จากรายงานสถานการณ์การว่างงาน และการเลิกจ้างในสถานประกอบกิจการ SMEs โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่า จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วงไตรมาส 2 ปี 2555 พบว่า มีลูกจ้างเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 13.3 ล้านคน ซึ่งเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ SMEs จำนวน 10.3 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 24.1 รองลงมาเป็นภาคกลางร้อยละ 18.5 และภาคเหนือร้อยละ 17.1 โดยจังหวัดที่มีลูกจ้างเอกชนมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร รองลงมา คือ นครราชสีมา และขอนแก่น อยู่ในประเภทกิจการเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมงร้อยละ 20.7 รองลงมาเป็นก่อสร้าง ร้อยละ 19.0 การผลิตร้อยละ 18.8 ขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์และรถจักรยานยนต์ร้อยละ 17.0
ส่วนภาวะการว่างงานของผู้ที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างเอกชนมาก่อนทั้งหมด 158,884คน โดยเป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างเอกชนมาก่อนในสถานประกอบการ SMEs มีจำนวน 129,413 คน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผู้ว่างงานที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างเอกชน จำนวน 106,296 คน ซึ่งมี ผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.7 ผู้ว่างงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 44.7 รองลงมาเป็นภาคเหนือร้อยละ 18.7 ภาคกลางร้อยละ 12.5 ส่วนจังหวัดที่มีผู้ว่างงานสูงสุด คือ กรุงเทพฯ รองลงมา คือ ศรีสะเกษ และนครราชสีมา ส่วนใหญ่อยู่ในกิจการเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมงร้อยละ 22.9 รองลงมาเป็นกิจการการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์และรถจักรยานยนต์ร้อยละ 19.4 การผลิตร้อยละ 16.4 โดยสาเหตุการว่างงานส่วนใหญ่มาจากลาออกเองร้อยละ 40.1 รองลงมา คือ ถูกเลิกจ้างร้อยละ 25.8 และสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ ย้ายสำนักงาน ออกจากงานเพื่อดูแลบุตร งานหนัก ไม่พอใจนายจ้างร้อยละ 16.4
ขณะที่ภาวะการเลิกจ้างของผู้ที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างเอกชนมาก่อนทั้งหมด 33,388 คน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีลูกจ้างเอกชนที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 16,014 คน ซึ่งมีผู้ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 108.5 ผู้ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 54.2 รองลงมากรุงเทพฯ ร้อยละ 16.3 และภาคเหนือร้อยละ 12.1 สำหรับจังหวัดที่มีผู้ถูกเลิกจ้างสูงสุดคือ ศรีสะเกษ รองลงมาคือ กรุงเทพฯ และนครราชสีมาตามลำดับ ทั้งนี้ผู้ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่อยู่ในประเภทกิจการเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมงร้อยละ 51.5 รองลงมาเป็นกิจการการผลิตร้อยละ 16.5 และก่อสร้าง ร้อยละ 12.1 ขณะที่สาเหตุการเลิกจ้างเนื่องจากหมดสัญญาจ้างร้อยละ 52.7รองลงมาคือ นายจ้างเลิก หรือหยุด หรือปิดกิจการร้อยละ 31.0 และผู้ถูกเลิกจ้างถูกให้ออก หรือไล่ออก หรือปลดออกร้อยละ 16.3 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสะสมจากรายงานสถานการณ์ด้านแรงงาน กรณีได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ของศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการให้พร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 มิถุนายน 2556 พบว่า มีสถานประกอบการปิดกิจการ เลิกจ้าง จำนวน 4 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง จำนวน 336 คน สถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้างบางส่วนแต่ยังไม่ปิดกิจการ จำนวน 36 แห่ง มีผู้ประกันตนขึ้นทะเบียนกรณีว่างงานรวม 38,319 แห่ง และมีผู้ประกอบการมาขึ้นทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ จำนวน 68 แห่ง แบ่งเป็นสถานประกอบการขนาดกลาง 18 แห่ง และขนาดเล็ก 50 แห่ง ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมาตามนโยบายของรัฐบาลสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีผลต่อการว่างงาน การเลิกจ้างในสถานประกอบการแต่อย่างใด
