดยจะพัฒนาคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน และคลัสเตอร์พลังงานทางเลือก เป็นคลัสเตอร์นำร่อง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นความต้องการเร่งด่วนของประเทศ มีการผลักดันเชิงนโยบายที่ชัดเจน มีแนวโน้มที่ดี และจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และในระยะต่อไปจะขยายผลไปยังคลัสเตอร์ยุทธศาสตร์ อื่น ๆ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหารและเกษตร คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ คลัสเตอร์แฟชั่น และคลัสเตอร์สุขภาพ
คลัสเตอร์ยานยนต์
ความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการผลิต การตลาด การจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกหลายประเภท ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยผลิตรถยนต์เกือบทั้งหมดเพื่อจําหน?ายในประเทศ มีการส่งออกน้อยมาก หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อปี พ.ศ. 2537 ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายจากการผลิตเพื่อทดแทนการนําเข?ามาเป็นการผลิตเพื่อการส?งออก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต? โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน ทั้งนโยบายด้านภาษีและด้านอื่นๆ ของภาครัฐ เป็นผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างประเทศมาสู่ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมของผู้ผลิตยานยนต์จากทั่วโลก ทั้งค่ายญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาเหนือ เช่น บริษัท ออโตอัลลายแอนซ์ ประเทศไทย จํากัด (จากการร่วมทุนระหว่าง ฟอร์ด กับ มาสด้า) บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส จำกัด เป็นต้น
จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ อุตสาหกรรมยานยนต์จึงเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มที่ดี และจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เพราะมีมูลค่าทางการตลาดสูง มีการจ้างงาน และเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้มากถึงร้อยละ 16 ของ GDP มีปริมาณการจ้างงานรวมที่มากถึงร้อยละ 8 ของปริมาณการจ้างงานทั้งประเทศ (ที่มา : สถาบันยานยนต์) อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเป็นตัวเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเหล่านี้เองเป็นเหตุให้คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (National Competitiveness Committee) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้วางเป้าหมายทางการตลาดและภาพลักษณ์ (target market and image positioning) ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคเอเชีย แต่สิ่งที่ท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ก็คือ ความพร้อมของปัจจัยสนับสนุนการผลิต เช่น วัตถุดิบ บุคลากร เครื่องจักรอุปกรณ์การผลิตมาตรฐานการผลิต ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนเครื่องมือทดสอบต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างเข้มแข็ง และมีความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง
หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหนึ่งในองค์วามรู้ที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนดังกล่าวก็คือ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุ” ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการแสวงหาวัตถุดิบที่เหมาะสม การพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุ การพัฒนามาตรฐานความสามารถของบุคลากรในสาขาหลักของอุตสาหกรรม คือ การขึ้นรูปโลหะ การฉีดพลาสติก การหล่อโลหะ และ การกลึงโลหะ หรือแม้แต่การพัฒนางานวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีโลก
คลัสเตอร์พลังงานทดแทน
ความสำคัญของพลังงานและพลังงานทดแทน
พลังงานเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานสำหรับประเทศไทย ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจได้เติบโตขึ้นในลักษณะการเพิ่มผลิตภัณฑ์โดยการเพิ่มวัตถุดิบ ซึ่งได้แก่พลังงาน หากพิจารณาจากข้อมูลใน ตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าการใช้พลังงานของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและพลังงานปี | 2543 | 2544 | 2545 | 2546 | 2547 |
| ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) (พันล้านบาท) | 4,923 | 5,134 | 5,446 | 5,930 | 6,576 |
| การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ – kTOE) | 47,806 | 49,542 | 52,979 | 56,289 | 60,269 |
| มูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย (พันล้านบาท) | 688 | 754 | 792 | 889 | 1,032 |
| สัดส่วนมูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (ร้อยละ) | 13.98 | 14.69 | 14.54 | 14.99 | 15.69 |
| มูลค่าการนำเข้าพลังงาน (พันล้านบาท) | 314 | 331 | 336 | 407 | 561 |
| สัดส่วนมูลค่าการนำเข้าพลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (ร้อยละ) | 6.38 | 6.45 | 6.17 | 6.86 | 8.53 |
ทีมา: กระทรวงพลังงาน, ธนาคารแห่งประเทศไทย
จากวิกฤตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบแหล่งพลังงานจาก fossil fuel เริ่มเหลือน้อยลงทุกทีในขณะที่ความต้องการด้านพลังงานกลับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยต้องขาดดุลการค้าให้กับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเป็นผลทำให้ราคาสินค้าอื่นๆ มีการปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาดังกล่าว ประเด็นเรื่องพลังงานทดแทนจึงได้ถูกหยิบยกเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีนโยบายส่งเสริมและผลักดันนโยบายทางด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การกำหนดนโยบายพลังงานยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนอันมีเป้าหมายหลักคือ “เพิ่มสัด ส่วนพลังงานทดแทน จากเดิมในปี 2545 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ของพลังงานเชิงพาณิชย์ หรือคิดเป็น 265 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ เป็นร้อยละ 8 ของพลังงานเชิงพาณิชย์ หรือคิดเป็น 6,540 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ ภายในปี 2554 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า” และ รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีมติเห็นชอบนโยบายและแผนการพัฒนาพลังงานของประเทศ (เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549) ซึ่งได้ระบุทิศทางการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างชัดเจน ตลอดจนให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกที่สามารถผลิตใช้ได้เองโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่ได้จากชีวมวลทั้งที่เกิดจากพืชพลังงาน และที่เหลือใช้จากการเกษตร มูลสัตว์ น้ำเสีย และขยะชุมชน พลังงานลมและพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งประเทศไทยมีอยู่อย่างไม่จำกัด นอกจากนั้นนโยบายหนึ่งที่มีการดำเนินการควบคู่กันไปคือ การรณรงค์การประหยัดพลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม
การดำเนินการเร่งด่วนนอกจากการสร้างความตระหนักทางด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตและใช้พลังงานทดแทนแล้ว คือการผลักดันการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการพัฒนาบุคคลากรในกลุ่มพลังงานทดแทน และกลุ่มการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อวางรากฐานการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนในประเทศ เทคโนโลยีวัสดุมีบทบาทเป็นอย่างมากในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมทั้งในด้านพลังงานทดแทน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุ/เทคโนโลยีวัสดุเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทน ที่ได้จากพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ/ชีวมวล พลังงานไฟฟ้า ความร้อน กล และ ด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง วัสดุ/ผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ วัสดุประหยัดพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ วัสดุย่อยสลายได้ วัสดุเก็บสะสมพลังงาน และผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งการผลิตพลังงานได้เองภายในประเทศ และมีการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดี จะเป็นปัจจัยหลักและปัจจัยเสริมในการนำประเทศไทยไปสู่ความเป็นไททางพลังงานในอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยังกล่าวต่อไปว่า แนวทางการผลักดันทั้งสองคลัสเตอร์ นั้น เราจะเน้นการดำเนินการ โดย 4 กลยุทธ คือ กลยุทธ์ที่ 1 สร้างคลัสเตอร์การวิจัยและพัฒนา กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถาบัน กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาบุคคลากร กลยุทธ์ที่ 4 สร้างความตระหนักโดยใช้กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนา
ทั้งนี้ในการดำเนินการผลักดันคลัสเตอร์ทั้งสองนั้น มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
การวิจัยและพัฒนา
ยานยนต์ มุ่งเน้นที่จะเพิ่มคุณภาพและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตวัตถุดิบภายในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการออกแบบ และการผลิตผลิตภัณฑ์(กระบวนการแปรรูป และ การประกอบผลิตภัณฑ์)ของผู้ประกอบการไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดย
- ศึกษาและกำหนดขอบเขตการวิจัยที่มีความจำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ตลอดจนอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดโจทย์/ทิศทางการวิจัยและพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
- กำหนดหลักเกณฑ์/เงื่อนไขการคัดเลือกหัวข้อวิจัยที่สมควรได้รับการสนับสนุน ตลอดจนมาตรการผลักดันในเกิดการดำเนินการวิจัยร่วมกัน ระหว่างสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม
- ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา
พลังงานทดแทน มุ่งเน้นเทคโนโลยีวัสดุเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ และให้เท่าทันกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก โดย
- ศึกษาขอบเขตการวิจัยที่มีความจำเป็นในการพัฒนาพลังงานทดแทน การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดโจทย์/ทิศทางการวิจัยและพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
- กำหนดหลักเกณฑ์/เงื่อนไขการคัดเลือกหัวข้อการวิจัยที่สมควรได้รับการสนับสนุน ตลอดจนมาตรการผลักดันในเกิดการดำเนินการวิจัยร่วมกัน ระหว่าง สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และ ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม
- ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการสนับสนุนการวิจัย
การพัฒนาศูนย์วิเคราะห์และทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ให้ผ่านการรับรองระบบมาตรฐานสากล
ยานยนต์ เพื่อยกระดับการวิเคราะห์ทดสอบทั้งระบบให้สามารถรับรองมาตรฐานวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ได้เองภายในประเทศ และยังเอื้อประโยชน์ต่อการทำวิจัยและพัฒนาวัสดุใหม่ๆ โดย
- ศึกษาข้อมูลการทดสอบมาตรฐานวัสดุและผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ ตลอดจนศักยภาพของห้องปฏิบัติการที่มีอยู่ เพื่อกำหนดแนวทาง/มาตรการในการพัฒนาศูนย์วิเคราะห์และทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเทคโนโลยีการทดสอบ (ประสานคณะทำงานจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ ภายใต้คณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถาบัน)
- ประสานงานเพื่อพัฒนาศูนย์วิเคราะห์และทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ ในลักษณะเครือข่ายพันธมิตรศูนย์ปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม พลังงานทดแทน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยังเอื้อประโยชน์ต่อการทำวิจัยและพัฒนาวัสดุใหม่ โดย
- ศึกษาข้อมูลการทดสอบมาตรฐานวัสดุและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพลังงานทดแทน ตลอดจนศักยภาพของห้องปฏิบัติการที่มีอยู่ เพื่อกำหนดแนวทาง/มาตรการในการพัฒนาศูนย์วิเคราะห์และทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเทคโนโลยีการทดสอบ (ประสานคณะทำงานจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ ภายใต้คณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถาบัน)
- ประสานงานเพื่อพัฒนาศูนย์วิเคราะห์และทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ ในลักษณะเครือข่ายพันธมิตรศูนย์ปฏิบัติการ อย่างเป็นรูปธรรม
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมระหว่างสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ
ยานยนต์ มุ่งเน้นพัฒนาความสามารถของบุคคลากรให้มีทักษะ และ ความรู้เฉพาะทางตรงกับการทำงานจริงใน กระบวนการยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ ถึง การประกอบเป็นผลิตภัณฑ์) โดย
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับองค์ความรู้ ทักษะของบุคลากรที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ (ที่เกี่ยวข้องกับการพื้นฐานทางด้านวัสดุและวิศวกรรม) เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมทั้งระบบ และวางแนวทาง/มาตรการในการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบโดยอาศัยกลไกความร่วมมือในลักษณะเครือข่าย (ประสานคณะอนุกรรมการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
- ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้เกิดโครงการนำร่องการพัฒนาบุคลากร
พลังงานทดแทน มุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาบุคคลกรที่มีศักยภาพให้แก่อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน (ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ ถึง การใช้พลังงานและการรักษา)
- ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะแนวทาง/มาตรการในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และกลุ่มการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้มีความรู้ทางพื้นฐานทางด้านวัสดุและวิศวกรรมเพียงพอที่จะไปประยุกต์ใช้ใน การวิจัยและพัฒนา และการผลิตพลังงานทดแทน ตลอดจนประยุกต์ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและ ดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนและสังคม (ประสานคณะอนุกรรมการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
- ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้มีการดำเนินการตามแนวทางที่คณะทำงานเสนออย่างเป็นรูปธรรมสร้างความตระหนักในเทคโนโลยีวัสดุโดยใช้กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ยานยนต์ มุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจในวัสดุ/เทคโนโลยีวัสดุ และสร้างความตระหนักว่าเทคโนโลยีวัสดุมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แก่ทุกภาคส่วน (ตลอด Value chain) เพื่อเป็นรากฐานสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุอย่างต่อเนื่อง โดย
- จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีวัสดุ/วัสดุเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยระยะแรกมุ่งให้ความรู้แก่ บุคคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ และ ประชาชน
- จัดหา/พัฒนาช่องทางเผยแพร่ข้อมูลสู่บุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ และประชาชน
- ประสานงานผลักดันให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลเทคโนโลยีวัสดุอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
- จัดประกวด การออกแบบหรือแนวความคิดในการผลิตยานยนต์/ชิ้นส่วนยานยนต์ ตลอดจนนวัตกรรมที่เกี่ยวกับยานยนต์ โดยจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อกำหนดรูปแบบการแข่งขัน หัวข้อในการแข่งขัน และเกณฑ์ในการตัดสิน
- ประสานงานผลักดันให้เกิดการจัดการประกวดอย่างต่อเนื่อง
พลังงานทดแทน มุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจในวัสดุ/เทคโนโลยีวัสดุ แก่ทุกภาคส่วนในสังคม(ตลอด Value chain) โดย
- จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีวัสดุ/วัสดุเกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน โดยมุ่งให้ความรู้แก่ เยาวชน ประชาชน และบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน
- จัดทำ/พัฒนาช่องทางหรือกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลสู่กลุ่มเป้าหมาย
- ประสานงานผลักดันให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลเทคโนโลยีวัสดุอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ทั้งนี้จากแผนการผลักดันยุทธศาสตร์ของทั้งสองคลัสเตอร์นี้นั้น จะส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ ทั้งทางด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคคลากรรวมทั้งการสร้างความตระหนักโดยใช้กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งแน่นอนว่าทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์พร้อมทั้งยังมีแผนที่นำทางไปสู่การร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานทดแทนในช่วงแรกและพัฒนาอุตสาหกรรมที่เหลือต่อไปให้สำเร็จและก้าวหน้าได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้ ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ กล่าวในที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่งานประชาสัมพันธ์และนิทรรศการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
ที่มา : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้ส่งข่าว : กมลวรรณ ธานี
