เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยมี นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายประเสริฐ ชัยเด่นกิจนภาลัย ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การต้อนรับ และมีผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคการศึกษา และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมกว่า 250 คน จัดโดย คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ถ้าเราจะให้ประเทศไทยอยู่ได้เจริญต่อไป เป็นผู้นำประเทศอื่นเขา เราจะใช้ไสยศาสตร์นำประเทศไทยไม่ได้ แล้วสังคมไทยควรจะเป็นอย่างไร จะพูดเรื่องจริยธรรม พูดเรื่องอะไรเยอะแยะ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ต้องพูด คือเรื่องวิทยาศาสตร์ ถ้าประเทศไทยจะเจริญไปข้างหน้าในโลกของการแข่งขัน โลกที่ใช้เทคโนโลยี ต้องเปลี่ยนแนวคิด ความเชื่อจุดยืนของคนไทยทั้งระบบ ต้องเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นที่เขาเรียกว่า Knowledge-Based Society คือสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ซึ่งคำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึงสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่พิสูจน์ได้ ทำอย่างไรจะให้เป็น Knowledge-Based Society ซึ่งทุกคนก็พยายาม
ข้อ 2 ทำอย่างไรจึงจะยอมรับว่าการที่จะนำพาประเทศจะต้องใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี คำว่านำพามันกว้าง 4 คำหลักๆ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี set directions การเจริญเติบโตของประเทศ คือ ทิศทางว่าจะไปทิศไหน จะไปในเรื่องนาโนเทคโนโลยี หรือเรื่องไบโอเทคโนโลยี จะไปทางด้านสาธารณสุข ถ้าทิศทางไม่ถูก set จะไปทางไหนก็ไปไม่ถูก ทิศทางต้องมาก่อน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องมาใช้ในการ drive ประเทศ เราถึงจะเจริญ ถ้ามันอืดก็ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมา put วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมา shape ท่านต้องการให้สังคมหรือประเทศไทยมีหน้าตาเป็นอย่างไร กลมๆ หรือเหลี่ยมๆ การ shape ประเทศมันสำคัญ ถ้าประเทศไทยมีสังคมที่ใช้องค์ความรู้เป็นหลัก และเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการดำเนินการได้อย่างน้อย 4 อย่างที่ผมพูด คือ shape direction drive and put ประเทศไปได้
อีกอันหนึ่งเราได้ยินเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เราก็เข้าใจว่ามันหมายถึง ถนน ท่าเรือ สนามบิน เราไม่เคยนึกว่าที่จริงแล้วมันมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งบริษัทเอกชนทำไม่ได้ บางเครื่องมือบาง lab เป็นพันๆ ล้าน ใช้เวลาสร้างไม่รู้กี่ปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า central lab ซึ่งเราจะต้องมาคุยว่ามันคืออะไร รัฐบาลลงทุนเลยแล้วเอกชนใช้ จะเสียเงินหรือไม่เสียเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มาใช้มาทดลอง ถ้ามันจะต้องเป็นเมืองวิทยาศาสตร์ก็เป็นเมืองวิทยาศาสตร์ไปเลย แล้วทุกคนก็มาใช้ science park หมายถึงนิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์ ขณะนี้กำลังจะทำที่เชียงใหม่ ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นแก่น ที่อีสานให้ขอนแก่นเป็นแก่น และระดมมหาวิทยาลัยทั้งหมดแล้วกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เข้าไปช่วย คือเอาภาคเอกชนมานั่งอยู่ในนั่นเลย แล้วก็ให้โจทย์และร่วมกันคิดจนสำเร็จสุดท้ายต้องจบด้วย innovation คือ innovation มันขายได้แล้ว science park หรือนิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์ product คือ innovation ซึ่งเอาไปขายได้ เป็นโจทย์อันมาจากฝ่ายธุรกิจและร่วมกันสร้างสรรค์ และกำลังจะทำที่ภาคใต้ด้วย
ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ระดมความคิดของข้าราชการและประชาชนจากทุก ภาคส่วนในเรื่องเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต และศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาและอุปสรรคในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ตลอดจนเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนำเสนอรัฐบาลเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการและกำหนดทิศทางและแนว นโยบายในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศต่อไป
ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์ ป้องสุธาธาร
ถ่ายภาพ : นายองอาจ ทองเปลี่ยน
เผยแพร่ : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ
